ไม่นานนัก เกาฮ่าวก็อยู่เบื้องหน้าหงฝูพร้อมกับสาวใช้ เขาประสานมือคำนับพลางกล่าวทักทาย “ฮูหยินหง น้องหง ไม่เจอกันนาน สบายดีหรือไม่”
ได้ยินคำถามเช่นนี้ หงฝูก็อดกลั้นความยินดีไว้ไม่อยู่ “่นี้มีแต่เื่ดีๆ เกิดขึ้น เรียกได้ว่าดีมาก!”
เกาฮ่าวผสมโรงพร้อมกับหันไปมองลู่เต้าแวบหนึ่ง เห็นว่าเป็ใบหน้าไม่คุ้นเคยก็เอ่ยถาม “ท่านผู้นี้คือ...”
“ให้ข้าน้อยแนะนำ ท่านผู้นี้คือท่านเฮยเจิ้ง ผู้มีพระคุณของข้าเอง!”
“โอ้?” เกาฮ่าวกวาดตามองลู่เต้าั้แ่หัวจรดเท้า ไม่เห็นว่าจะมีอะไรพิเศษ แต่ในเมื่อเป็คนที่หงฝูให้การยอมรับเช่นนี้ คงไม่ใช่คนธรรมดาสามัญเป็แน่ เขาจึงยิ้มทักทาย “ยินดีที่ได้พบท่านเฮยเจิ้ง”
ไม่นึกเลยว่าอีกฝ่ายจะเมินเฉยต่อไมตรีของเขา กลับจ้องมองไปด้านหลังเขาราวกับกำลังรอคอยใครบางคนที่อยู่ตรงหัวมุม
สกุลเกาเป็ตระกูลที่กำลังเสื่อมอำนาจ เทียบกับหอเงินสกุลหงที่กำลังรุ่งเรืองและมีสาขาทั่วทั้งแผ่นดินไม่ได้เลย ดังนั้นเกาฮ่าวจึงไม่กล้าเอ่ยวาจาใดกับท่าทีเ็าของลู่เต้า เพียงแค่รู้สึกว่าคนผู้นี้ประหลาดก็เท่านั้น
“จริงสิ” จู่ๆ หงฝูก็เอ่ยถามขึ้น “แล้วคู่หมั้นเ้าเล่า”
“เสี่ยวอวี่หรือ” เกาฮ่าวส่ายหน้าพลางยิ้มเจื่อนๆ “คืนนี้นางมาไม่ได้”
ลู่เต้าพลันรู้สึกราวกับฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ ขึ้นมาทันที เพราะเขารู้เพียงว่ากู่เสี่ยวอวี่เป็คนครัวของสกุลเกาเท่านั้น เขาไม่นึกเลยว่านางกับเกาฮ่าวจะมีสัญญาหมั้นหมายกัน
“นางเป็อย่างไรบ้าง!” ลู่เต้าหลุดปากถามด้วยความร้อนใจ
“ท่านร้อนใจอะไรกัน” เกาฮ่าวรู้สึกงุนงงเล็กน้อย ก่อนจะอธิบายว่า “เมื่อคืนนางแอบหนีไปตกปลาที่ทะเลสาบัทมิฬตอนกลางดึก แล้วถูกผีพรายจู่โจม โชคดีที่มีจอมยุทธ์ผ่านมาช่วยไว้ได้ทันเวลา นางเพียงใเล็กน้อย หมอว่าให้พักฟื้นสองสามวันก็หายเป็ปกติแล้ว”
เมื่อรู้ว่ากู่เสี่ยวอวี่ปลอดภัยดี ลู่เต้าก็เบาใจลง
“ข้าบอกเ้าแล้วไงว่าการปรากฏตัวของเ้ามันเปล่าประโยชน์” ไป๋เสียเอ่ยอย่างแ่เบา
“เอาล่ะๆ อย่ายืนคุยกันตรงนี้เลย! เชิญทุกท่านเข้าไปด้านในกันเถอะ!” หงฝูเอ่ยพร้อมกับยิ้ม
คนรับใช้ผลักประตูห้องจัดเลี้ยงออก เมื่อผู้คนมากมายที่กำลังสนุกสนานเห็นพวกเขาก็เงียบเสียงลงทันใด
สาวใช้พาเกาฮ่าวไปนั่งที่โต๊ะริมสุดด้านใน ขณะที่ลู่เต้าติดตามฮูหยินหงและหงฝูมุ่งหน้าไปยังโต๊ะประธานอย่างองอาจท่ามกลางสายตาของทุกคน
‘เ้าหนูนี่เป็ใครกัน’
ไม่เคยมีใครเห็นหน้าค่าตาลู่เต้ามาก่อน ทุกคนต่างซุบซิบนินทา คาดเดาฐานะของเขาไปต่างๆ นานา
ความรู้สึกที่ถูกจับจ้องราวกับเป็จุดสนใจเช่นนี้ ทำเอาลู่เต้ารู้สึกเกร็งไปทั้งตัว
ลู่เต้าเดินตามไปอย่างเคอะเขิน ผ่านไปครู่ใหญ่ เมื่อใกล้จะถึงโต๊ะก็พบว่ามีคนมาถึงก่อนพวกเขาแล้ว แถมยังดื่มเหล้าจนเมามายจนใบหน้าแดงก่ำั้แ่ยังไม่เริ่มงานเลี้ยง
“โอ้ อาฝู เ้ามาแล้วหรือ” ชายผู้นั้นเอ่ยทักทายพลางเรอกลิ่นเหม็นเหล้าออกมา
เพียงแค่ได้ยินเสียงอันทรงพลังและห้าวหาญ ลู่เต้าและไป๋เสียก็เบิกตากว้างพร้อมกัน
‘โจวเทียนหยวน’ ผู้มีผมสีเทา สวมชุดคลุมลายเมฆาสีขาวอมฟ้ากำลังยิ้มโง่เง่าโบกมือให้พวกเขาอยู่!
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมเขาก็อยู่ที่นี่ด้วยเล่า” ลู่เต้าเอ่ยอย่างตกตะลึง
“มีคำอธิบายเดียว” ไป๋เสียขมวดคิ้ว ครุ่นคิดถึงคำใบ้ที่อีกฝ่ายทิ้งเอาไว้คราวก่อนพลางกัดฟัน “อาจารย์คงจะเล่นหมากล้อมแพ้เ้าคลั่งหมากรุกจนหมดตัว เลยต้องมาอาศัยกินข้าวบ้านสกุลหง”
หลังจากที่ลู่เต้าถูกเฉายวนิสังหาร เขาก็ตระหนักได้อย่างดีว่าความแข็งแกร่งระหว่างตนกับผู้ฝึกตนที่แท้จริงนั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว บัดนี้โคมไฟิญญาในกายดับมอดไปแล้ว หากไป๋เสียถูกโจวเทียนหยวนพบเห็นเข้า จุดจบอย่างแท้จริงคงมาถึงตัวแล้ว
เขาลดฝีเท้าลงแล้วถามในใจ “ทำอย่างไรดี หนีดีหรือไม่”
“ไม่ได้ ตอนนี้ยิ่งหนีก็จะยิ่งน่าสงสัย หากถูกอาจารย์จับตามองแล้วก็หนีไม่พ้นแน่!” ไป๋เสียขมวดคิ้ว “ทำได้เพียงหวังว่าอาจารย์จะเมาจนไม่ได้สติ จากนั้นค่อยหาทางหนีทีหลัง”
ลู่เต้ายังจำได้ว่าไป๋เสียเคยบอกไว้ว่าโจวเทียนหยวนนั้นค่อนข้างรู้ตัวช้า แต่ตอนนี้ก็เหมือนลูกศรที่ถูกยิงออกไปแล้ว ไม่อาจหวนคืน เขาจึงทำได้เพียงกัดฟันเดินไปที่โต๊ะของโจวเทียนหยวน
“อาฝู เ้าอ้วนขึ้นนะ!” โจวเทียนหยวนพูดพลางส่ายหน้าไปมา ดวงตาเลือนรางเพราะฤทธิ์สุรา “ส่วนฮูหยินก็ยังคงงดงามเช่นเคย!”
ไป๋เสียควบคุมร่างฮูหยินหงให้โค้งคำนับอย่างนอบน้อม “ขอบพระคุณท่านโจวที่เอ็นดูเ้าค่ะ”
ท่าทางที่เป็ธรรมชาตินี้ไม่ได้ทำให้โจวเทียนหยวนเอะใจแต่อย่างใด เขาละสายตาจากฮูหยินหงมาที่ลู่เต้า แล้วถามอย่างงุนงง “นี่...อึก...คือ?”
หงฝูรีบแนะนำทั้งสองฝ่าย “ท่านผู้นี้คือท่านโจวเทียนหยวน เป็สหายสุราของข้าเอง”
“ส่วนท่านผู้นี้คือคุณชายเฮยเจิ้ง ท่านช่วยชีวิตข้าไว้หลายครั้ง เป็ผู้มีพระคุณของข้า”
“เฮย...เจิ้ง ชื่อแปลกประหลาดอะไรกัน” โจวเทียนหยวนจ้องมองลู่เต้าด้วยความเมามาย ก่อนจะเอ่ยถามอย่างไม่ทันตั้งตัว “เอ๊ะ? หรือว่าข้าเคยพบเ้ามาก่อน ทำไมข้าถึงรู้สึก...อึก...รู้สึกว่าเ้าคุ้นหน้าคุ้นตานัก”
โจวเทียนหยวนหรี่ตามองลู่เต้าไม่วางตา แต่ด้วยความเมามาย แม้จะจ้องมองอยู่นานก็มองไม่ออก ดังนั้นเขาจึงเชิญทั้งสามคนนั่งลง
“นะ...นั่งลงเถิด ทุกคนรอเ้าอยู่”
ไป๋เสียที่รอดตัวมาได้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขารู้นิสัยใจคอของอาจารย์เป็อย่างดี หากเป็เฉายวนิที่นั่งอยู่ตรงหน้า เขาคงไม่กล้าเสี่ยงทำเื่บุ่มบ่ามเช่นนี้แน่
หลังจากที่หงฝูนั่งลงแล้ว เขาก็ตบมือ สาวใช้หลายคนทยอยยกอาหารจานต่างๆ เข้ามาวางเรียงรายอยู่เต็มโต๊ะ อาหารจานแรกคือซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวาน
หงฝูแนะนำอาหารให้กับโจวเทียนหยวนและลู่เต้าที่นั่งร่วมโต๊ะด้วยความภาคภูมิ “นี่เป็อาหารขึ้นชื่อของอาฮวา ข้ารับรองว่ารสชาติไม่เป็รองพ่อครัวหอชมจันทราเลยสักนิด”
ขณะเดียวกันเขาก็ประกาศกับแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน “เชิญทุกท่านรับประทานได้”
เนื่องจากเป็อาหารจานแรก ทุกคนจึงหยิบตะเกียบคีบซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวานที่อยู่ตรงกลางโต๊ะพร้อมกัน ลู่เต้าและโจวเทียนหยวนก็เช่นกัน
คนหนึ่งร่ำสุรามากเกินไป จำเป็ต้องกินกับแกล้มเพื่อลดอาการมึนเมาลงบ้าง
ส่วนอีกคนหนึ่งเสียพลังไปมากมายกับการฝึกฝนกรงเล็บพิษ จำเป็ต้องกินอาหารเพื่อเติมพลัง
ทว่าเมื่อแเื่ต่างคีบซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวานเข้าปาก ต่างก็ทำสีหน้าลำบากใจ พ่นอาหารออกมาพร้อมกัน ก่อนจะขมวดคิ้ว ‘ทำไมถึงเปรี้ยวเช่นนี้’
ในครัว หงฮวานึกถึงภาพลู่เต้ากอดกับฮูหยินหงซ้ำไปซ้ำมา จนเผลอใส่น้ำส้มสายชู[1]ลงไปในซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวานมากเกินไป
“คุณหนู! น้ำส้มสายชู! น้ำส้มสายชูเยอะเกินไปแล้ว!” พ่อครัวที่อยู่ด้านหลังเห็นว่าคุณหนูเหม่อลอย จึงรีบเตือนเสียงดัง
ผลปรากฏว่าแม้แต่หงฝูพี่ชายแท้ๆ ยังรู้สึกเปรี้ยวจนทนไม่ไหว เขาได้แต่สบถในใจ ‘อาฮวา เ้าทำอะไรกันแน่’
หลังจากที่โจวเทียนหยวนคายอาหารออกมา เขาก็ดื่มเหล้าทั้งกาเพื่อลดความเปรี้ยว ฤทธิ์สุราจึงยิ่งเพิ่มขึ้นเป็เท่าตัว
ในเวลานี้อาหารจานที่สองก็ถูกยกขึ้นมาพอดี เป็ไก่ผัดพริกที่เหมาะสำหรับกินแกล้มเหล้าอย่างยิ่ง
เพื่อแก้ตัวจากความผิดพลาดเมื่อครู่ หงฝูจึงเชิญชวนให้ทุกคนรับประทาน แเื่ต่างก็มีประสบการณ์จากคราวก่อนแล้ว ครั้งนี้ทุกคนจึงระมัดระวังตัวมากขึ้น มีคนคนหนึ่งคีบไก่ผัดพริกเข้าปากแล้วกัด เพียงชั่วพริบตาก็ถูกความเผ็ดร้อนเผาจนน้ำตาไหลพราก ลำคอแสบร้อน
‘เ้าคนนั้น...’
เมื่อหงฮวาทำอาหาร เธอนึกถึงเื่ที่เกิดขึ้นในห้องอาบน้ำ ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห จึงใส่พริกป่นลงไปในอาหารไม่หยุด
พ่อครัวที่อยู่ด้านหลังไม่กล้าส่งเสียง ทุกคนต่างมองหน้ากันแล้วยักไหล่อย่างจนใจ ไม่รู้ว่าวันนี้เปิดอะไรขึ้นกับคุณหนูกันแน่
ด้วยอิทธิพลอันกว้างขวางของสกุลหง แเื่ต่างเกรงว่าจะไปล่วงเกินคนในสกุลเข้า จึงไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมา ทำได้เพียงรู้สึกประหลาดใจที่สกุลหงนำอาหารเช่นนี้มาเลี้ยงแขก
แต่โจวเทียนหยวนหาได้สนใจไม่!
“นี่มันอะไรกัน!”
ชายชราผู้หุนหันพลันแล่นผู้นี้ไม่เคยยอมใคร แม้จะเมาสุรา เขาก็ยังคงพูดความในใจของแเื่ทุกคนออกมาอย่างไม่เกรงกลัว “สกุลหงเลี้ยงอาหารแเื่เช่นนี้หรือ”
“แย่แล้ว...” ไป๋เสียรู้สึกถึงลางร้าย เขามีสีหน้าลำบากใจ “อาจารย์กำลังจะอาละวาดแล้ว!”
ลู่เต้าที่ตกตะลึงรีบถามว่า “อาละวาดอย่างนั้นหรือ”
“ใช่แล้ว” ไป๋เสียพยักหน้า เหงื่อเย็นผุดพราย “ตาแก่นี่เวลาเมาสุรานิสัยแย่มาก! ดันชอบดื่มสุราเสียอีก หากอาละวาดขึ้นมา เบาหน่อยก็แค่เรียกฟ้าผ่าลงมาถล่มสกุลหง”
ลู่เต้าถามด้วยความกังวล “แล้วหนักหน่อยเล่า”
“ถล่มเมืองัทมิฬอย่างไรเล่า”
ลู่เต้าถึงกับพูดไม่ออก
หงฝูเองก็เคยได้ยินเื่ราวอันเลื่องลือที่โจวเทียนหยวนคลั่งสุราก่อเื่เผาบ้านเผาเมืองมาบ้าง เขากลัวว่าจะไปล่วงเกินราชันอสุนีบาต จึงร้อนรนราวกับมดบนกระทะร้อน รีบเอ่ยปลอบ “ไม่ใช่นะขอรับท่านโจว คงเป็เพราะเกิดเื่ผิดพลาดในครัว...”
‘ยังกล้าแก้ตัวอีกหรือ อึก!’ โจวเทียนหยวนที่ใบหน้าแดงก่ำหรี่ตาลงเล็กน้อย สีหน้ามืดครึ้ม บรรยากาศรอบตัวเริ่มมีกระแสไฟฟ้าและประกายไฟปรากฏขึ้น
เฉายวนิที่กำลังลาดตระเวนอยู่ริมทะเลสาบัทมิฬเงยหน้าขึ้นมองนภา พลันเห็นเมฆดำปกคลุม ฟ้าผ่าดังสนั่น เขาขมวดคิ้วทันที เพราะรู้ดีว่านี่เป็สัญญาณบ่งบอกว่าโจวเทียนหยวนเมาสุราอีกแล้ว
เฉายวนิจึงจำต้องล้มเลิกภารกิจตรงหน้า แล้วเปลี่ยนเส้นทางมุ่งหน้าไปยังเมืองัทมิฬแทน
ส่วนหงฝูไม่รู้จะรับมือกับโจวเทียนหยวนที่กำลังเมามายและโกรธเกรี้ยวเช่นไร จึงได้แต่ฝากความหวังไว้กับลู่เต้า “คุณชายเฮยเจิ้ง ข้าขอร้อง ช่วยพูดกับท่านโจวให้หน่อย ข้าจะไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับอาฮวา!”
เอ๊ะ
ยังไม่ทันที่ลู่เต้าจะทันตอบสนอง หงฝูก็รีบวิ่งออกไปหาต้นตอหายนะอย่างรวดเร็ว
คราวนี้ความสนใจของโจวเทียนหยวนจึงไปหยุดอยู่ที่ลู่เต้า
โจวเทียนหยวนหรี่ตาที่พร่ามัว ยกคิ้วขึ้น ยกกาเหล้าขึ้นดื่มอึกใหญ่ ก่อนจะเอ่ยถามพร้อมกับหัวเราะลั่น “แค่นี้เ้าก็คิดจะท้าทายโจวเทียนหยวนผู้นี้อย่างนั้นหรือ ฮ่าๆๆๆ!!!”
เสียงหัวเราะนั้นดังสนั่นหวั่นไหว แเื่ต่างพากันเอามืออุดหู กลัวว่าหูจะหนวกเพราะเสียงหัวเราะของเขา
"เื่นี้หากเล่าลือออกไป คนอื่นจะต้องนินทาโจวเทียนหยวนผู้นี้ว่ารังแกเด็กเป็แน่" โจวเทียนหยวนกล่าว "เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ เ้าเลือกสิ่งของมาสิ่งหนึ่ง พวกเรามาประลองกัน! เช่นนี้ย่อมยุติธรรมแล้วกระมัง!?"
ลู่เต้าราวกับคว้ากิ่งไม้ช่วยชีวิตได้ จึงฉุกคิดได้ในทันใด แล้วกล่าวอย่างใจเย็น "เช่นนั้น พวกเรามาประลองหมากรุกกันเถิด!"
"โอ้?" โจวเทียนหยวนหัวเราะเยาะ "รู้อยู่เต็มอกว่าข้าโจวเทียนหยวนเชี่ยวชาญหมากรุก แต่ยังคิดท้าทายข้าด้วยเกมนี้อีกหรือ"
เพื่อปกป้องบ้านเกิด เหล่าบ่างและสาวใช้ต่างก็รู้งาน รีบนำเอาตารางหมากรุกและตัวหมากมาวางไว้บนโต๊ะอย่างรวดเร็ว
โจวเทียนหยวนผู้ถือหมากสีดำเอ่ยอย่างใจกว้าง "ฝ่ายแดงเดินก่อน"
ลู่เต้าหยิบตัวหมากขึ้นมาพร้อมกับพยายามสะกดกลั้นเสียงหัวเราะ "เช่นนั้น ข้าก็มิเกรงใจแล้ว"
[1] ในภาษาจีนมีสแลงน้ำส้มสายชูหรือเปรี้ยวที่หมายถึงหึงหวง
