หลี่ชิงหลิงเลี้ยงไก่ที่บ้านก่อน รอให้โตแล้วค่อยเปลี่ยนไปเลี้ยงแบบปล่อย
แตู่เาที่ซื้อก็ต้องล้อมรั้วก่อนอยู่ดี เมื่อลูกเจี๊ยบพร้อมเลี้ยงแบบปล่อยก็จะได้ปล่อยเลย ไม่ต้องเสียเวลารออีก
นางและหลิวจือโม่สองคนคงไม่สามารถล้อมไหวแน่ นางจึงคิดจะจ้างคนมาช่วย
ตัวเลือกแรกต้องเป็เจิงเถียโถวอยู่แล้ว พวกเขาคุ้นหน้ากันและเชื่อใจเจิงเถียโถว มอบงานให้ก็สบายใจ
หลิวจือโม่เป็คนบอกเจิงเถียโถวเกี่ยวกับเื่นี้และขอให้เขาหาคนมาช่วยอีกสองสามคน งานนี้ไม่หนักมาก ค่าจ้างจึงไม่มากเหมือนแต่ก่อน วันละสิบห้าเหวิน ไม่รวมอาหาร
วันละสิบห้าเหวินถือว่าสูงแล้ว ลองบอกคนอื่น ไม่รู้ว่าจะแย่งกันขนาดไหน!
เจิงเถียโถวตบหน้าอกด้วยรอยยิ้มกว้าง ให้หลิวจือโม่มั่นใจว่าคิดถูกแล้วที่ให้เขาจัดการ
หลิวจือโม่ขอให้พวกเขามาทำงานในวันพรุ่งนี้ เมื่อเห็นว่าเจิงเถียโถวตกลงจึงจากไปอย่างสบายใจ
เมื่อเจิงเถียโถวพาคนสองคนไปทำงาน ชาวบ้านที่เห็นก็ถามว่าล้อมูเานี้ทำไม
เจิงเถียโถวหัวเราะ บอกว่าหลิวจือโม่ซื้อูเานี้แล้วและขอให้พวกเขาล้อม
ส่วนเื่ที่ว่าล้อมทำไม เขาเองก็ไม่ชัดเจนนัก
เขาจะไม่ไปซี้ซั้วถามเื่ที่เถ้าแก่ไม่ได้บอก นี่เป็สามัญสำนึกพื้นฐาน
เมื่อคนในหมู่บ้านรู้เื่นี้ก็ส่งเสียงฮือฮา หลิวจือโม่ซื้อูเานี้? เสียเงินไปเท่าไรเนี่ย? ทำไมเขาถึงซื้อูเาที่ไม่สามารถทำอะไรได้?
เื่นี้ทำให้ทั้งหมู่บ้านเดือดพล่าน ขอแค่ว่างก็จะมาหาหลิวจือโม่เพื่อถามว่าเขาซื้อูเานี้จริงหรือไม่ ทำไมถึงซื้อเนินเขานี้
หลิวจือโม่ตอบคำถามของพวกเขาด้วยท่าทีที่อ่อนโยน บอกว่าเขาซื้อจริงๆ แต่ใช้ทำอะไร อนาคตพวกเขาก็จะได้รู้
เขาไม่อยากให้แผนของหลี่ชิงหลิงรั่วไหลรวดเร็วขนาดนี้ จึงบอกให้ชาวบ้านเดาไปก่อน
ชาวบ้านไม่สามารถได้คำตอบที่้าได้ จึงถามเขาว่าเขาใช้เงินเท่าไรในการซื้อูเาลูกนี้
หลิวจือโม่ก็เ้าเล่ห์พอตัว เขาไม่ได้ตอบโดยตรง แต่ให้พวกเขาไปหาผู้นำหมู่บ้านซึ่งรู้เื่นี้
คนในหมู่บ้านมองหน้ากัน จากนั้นมองหลิวจือโม่ เมื่อเห็นว่าเขาไม่คิดจะบอกจริง ๆ ก็ออกจากบ้านหลิวอย่างไม่เต็มใจ เตรียมไปถามผู้นำหมู่บ้านว่านี่มันอะไรกันแน่
เมื่อเห็นทุกคนเดินออกไป หลิวจือโม่ส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้และปิดประตูบ้าน
อนาคตคงเจอเื่แบบนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ขอแค่ชินไว้ก็พอ
“ข้าจะปล่อยให้เื่นอกครอบครัวเป็ของพี่” หลี่ชิงหลิงเห็นหลิวจือโม่จัดการอย่างง่ายดายแล้วพูดพลางหัวเราะ
นางไม่ชอบไปยุ่งเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างคน มันยุ่งยากจริงๆ
นางคิดว่าเขาสอนเด็กได้ดีมาก แถมยังมีมนุษยสัมพันธ์ดีด้วย ให้เขาไปจัดการเสียเลยสิ!
นางรับผิดชอบภายใน เขารับผิดชอบภายนอก พอดีเลย
เมื่อเห็นท่าทางเด็กสาวที่เหมือนในที่สุดก็โยนเื่นี้ออกไปได้แล้วหลิวจือโม่ก็หัวเราะ “หน้าที่จัดการกับชาวบ้านควรเป็ของเ้าไม่ใช่หรือ?"
หลี่ชิงหลิงหัวเราะเบาๆ นางบอกว่าเขาทำได้ดีกว่าตน
สีหน้าของหลิวจือโม่มืดลงทันที
เขาถลึงจ้องนาง ก่อนจะหันไปห้องหนังสือ
“พี่ พี่จือโม่เป็อะไรไป ทำไมจู่ๆ หน้าดำแบบนั้น” หลี่ชิงเฟิงมองหลังของหลิวจือโม่ และถามด้วยความสับสน
หลี่ชิงหลิงหัวเราะ นางลูบหัวของหลี่ชิงเฟิงและบอกว่าไม่รู้
จริงๆ นางรู้ แต่นางไม่อยากทำลายภาพลักษณ์เขาต่อหน้าเด็กๆ จึงไม่พูดอะไร
ถึงเขาจะยังหนุ่ม แต่ถ้าบอกว่าเขาคุยกับผู้หญิงเก่ง แสดงว่าเขานินทาเก่งไม่ใช่หรือ? หากเขาพอใจสิถึงจะแปลก
หลิวจือโม่ไปเขียนตัวอักษรตัวใหญ่หลายตัวจึงจะระบายอารมณ์หดหู่ออกไปได้
เมื่ออารมณ์ของเขาสงบลง เขาก็นั่งลงบนเก้าอี้และอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบาๆ
ยัยเด็กโง่คนนั้น จริงๆ เลยนะ...
เขาส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้ คลี่กระดาษออก หยิบพู่กันแล้วเริ่มเขียน
หลังจากนั้นไม่นาน หลี่ชิงหลิงที่มีสายตาเ้าเล่ห์ก็ปรากฏตัวขึ้นบนกระดาษ
เขามองนาง แววตาเผยรอยยิ้ม
ถ้านางชอบจัดการในบ้านก็ให้นางจัดการให้บ้านแล้วกัน ขอแค่นางมีความสุขก็พอ
"พี่จือโม่ มีคนมาหาพี่อีกแล้ว" หลี่ชิงหลิงยืนอยู่ที่ประตู เคาะประตูพร้ะโกนเสียงดัง
หลิวจือโม่หัวเราะเสียงแห้ง เมื่อเปิดประตูเห็นรอยยิ้มเ้าเล่ห์จึงเอื้อมมือไปเคาะหน้าผากของนาง แล้วเดินออกไปเพื่อจัดการกับคนที่มาหาก่อนนางจะได้ส่งเสียงท้วง
ั้แ่วันนั้นก็เริ่มมีคนมาหาหลิวจือโม่เกือบทุกวัน เพียงเพื่อถามเขาว่าล้อมูเานี้ทำไม
หลิวจือโม่จัดการกับคนเหล่านี้ทุกวันจนเริ่มรู้สึกรำคาญใจ
หากมีใครมาหาเขาอีกก็ให้หลิวจือโหรวบอกพวกเขาว่าเขาไม่อยู่
หลังจากผ่านไปหลายครั้ง ชาวบ้านก็เข้าใจโดยปริยายว่าหลิวจือโม่ไม่อยากเจอพวกเขาแล้ว
พวกเขาพึมพำบ่นกันสองสามคำแล้วก็ไม่กลับมาอีก
เมื่อไม่มีคนมาเยือนอีก หลิวจือโม่ก็รู้สึกโล่งใจ ในที่สุดเขาก็สามารถพักผ่อนได้แล้ว ไม่ต้องจัดการคนว่างงานพวกนั้นอีก
เมื่อเห็นว่าเขาน่าสงสารเพียงใด หลี่ชิงหลิงก็จัดอาหารอร่อยๆ โต๊ะใหญ่ให้รางวัลเขา
่นี้เขาจัดการคนจำนวนมากจนอ่อนล้าทั้งร่างกายและจิตใจ ทำได้เพียงกินให้มากขึ้นเพื่อบำรุงร่างกาย
หลังจากไม่ต้องเสียเวลาไปจัดการกับคนเ่าั้ ยามเมื่อช่วยหลี่ชิงหลิงทำงานบ้านเสร็จ เขาก็มักจะอ่านหนังสือสองเล่มที่อาจารย์ให้มา
เขายังคงอยากไปร่วมสอบระดับต้นอยู่
หลี่ชิงหลิงเห็นจึงบอกให้เขาไปเรียน เงินในบ้านเพียงพอที่จะสนับสนุนให้ทั้งสามคนไปพร้อมกันได้
แต่หลิวจือโม่ปฏิเสธ ถ้าเขาออกไป งานบ้านทั้งหมดจะอยู่บนบ่าของนาง แบบนี้จะลำบากนางเกินไป
เมื่อเห็นว่าเขาดื้อรั้นเพียงใด เด็กสาวจึงหยุดเกลี้ยกล่อมเขา
ถ้าแค่งานบ้าน นางสามารถรีบทำเพื่อประหยัดเวลาและให้เขามีสมาธิในการทบทวนได้
เขารู้ความตั้งใจของนางจึงตั้งใจเรียนหนักขึ้น
พอเจออะไรไม่เข้าใจก็วิ่งไปถามอาจารย์อย่างขะมักเขม้น
เมื่อเห็นว่าเขากระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ อาจารย์ไม่เพียงแต่อธิบายให้เขาฟังในสิ่งที่เขาไม่เข้าใจเท่านั้น แต่ยังให้การบ้านมาด้วย เมื่อทำเสร็จแล้วให้เอาไปกลับไปให้อาจารย์ดู
หลี่ชิงหลิงเห็นว่าอาจารย์ปฏิบัติต่อหลิวจือโม่ดีขนาดนี้และรู้ว่าเขาอยู่ตัวคนเดียว ตอนทำอาหารให้เด็กๆ ก็จะทำให้อาจารย์ด้วย นับเป็การตอบแทนที่เขาดูแลหลิวจือโม่
อาจารย์รู้สึกถึงความจริงใจของเด็กบ้านนี้ เขาจึงกวดขันการเรียนของหลิวจือโม่มากขึ้น
เขาหวังเป็อย่างยิ่งว่าหลิวจือโม่จะได้คะแนนดีๆ ในการสอบ คงจะดีมากถ้าหลิวจือโม่สามารถมาเรียน เขาจะได้สอนได้มากหน่อย แต่น่าเสียดายที่เขาปฏิเสธ
เขาไม่มีทางเลือกนอกจากให้การบ้านมากหน่อยเพื่อให้หลิวจือโม่ได้เรียนรู้มากขึ้น
ใน่วันที่วุ่นวายเหล่านี้ เวลาสำหรับการสอบในชนบทใกล้เข้ามาทุกที หลิวจือโม่เองก็เรียนอย่างเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ
แต่หลี่ชิงหลิงสังเกตเห็นความผิดปกติ อีกทั้งอากาศวันนี้ดูเหมือนจะร้อนกว่าปกติ
อาหวงเองก็ดูวิตกกังวล มักจะวนเวียนอยู่รอบตัวนาง คร่ำครวญเหมือนอยากพูดอะไรบางอย่าง? ทว่ามันไม่สามารถพูดออกมาได้
ว่ากันว่าประสาทััของสัตว์ไวกว่าความรู้สึกของมนุษย์ มันรู้สึกถึงอะไรที่ไม่ดีหรือ?
เด็กสาวอุ้มอาหวงพลางถามเสียงเบา "อาหวง ่นี้เ้าดูกังวลขึ้นเรื่อยๆ จะมีเื่ไม่ดีหรือ?” นางรู้ว่าอาหวงพูดไม่ได้ นางจึงนึกถึงวิธีขึ้นมา "ถ้าไม่ใช่ก็กัดเสื้อผ้าข้าแล้วดึงหนึ่งครั้ง ถ้าใช่ก็ดึงสองครั้ง"
พูดจบ อาหวงก็อ้าปากกัดเสื้อผ้าของนางและดึงอย่างแรงสองครั้งจนเกือบฉีก
หัวใจของเด็กสาวสะดุด ถามอาหวงต่อไปว่า "อากาศร้อนขึ้นเรื่อยๆ ภัยแล้งใหญ่หรือเปล่า?" นางจำได้ว่าในชาติที่แล้วนางเคยเผชิญกับภัยแล้งอย่างรุนแรง แม้แต่ทุ่งนาก็แห้งจนไม่สามารถทำนา แต่ในยุคนั้นไม่ต้องกังวลนัก เพราะมีความช่วยเหลือของรัฐจึงสามารถผ่านภัยแล้งที่รุนแรงได้อย่างง่ายดาย
แต่ไม่ใช่ที่นี่ ภัยแล้งรุนแรงหมายถึงความตาย!
นางเห็นอาหวงดึงเสื้อตนสองครั้งอีกรอบ หัวใจของก็จมดิ่งลง
นางลูบหัวอาหวง "ขอบคุณนะ อาหวง เดี๋ยวคืนนี้ข้าจะตอบแทนด้วยของอร่อยๆ"
อาหวงมุดอยู่ในอ้อมกอดของนางอย่างมีความสุข นางอุ้มอาหวงและเริ่มครุ่นคิด
หากเป็ภัยแล้งรุนแรงจริงๆ ครอบครัวของพวกนางจะทำอย่างไร?
ยุคนี้ภัยแล้งไม่มีของกิน อย่าว่าแต่เด็ก แม้แต่ผู้ใหญ่จำนวนมากยังเอาตัวไม่รอด
หลี่ชิงหลิงถอนหายใจ วางแผนจะคิดหาวิธีจัดการอย่างรอบคอบ
เด็กสาวกลัวว่าหลิวจือโม่จะเสียสมาธิ และกลัวว่ามันอาจจะไม่เกิดขึ้นจริงจึงไม่ได้บอกเขา
นางจะไปในเมืองคนเดียวเพื่อซื้อธัญพืชและซ่อนมันไว้ในถ้ำูเาซงเป็ครั้งคราว
นางยังแอบบอกคนที่สนิทเกี่ยวกับความเป็ไปได้ที่จะเกิดภัยแล้งรุนแรงด้วย ส่วนพวกเขาจะเชื่อหรือฟังคำพูดของนางหรือไม่นั่นก็เื่ของพวกเขา
ตอนนี้นางปกป้องตัวเองยังไม่รอด นางไม่สามารถช่วยคนอื่นได้
เ้าของร้านฝูหมั่นโหลวเป็คนฉลาด เมื่อเขาได้ยินสิ่งที่หลี่ชิงหลิงพูด ไม่ว่าจะจริงหรือไม่ก็ตาม เขาก็เขียนจดหมายไปบอกเ้านายและถามเขาว่าจะทำอย่างไร?
เมื่อเถ้าแก่ขอให้เขาแอบตุนเสบียงเงียบๆ เขาก็เริ่มลงมือ
นอกจากเ้าของร้านแล้ว เจิงเถียโถวก็ฟังคำพูดของหลี่ชิงหลิงอีกด้วย เขาใช้เงินทั้งหมดซื้อเสบียงแล้วแอบขนกลับบ้านกลางดึก ซ่อนไว้ในห้องใต้ดินโดยไม่ได้บอกครอบครัว
เขารู้สึกว่าเดินตามหลี่ชิงหลิงย่อมไม่มีผิดพลาด
