ฮวาเจาให้เด็กหนุ่มห่อภาพวาดและพู่กันด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์อย่างปราณีต บรรจุลงในกระเป๋าสะพาย ส่วนกล่องเครื่องประดับกับกระถางอีกสามใบ ก็ถูกห่อแยกใส่ถุงหิ้วสองใบอย่างระมัดระวัง
เธอยังไม่คิดจะกลับบ้านในทันที เพราะ 'เ้าห้าแสบ' ยังคงรอท่าอยู่ที่นั่น เธอไม่กล้าจริงๆ ที่จะกลับไปเผชิญหน้า จึงแวะที่ร้านอาหารซื้อเมนูพะโล้สองสามอย่าง แล้วมุ่งหน้าไปยังสวนสาธารณะที่อยู่ไม่ไกลนัก นั่งพักผ่อนอยู่ที่นั่นตลอดบ่าย
เมื่อเวลาล่วงเลยไปจนถึงหกโมงเย็น เธอจึงกลับไปที่บ้านพัก
เมื่อไปถึงตึกพักเบื้องล่าง เด็กๆ ทั้งห้าคนก็ยืนรอท่าอยู่ที่ประตูทางเข้า จ้องมองมาที่เธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ 'เดินเล่นเพลินทั้งวันเพิ่งจะกลับมางั้นเหรอ? นี่มันจงใจหลบหน้าพวกเขานี่นา'
'พี่สาวคนนี้ก็ไม่ใช่คนดีอะไรเลย' พวกเด็กๆ คิดในใจ
“พี่สาว พี่ซื้อของอร่อยมาด้วยเหรอ?” เด็กชายวัยประมาณห้าขวบคนหนึ่ง ถามอย่างไร้เดียงสา พร้อมกับจ้องมองถุงใบใหญ่ในมือของฮวาเจา และดูดนิ้วปุ้ยๆ ไปด้วย
ฮวาเจาถอนหายใจ 'นี่สินะผลพวงจากการเลี้ยงดู ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น คิดแต่เื่พวกนี้'
“เปล่าจ้ะ พี่ซื้อกระถางต้นไม้มา” เธอเคาะถุงเบาๆ ได้ยินเสียงเครื่องเคลือบกระทบกัน
“แต่ตัวพี่สาวหอมจังเลย” เด็กชายเอ่ยขึ้น
วันนี้ฮวาเจาสั่งอาหารที่ปรุงด้วยน้ำพะโล้มาหลายอย่าง ซึ่งรสชาติดีเยี่ยม เธอทานมาทั้งวัน ตอนนี้ที่มือก็ยังคงมีกลิ่นหอมของพะโล้ติดอยู่
“พี่เพิ่งออกมาจากร้านอาหาร” ฮวาเจาพูดพลางเดินเข้าไปในตึก ไม่ได้หยุดฝีเท้า
ตอนที่เดินผ่าน เด็กชายคนโตก็คว้ามือของน้องชายคนเล็ก แล้วกระแทกเข้ากับถุงในมือของเธออย่างจงใจ
เธอคิดว่าเขาน่าจะรู้ว่าข้างในเป็เครื่องเคลือบ อยากจะทำให้มันแตก
ทว่าสิ่งที่มือเล็กๆ นั้นกระแทกเข้ากลับเป็กล่องไม้แดง
ไม้แดงนั้นแข็งราวกับเหล็ก
แม้เธอจะพยายามหลบ แต่การกระทำที่คาดไม่ถึงและระยะที่กระชั้นชิดเกินไป ทำให้เธอหลบไม่พ้น
“โอ๊ย~~” เสียงร้องโอ๊ยดังลั่น เด็กชายคนเล็กถึงกับร้องไห้ออกมาในทันที ส่วนเด็กชายคนโตก็ใไม่แพ้กัน
“เป็อะไร เป็อะไรกัน!” ทันใดนั้นก็มีเสียงะโแหลมดังลอดมาจากบานประตูชั้นล่างที่แง้มอยู่ ผู้หญิงคนหนึ่งวิ่งพรวดพราดออกมา เธอเห็นว่ามือลูกชายตัวเล็กบวมขึ้นมาก็รีบจ้องฮวาเจาอย่างกราดเกรี้ยว “เธอทำอะไรลูกฉันเนี่ย? เป็ผู้ใหญ่ขนาดนี้แล้ว ยังไม่มีจิตสำนึกเลยเหรอ? เธอก็กำลังจะเป็แม่คนแล้วนะ ยังทำได้ลงคอ ระวังคลอดลูกออกมาไม่มีรูทวาร!”
คำพูดประโยคสุดท้ายนั้น ทำให้ฮวาเจารู้สึกโกรธจนเืขึ้นหน้า
“เกิดอะไรขึ้น?” เย่ฟางได้ยินเสียงจึงรีบวิ่งลงมาจากข้างบน แถมหน้าต่างของทั้งตึกก็เปิดออก ทุกคนต่างชะโงกหน้าออกมามองเหตุการณ์ด้วยความสนใจ
แม้แต่คนที่เดินผ่านไปมาก็หยุดเดินแล้วล้อมวงเข้ามาดู
'เด็กบ้านจ้าวสร้างเื่อีกแล้วเหรอ?'
เย่ฟางวิ่งลงมา รีบยื่นมือไปรับของในมือของฮวาเจา
ฮวาเจาเอากระถางเครื่องเคลือบในมือซ้ายให้เธอ ส่วนกล่องไม้แดงในมือขวา เธอเลือกที่จะหิ้วไว้เอง เพราะรู้ดีว่าของสิ่งนี้ผู้หญิงทั่วไปหิ้วไม่ไหว
“ดูสิ ญาติของบ้านเธอทำอะไรลูกชายฉัน มือน้องบวมหมดแล้ว ไม่เคยเจอผู้ใหญ่ที่ไม่มีมารยาทแบบนี้เลย ตีเด็กได้ลงคอ” ผู้หญิงคนนั้นฟ้องเย่ฟางอย่างหาเื่
“พอฉันกลับมาถึง เด็กบ้านเธอก็ถามว่าฉันซื้ออะไรอร่อยมา ฉันบอกว่าไม่ได้ซื้อ ในถุงมีแต่กระถางต้นไม้ พอฉันเดินผ่านพวกเขา ลูกชายคนโตของเธอก็จับมือน้องชายคนเล็กกระแทกเข้ากับกระถางต้นไม้ แบบนี้เรียกฉันตีคนได้ด้วยเหรอ?” ฮวาเจาหันไปอธิบายเื่ราวให้ผู้คนที่มุงดูอยู่รอบๆ ได้ยินอย่างชัดเจน
'ผู้หญิงคนนี้ยุยงให้ลูกออกไปกินข้าวบ้านคนอื่นได้ แสดงว่าเป็พวกสุดโต่ง พูดคุยด้วยเหตุผลไม่ได้หรอก' ฮวาเจาคิดในใจ
“ลูกชายคนโตของฉันจับมือน้องชายคนเล็กไปกระแทกกับกระถางต้นไม้? เขาเป็คนโง่เหรอ? ฉันว่าเธอโง่มากกว่าแล้ว ยังกล้ากุเื่โกหกแบบนี้ออกมาได้” ผู้หญิงคนนั้นตวาดเสียงแหลม
ยังไม่ทันที่ฮวาเจาจะได้เอ่ยอะไร เพื่อนบ้านคนหนึ่งก็พูดแทรกขึ้น “เื่แบบนี้ลูกชายคนโตของบ้านเธอไม่ทำเกินไปเหรอ?”
“ใครไม่ให้ลูกบ้านเธอกินข้าว เขาก็ใช้วิธีนี้แหละ?” อีกคนเสริม
“ใช่เลย ครั้งก่อนฉันซื้อไข่มา ก็โดนเขาทำแตกแบบนี้”
“แล้วก็ยังมีนมบ้านฉันที่โดนทำหก”
“แล้วก็เต้าหู้บ้านฉันที่ทำตกพื้น”
เด็กๆ บ้านจ้าวที่ออกไปขอข้าวกินตามบ้านต่างๆ นั้น อาจจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากคุณยายหลิว พวกเขาไม่ได้จู่โจมขอข้าวจากบ้านใดบ้านหนึ่งซ้ำๆ แต่จะสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนไปตามบ้านต่างๆ ในแต่ละเดือน แต่ละครัวเรือนก็จะเจอพวกเขาประมาณหนึ่งถึงสองครั้ง ทำให้ทุกคนพอจะอดทนได้
แต่ถึงกระนั้น ในชุมชนนี้ก็ไม่ได้มีเพียงครัวเรือนเดียวที่ไม่พอใจ ผู้ที่ไม่ยอมก็จะขับไล่พวกเขาออกไป หรือไม่ก็ไม่ยอมให้เด็กๆ เข้ามาในบ้านั้แ่แรก
คนเหล่านี้ต่างเคยเจอวีรกรรมของเด็กชายคนโตมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน และเกลียดพวกเขาจะตาย
“พวกเธอใส่ร้ายกันนี่! พวกเธอมีหลักฐานไหม?” ผู้หญิงบ้านจ้าวไม่ยอมรับ
“จับได้คาหนังคาเขายังไม่ใช่หลักฐานอีกเหรอ แล้วอะไรคือหลักฐาน? เธอเนี่ยมันหน้าไม่อายจริงๆ เลย” เสียงคนหนึ่งดังขึ้น
“ลูกๆ บ้านเธอเนี่ย เลี้ยงมาผิดๆ ทั้งนั้น”
“จ้าว จื้อกัง ก็อีกคน ทำไมไม่ดูแลบ้าง?”
“เขาไม่ดูแลหรอก เพราะเขาก็เป็เหมือนกัน”
“มายุ่งอะไรกับเื่ของพวกฉัน ดูแลบ้านตัวเองไป!” ผู้หญิงบ้านจ้าวะโสวนกลับผู้ที่กำลังเหน็บแนมเธอด้วยสีหน้าและแววตาหาเื่
'เธอกำลังทำให้เห็นเป็ตัวอย่าง' ผู้คนที่มองดูต่างคิดในใจ ผู้หญิงคนนี้จงใจเลือกด่าทอเฉพาะบรรดาคนที่เคยปฏิเสเสไม่ให้ลูกๆ ของเธอเข้าบ้าน โดยไม่รู้สึกผิดแม้แต่น้อย แถมยังตั้งใจให้คนอื่นๆ ได้เห็นว่า หากไม่ยอมให้ลูกของเธอเข้าบ้านแล้ว ผลลัพธ์จะเป็อย่างไร...
หลายคนก็ยอมให้เด็กบ้านจ้าวมากินข้าวที่บ้านเพราะกลัวจะเจอกับเธอ
“ดูลูกชายฉันสิ มือแดงหมดแล้ว บวมด้วย! โอย นี่มันโดนกระดูกรึเปล่าเนี่ย? ฉันจะไปโรงพยาบาล” ผู้หญิงบ้านจ้าวหันมาร้องโวยวายกับฮวาเจาโดยตรง “ไปสิ เธอไปโรงพยาบาลกับฉัน!”
ผู้คนที่มุงดูเริ่มส่งเสียงฮือฮา 'ผู้หญิงบ้านจ้าวเริ่มเข้าสู่โหมดหลอกเอาเงินแล้ว'
“พวกเรามีประกันสุขภาพ แถมยังเป็บุคลากรภายใน เอ็กซเรย์ไม่เสียเงิน” ชายชราคนนั้นเลิกยิ้มในทันที
“แล้วค่าอาหารบำรุงล่ะ? เธอเอาค่าอาหารที่ติดค้างบ้านฉันมาให้ก่อนเถอะ” ผู้หญิงคนหนึ่งพูดขึ้นมา “ลูกเธอห้าคน มากินข้าวบ้านฉันไป 87 มื้อ คิดมื้อละห้าเหมา ก็เอามาให้ฉันสิ”
ในที่สุดก็มีคนทนผู้หญิงบ้านจ้าวไม่ได้แล้ว
“บ้านเธอเลี้ยงด้วยโสมรังนกเหรอ? ข้าวแต่ละมื้อถึงได้ห้าเหมา” ผู้หญิงคนนั้นถ่มน้ำลายอย่างเหลืออด
ฮวาเจาถอนหายใจ เธอไม่อยากจะต่อปากต่อคำกับคนหน้าไม่อายแบบนี้อีก เธอจึงหิ้วถุงเดินขึ้นตึกไป
“เดี๋ยวก่อน! เธอตีลูกฉันแล้วคิดจะไปง่ายๆ แบบนี้เหรอ?” ผู้หญิงบ้านจ้าวพุ่งเป้าไปที่ฮวาเจา จะปล่อยให้เธอหนีไปไม่ได้!
“เขาตีถุงของฉัน ไม่ใช่ฉันตีเขา” ฮวาเจาพูด ยืนยันว่าเธอไม่ได้ตีเด็ก
“เธอโกหก! เธอว่าในถุงเป็กระถางต้นไม้ เขาตีถุงกระถางต้นไม้แล้วมือจะเป็แบบนั้นได้ยังไง? ต้องเป็เธอตีเขาแน่ๆ!”
“กระถางต้นไม้มีหลายแบบค่ะ มีทั้งแบบเซรามิก ดินเผา เหล็ก หรือแม้แต่หิน” ฮวาเจาพูดจบก็ปล่อยมือ “โครม!” กล่องไม้แดงตกลงพื้น เสียงดังสนั่นพร้อมกับฝุ่นฟุ้งกระจาย
“โชคร้ายหน่อย ที่กระถางต้นไม้ของฉันเป็หิน” พูดจบเธอก็หิ้วถุงขึ้นมาใหม่
“แล้วทำไมเธอไม่บอกั้แ่แรก” ผู้หญิงคนนั้นพูดออกมาโดยไม่ทันคิด
