ชูชิงนึกว่าตัวเองตาฝาด เธอขยี้ตาซ้ำๆ พลางล้วงค้นกระเป๋าทุกใบที่มี... ว่างเปล่า ก้อนหินสีดำที่เคยอยู่ในกำมืออันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย เธอแหงนมองรอบกายก็ไม่พบแม้แต่เงา
"หินที่อยู่กับฉันมาทั้งชีวิตในชาติก่อน... หายไปแบบนี้เนี่ยนะ?"
ความรู้สึกโหวงเหวงแล่นพล่านเข้ามาในอก ความผูกพันที่มีต่อของต่างหน้าชิ้นสำคัญทำให้เธออดไม่ได้ที่จะเอามือขวาไปทาบทับที่อกข้างซ้ายตรงตำแหน่งหัวใจด้วยความอาลัยอาวรณ์
ทันใดนั้น... วูบ!
แสงสีขาวเจิดจ้าสาดส่องเข้ามาในครรลองสายตาจนต้องหลับตาปี๋ พอรู้ตัวอีกที... ชูชิงก็พบว่าตัวเองไม่ได้ยืนอยู่บนเขาอีกต่อไป แต่กลับมายืนงงอยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย เบื้องหน้าคือตึกสูงสิบชั้นดีไซน์ล้ำสมัยตั้งตระหง่านอยู่
"ฉัน... มาอยู่ที่ไหนกันเนี่ย?"
เสียงใสแจ๋วของเด็กน้อยดังก้องมาจากความว่างเปล่า
"ท่านเ้าคะ ท่านกำลังอยู่ในมิติส่วนตัวของท่านเ้าค่ะ"
"มิติ? หมายความว่าหินก้อนนั้น... กลายเป็มิติไปแล้วเหรอ?"
"เปล่าค่ะ มันไม่ได้เปลี่ยน... แต่มันคือประตูมิติมาั้แ่แรกอยู่แล้วต่างหาก"
ได้ยินแบบนั้น หัวใจของชูชิงก็เต้นระรัว "นี่ฉันได้พลังวิเศษมาจริงๆ เหรอเนี่ย"
"พูดแบบนั้นก็อาจจะเร็วไปหน่อยนะคะ"
"อ้าว หมายความว่ายังไง?"
"ท่านจะได้รับพลังวิเศษหรือไม่... ทั้งหมดขึ้นอยู่กับบุญบารมีของท่านเอง วันนี้หมดโควตาตอบคำถามแล้วค่ะ เจอกันใหม่โอกาสหน้านะคะ"
"เดี๋ยวสิ! อะไรคือหมดโควตา? เธอยังไม่บอกชื่อเลยนะ..."
ชูชิงะโเรียก แต่ไร้เสียงตอบรับ ดูเหมือนระบบจะปิดทำการไปแล้วจริงๆ เธอถอนหายใจ 'วันหลังก็วันหลัง'
หญิงสาวกวาดตามองไปที่ทางเข้าอาคาร ประตูกระจกอัตโนมัติเปิดออกต้อนรับ เธอเดินเข้าไปภายใน โถงทางเดินว่างเปล่า มีเพียงประตูปิดทึบสองบานและหน้าจอดิจิทัลแสดงข้อความเด่นหรา:
[ประตูซ้าย: ทางขึ้นสู่ชั้น 1 (สถานะ: สิทธิ์การเข้าถึงยังไม่ถูกปลดล็อก)]
[ประตูขวา: ทางลงสู่โกดังใต้ดิน (สถานะ: เปิดใช้งาน ท่านสามารถนำสิ่งของออกไปได้)]
ชูชิงลองผลักประตูซ้าย... ล็อกสนิท จึงเปลี่ยนไปทางขวา ทันทีที่เข้าใกล้ ประตูก็เลื่อนเปิดออกเองโดยอัตโนมัติ
เธอเดินลงบันไดไปสู่ชั้นใต้ดิน พบโกดังขนาดใหญ่ราวสองร้อยตารางเมตร ที่มุมหนึ่งมีถุงกระสอบสีขาววางเรียงรายอยู่ยี่สิบใบ บนถุงพิมพ์ข้อความชัดเจน: 'แป้งสาลี 10 กิโลกรัม'
ดวงตาของชูชิงลุกวาวเมื่อเปิดถุงดูแล้วพบแป้งสาลีเนื้อละเอียดขาวจั๊วะ "พระเ้าช่วย! ถ้าเอาแป้งพวกนี้ไปขาย... ค่ารักษาพ่อแม่ก็ไม่ใช่ปัญหาแล้ว!"
เธอรีบคว้าถุงแป้งขึ้นมากอดไว้หนึ่งถุง แต่แล้วก็ชะงัก... "แล้วจะออกไปยังไงล่ะเนี่ย?"
"มิติ! พาฉันออกไปที!"
พรึ่บ!
เพียงแค่คิด ร่างของชูชิงก็กลับมายืนอยู่ที่เดิมบนไหล่เขาซินซาน พร้อมถุงแป้งในอ้อมแขน เธอยิ้มกว้างด้วยความดีใจสุดขีด
เธอลองทบทวนวิธีเข้าออกอีกครั้ง... มือขวาแตะอกซ้าย... วูบ! กลับเข้ามาในมิติหน้าตึกสูง พอเข้าไปในโกดังก็เห็นถุงแป้งวางกลับที่เดิมเป๊ะ เธอทดลองเดินสำรวจชั้นหนึ่งต่อ แต่ก็คว้าน้ำเหลว ไม่สามารถขึ้นไปชั้นบนได้
ชูชิงวางแผนในใจ เธอจะทยอยเอาแป้งสาลีไปขายในเมืองและในอำเภอ
เมื่อออกจากมิติ เธอรีบเดินลงจากเขา แต่ระหว่างทางเท้าเ้ากรรมดันไปสะดุดรากไม้จนเกือบหน้าคะมำ พอมองดีๆ กลับพบว่าสิ่งที่สะดุดคือเถาวัลย์ที่ปกคลุม... ต้นโสมป่า!
โชคเข้าข้างสุดๆ! ชูชิงคว้าเสียมออกมาขุดอย่างระมัดระวัง ครึ่งชั่วโมงผ่านไป โสมขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือก็มานอนสงบนิ่งอยู่ในมือ เธอเก็บมันไว้ในมิติก่อน แล้วมุ่งหน้าเข้าเมืองเพื่อเริ่มปฏิบัติการขายแป้ง
เมื่อถึงตัวเมือง เธอหาที่ลับตาคน เอาแป้งออกมาหนึ่งถุง แกล้งเอาโคลนป้ายหน้ามอมแมมเพื่ออำพรางตัว แล้วเดินตรงดิ่งไปที่ตลาดมืด
ไม่นานนัก ลูกค้ารายแรกก็ติดเบ็ด หญิงวัยห้าสิบกว่าสวมหมวกฟางปีกกว้างใบใหญ่ เข้ามาขอซื้อแป้งสาลี 10 กิโลกรัม ชูชิงขายให้ในราคา 2 หยวนโดยไม่ต้องใช้คูปองแลกอาหาร ป้าคนซื้อยิ้มแก้มปริรับถุงแป้งไปอย่างพอใจ
เพื่อไม่ให้เป็ที่สังเกต ชูชิงหักกิ่งหลิวมาสานหมวกและใช้ถุงกระสอบเก่าๆ มาทำเป็ผ้าคลุมหน้า เธอตระเวนขายแป้งไปอีก 40 กิโลกรัม กวาดเงินเข้ากระเป๋าไปเหนาะๆ 10 หยวน ก่อนจะรีบเดินทางต่อไปยังตัวอำเภอ
ชูชิงวิ่งเหยาะๆ ตลอดทาง ไปถึงอำเภอตอนยังไม่แปดโมงเช้า ร้านขายยายังไม่เปิด เธอเลยถือโอกาสระบายแป้งสาลีที่เหลือ ในเวลาไม่ถึงชั่วโมง เธอขายแป้งไปได้อีก 100 กิโลกรัม ได้เงินมาอีก 20 หยวน ตอนนี้ในมิติเหลือแป้งแค่ 6 ถุงเท่านั้น
พอดีกับที่ร้านขายยาเปิดทำการ เธอรีบนำโสมที่ขุดได้ไปขาย เถ้าแก่ตีราคาให้ถึง 150 หยวน
ชูชิงเดินยิ้มกริ่มมุ่งหน้าไปโรงพยาบาล ในกระเป๋ามีเงินรวมทั้งสิ้น 180 หยวน เกินพอสำหรับค่าใช้จ่าย่ 2-3 วันนี้ แต่เป้าหมายของเธอใหญ่กว่านั้น เธอ้ารักษาพ่อแม่ให้หายขาด ดังนั้นพรุ่งนี้ต้องขึ้นเขาไปหาของดีมาเพิ่มอีก
เมื่อมาถึงหน้าห้องผู้ป่วย ภาพที่เห็นคือแผ่นหลังที่คุ้นตา... จางชุนฮวา
ยัยแก่เพิ่งมาถึงและกำลังเปิดฉากละครดราม่า นางถลาเข้าไปจับมือชูผิง พลางบีบน้ำตาร้องไห้โฮ
"ลูกแม่! แม่นี่มันเลวจริงๆ แม่มันแย่จนอยากจะฆ่าตัวตายให้รู้แล้วรู้รอด" นางทำท่าจะเอาหัวโขกกับโต๊ะข้างเตียง
ชูผิงใรีบคว้าตัวแม่ไว้ "แม่ครับ! ใจเย็นๆ เกิดอะไรขึ้นครับ?"
จางชุนฮวาทรุดลงนั่งกอดเข่าร้องไห้ "ฮือๆ... เงินเก็บของเรา... โดนหนูกัดจนเละหมดแล้วลูก! ไอ้หนูบ้าพวกนั้นมันไม่เหลืออะไรให้แม่เลย! ดูสิลูก... ดู!"
นางมือสั่นเทาล้วงเศษธนบัตรขาดวิ่นออกมาจากกระเป๋ายื่นให้ลูกชายดู
ชูชิงเดินก้าวเข้ามาในห้องด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก หลี่ไหลฮวาที่นั่งเงียบมาตลอดเกือบจะเชื่อคำแม่สามี แต่พอเห็นหน้าลูกสาว เธอก็รู้ทันทีว่านี่คือเื่โกหก
หลี่ไหลฮวาเป็คนตรง เธอไม่ไว้หน้าใครอีกแล้ว "แม่คะ... แม่กำลังเล่นละครตบตาใครเหรอคะ? หนูบ้านไหนมันจะกัดธนบัตรได้เป็ระเบียบขนาดนี้? ขาดเป็ชิ้นเท่าๆ กันอย่างกับใช้กรรไกรตัด
แหม... ขนาดเท่าเปลือกถั่วลิสงเป๊ะเลยนะคะ"
ชูผิงได้ยินภรรยาพูดก็เริ่มเอะใจ เขารีบฉกเศษเงินจากมือแม่มาดูชัดๆ แต่จางชุนฮวาก็ไวกว่า นางทิ้งตัวลงไปดิ้นพราดๆ กับพื้นดึงทึ้งผมตัวเอง
"โอ๊ย ์! ลูกชายคนโตที่ฉันรักที่สุดไม่เชื่อใจแม่บังเกิดเกล้า! นังลูกสะใภ้มันเสี้ยมสอนลูกฉันจนเสียคนหมดแล้ว!"
ชูชิงไม่ปล่อยให้ย่าเล่นบทโศกนาน เธอพูดแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงใสแจ๋วดังกังวาน
"ย่าคะ แม่หนูพูดถูกแล้วค่ะ ย่าเล่นละครไม่เนียนเลยนะวันนี้ รอยกัดบนแบงค์พวกนี้... มันเหมือนกับรอยฟันหน้าของย่าเปี๊ยบเลย! ย่าอย่าลืมสิคะว่าฟันหน้าของย่าน่ะ... มีรอยบิ่น!"
ชูผิงเพ่งมองเศษเงินในมือแล้วตาโต รอยหยักบนขอบธนบัตรช่างคุ้นตา... มันเหมือนรอยบิ่นที่ฟันหน้าของแม่เขาจริงๆ!
ความศรัทธาในตัวแม่พังทลายลงวินาทีนั้น ชูผิงกำหมัดแน่น "แม่ ถ้าแม่อยากเก็บเงินไว้ให้น้องรองแต่งเมีย ก็บอกผมมาตรงๆ สิครับ! ทำไมต้องมาหลอกกันแบบนี้? เห็นผมเป็ตัวตลกเหรอไง?"
จางชุนฮวาสะดุ้ง แต่ยังปากแข็ง "ลูกผิง! แม่ไม่ได้โกหกนะ! ไอ้หนูบ้านั่นนอกจากจะกัดเงินแล้ว มันยังแทะหมอน แทะผ้าปูที่นอนในห้องแกจนเละเทะไปหมด แม่ยังไม่มีเวลาเก็บกวาดเลยนะ!"
หัวใจของชูผิงเย็นเฉียบจนชาดิก เขายิ้มขมขื่นออกมาทั้งน้ำตา
"แม่ครับ... นี่แม่ฉวยโอกาสตอนผมไม่อยู่... ยกเค้าปล้นห้องผมไปด้วยเลยเหรอครับ?"
