ไป๋หลันมองสบตาอ๋องหนุ่มอย่างไม่ลดละ เธอไม่ได้หลบตาด้วยความกลัวเหมือนจิ่งเหวินคนเดิม แต่เธอมองเขาเหมือนมอง 'ผู้พิพากษา' ที่ทำงานบกพร่อง
“ท่านอ๋องมาก็ดีแล้วเพคะ” เธอยืนขึ้นเต็มความสูง แม้จะตัวเล็กกว่าแต่รัศมีบางอย่างทำให้เฉิงชินอ๋องถึงกับชะงัก
“ข้ามีคดีลักทรัพย์และพยายามฆ่าจะแจ้ง... รบกวนท่านช่วยเป็ประธานศาลให้ข้าซักครู่ได้ไหมเพคะ?”
เฉิงชินอ๋องจ้องมองสตรีตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ นี่ไม่ใช่จิ่งเหวินที่เขารู้จัก แววตาที่ว่างเปล่าคู่นั้นหายไปแล้ว เหลือเพียงความเฉลียวฉลาดที่กล้าแกร่งและน่าค้นหา
“คดีงั้นหรือ?” เขาพึมพำ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่รู้ตัว “น่าสนใจดี... ไหนเ้าลองว่าความให้ข้าฟังดูสิ พระชายา”
ไป๋หลันคลี่ยิ้มเย็น ‘เตรียมตัวไว้เถอะท่านอ๋อง ทนายไป๋คนนี้จะเปลี่ยนวังของท่านให้เป็ศาลสถิตยุติธรรมเอง!’
บรรยากาศภายในห้องบรรทมของพระชายาเอกเงียบสนิทจนได้ยินเสียงลมหายใจหอบถี่ของชุ่ยเอ๋อร์ที่หมอบกราบอยู่บนพื้น เฉิงชินอ๋อง อิ้นเซวียน ประทับนั่งบนเก้าอี้ไม้แกะสลักอย่างสง่างาม สายตาคมปลาบจ้องมองสตรีที่ยืนเปียกโชกอยู่เบื้องหน้าด้วยความระคนสงสัย
“เ้าบอกว่ามีคดีพยายามฆ่างั้นหรือ จิ่งเหวิน?” สุรเสียงของอ๋องทุ้มต่ำ ทรงพลัง “ใครจะกล้าทำเช่นนั้นในวังของข้า?”
ไป๋หลัน ในร่างจิ่งเหวินไม่ได้ตอบในทันที เธอเดินไปที่โต๊ะไม้ตัวเล็กข้างเตียง ที่นั่นมีถ้วยชากระเบื้องเคลือบวางอยู่ใกล้มือ ขอบถ้วยยังมีคราบน้ำสีน้ำตาลอ่อนติดอยู่เล็กน้อย เธอหยิบมันขึ้นมาพินิจพิเคราะห์ราวกับกำลังตรวจวัตถุพยานในห้องแล็บ
“ท่านอ๋องเพคะ ในฐานะทนาย... เอ้อ ในฐานะภรรยาของท่าน ข้าขอตั้งข้อสังเกตสามประการ” ไป๋หลันหันกลับมาประจันหน้า
“หนึ่ง จิ่งเหวินคนเดิม ข้าคนก่อนไม่ใช่คนใจเสาะพอจะะโน้ำฆ่าตัวตายเพียงเพราะท่านไม่มาหา สอง ร่างกายนี้อ่อนเพลียผิดปกติเกินกว่าจะเป็เพียงอาการป่วยไข้ และสาม...”
เธอส่งถ้วยชาให้องครักษ์คนสนิทของอ๋องที่ยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลัง
“ช่วยดมกลิ่นชานี่หน่อยสิเพคะ ว่ามันมีกลิ่นเหมือนดอกเหมยในหน้าแล้งหรือไม่?”
องครักษ์รับไปดมแล้วขมวดคิ้ว “ทูลท่านอ๋อง... ชานี้มีกลิ่นหอมประหลาด คล้ายกลิ่นกำยานอ่อนๆ ผสมกับใบชาจริงพ่ะย่ะค่ะ”
ไป๋หลันคลี่ยิ้มเย็น “นั่นคือ ‘หญ้าลืมเลือน’ เพคะท่านอ๋อง หากกินในปริมาณน้อยจะช่วยให้หลับสบาย แต่ถ้าได้รับติดต่อกันนานนับเดือน จะทำให้สมองมึนงง สติเลอะเลือน และกล้ามเนื้ออ่อนแรงจนแทบจะพยุงตัวไม่ได้ นี่คือสาเหตุที่จิ่งเหวินคนเดิมดูเหมือนคนโง่ในสายตาคนทั้งวัง และเป็สาเหตุที่ทำให้ข้าไม่มีแรงตะเกียกตะกายตอนตกน้ำ!”
เฉิงชินอ๋องขมวดคิ้วแน่น แววตาที่เคยเ็ามีร่องรอยของการพิจารณา “เ้าไปรู้เื่สมุนไพรพวกนี้มาจากไหน?”
“ข้าอ่านเจอในตำรา... และคนเราเมื่อเฉียดความตาย สติมันก็แจ่มใสขึ้นมาเองเพคะ” ไป๋หลันโกหกหน้าตาย จริง ๆ เธอเคยทำคดีฟ้องร้องบริษัทยาปลอมจนต้องจำแนกสารเคมีได้แม่นยำ
เธอก้าวไปหยุดตรงหน้าชุ่ยเอ๋อที่ตัวสั่นเทา
“ชุ่ยเอ๋อ.. ใครเป็คนสั่งให้เ้าใส่หญ้าลืมเลือน ลงในน้ำชาของข้าทุกเช้า?”
“ข้า... ข้าเปล่านะเพคะพระชายา! ข้าแค่ยกลงมาจากโรงครัวตามหน้าที่!” ชุ่ยเอ๋อละล่ำละลักปฏิเสธ น้ำตาไหลพราก
“ท่านอ๋องเพคะ พระชายาทรงเสียสติไปแล้วแน่ๆ ถึงได้กล่าวหาบ่าวเช่นนี้!”
ไป๋หลันหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะนั้นดูบาดลึกจนคนฟังเสียวสันหลัง
“ปฏิเสธได้ดี... แต่อย่าลืมนะว่าทนาย...เอ้อ... ข้าไม่เคยกล่าวหาใครโดยไม่มีหลักฐาน” ไป๋หลันจับมือของชุ่ยเอ๋อร์ขึ้นมาแบออกต่อหน้าอ๋อง
“ดูที่ปลายนิ้วของนางสิเพคะท่านอ๋อง มีรอยสีเหลืองจางๆ ติดอยู่ หญ้าลืมเลือนเมื่อถูกน้ำร้อนจะคายยางสีนี้ออกมา และมันจะล้างไม่ออกภายในสามวันหากไม่ใช้เหล้าแรงๆ ชะล้าง”
เธอกดน้ำหนักลงบนข้อมือของชุ่ยเอ๋อร์จนนางกำนัลสาวร้องลั่น
“เ้าคงคิดว่าข้าโง่จนไม่สังเกตเห็น ว่าทุกครั้งที่เ้าส่งถ้วยชา เ้าจะใช้นิ้วโป้งกดลงไปที่ขอบด้านในถ้วยเพื่อให้ยางไม้นั้นซึมลงไปเพิ่มความเข้มข้นใช่ไหม?”
ชุ่ยเอ๋อร์หน้าซีดจนเป็สีเทา นางมองไปทางประตูเหมือนรอคอยใครบางคนให้มาช่วย และในจังหวะนั้นเอง... เสียงหวานใสแต่แฝงไปด้วยความกังวลก็ดังขึ้นที่หน้าห้อง
“ท่านอ๋องเพคะ! เกิดอะไรขึ้นหรือเพคะ เม่ยเจินได้ยินเสียงเอะอะจึงรีบมาดู”
สตรีในชุดผ้าไหมสีชมพูกลีบบัวเยื้องย่างเข้ามา อนุเม่ยเจิน นั่นเอง นางดูงดงาม บอบบาง และดวงตาคู่สวยนั้นดูฉ่ำน้ำเหมือนจะร้องไห้ได้ทุกเมื่อ เมื่อนางเห็นจิ่งเหวินยืนอยู่ นางก็แสร้งทำเป็ใจนต้องเอาผ้าเช็ดหน้าปิดปาก
“พี่หญิง! ท่านฟื้นแล้วหรือเพคะ? ข้าเป็ห่วงท่านแทบแย่!”
ไป๋หลันกอดอก มองดู ‘การแสดงระดับออสการ์’ ตรงหน้าด้วยความชื่นชมในใจ ‘มาไวจริงๆ พยานปากเอกของฉัน’
“มาก็ดีแล้วเม่ยเจิน” ไป๋หลันเดินเข้าไปหาด้วยท่วงท่าคุกคาม “ชุ่ยเอ๋อบอกว่านางแค่ทำตามคำสั่งโรงครัว แต่ข้าสงสัยจังว่าทำไมเงินในถุงผ้าของนางถึงมี ‘เหรียญทอง’ ที่มีตราประทับของตระกูลเ้าซุกซ่อนอยู่ด้วย?”
ไป๋หลันใช้ทักษะการขู่ให้คายความจริง ซึ่งเป็เทคนิคที่เธอใช้บ่อยในศาล ทำให้เม่ยเจินหน้าเสียไปครู่หนึ่งก่อนจะรีบปรับสีหน้า “พี่หญิงพูดเื่อะไรเพคะ? ข้าจะเอาเงินให้บ่าวรับใช้ของท่านทำไมกัน?”
“นั่นสิ... ทำไมกันนะ? หรือว่าเพื่อเป็ค่าตอบแทนที่ช่วยทำให้ชายาเอกกลายเป็คนโง่ จะได้ไม่มีใครขัดขวางทางขึ้นสู่ตำแหน่ง ตี้ฟูจิน ของใครบางคน?”
“พี่หญิง! ท่านกล่าวหาร้ายแรงเกินไปแล้วนะเพคะ!” เม่ยเจินทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าเฉิงชินอ๋อง
“ท่านอ๋องเพคะ เม่ยเจินถูกปรักปรำ พี่หญิงคงจะมึนงงจากพิษน้ำจริงๆ ถึงได้เพ้อเจ้อเช่นนี้ โปรดให้ความเป็ธรรมแก่เม่ยเจินด้วยเพคะ!”
เฉิงชินอ๋องมองดูผู้หญิงสองคนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด คนหนึ่งคืออนุที่เขาเคยเอ็นดูเพราะความอ่อนหวาน อีกคนคือชายาที่เขาเคยชังเพราะความโง่เขลา แต่ตอนนี้ชายาที่ว่าโง่กลับกำลังว่าความต้อนคนจนมุมด้วยตรรกะที่ไร้รอยโหว่
