“ฝ่าา ข้าได้ทำการสืบหาแล้ว ไม่พบร่องรอยของสิ่งนั้นเลย เกรงว่าคราวนี้จะเป็ข่าวลวงแล้วขอรับ”
“อืม”
“เช่นนั้นพวกเราควรทำอย่างไรต่อไปดีขอรับ?”
“รอไปก่อน”
เมื่อได้ยินเสียงดังลอดมาจากด้านใน มู่อวิ๋นจิ่นก็อดไม่ได้ที่จะใเล็กน้อย สองเสียงที่ดังมาจากด้านในฟังดูคุ้นหู
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง มู่อวิ๋นจิ่นกัดฟันแน่น จู่ ๆ ก็นึกถึงเ้าของเสียงทั้งสอง หรือว่าจะเป็...
มู่อวิ๋นจิ่นไม่ได้คิดเื่นี้อีก จู่ๆ ก็รู้สึกว่าไม่เหมาะสมที่จะอยู่ที่นี่เป็เวลานาน ขณะที่คิดว่าจะรีบหนีไป เท้าก็สะดุดกับกิ่งไม้เกิดเสียงดังขึ้น
มู่อวิ๋นจิ่นส่งเสียงร้องออกมา ขณะนั้นเองก็ปรากฏเงาร่างสูงในชุดคลุมสีม่วง ยืนอยู่ที่ด้านหน้าของนาง
ดูเหมือนว่าจะเป็ชายคนเดียวกันกับที่เจอในหอชมอักษรวันนั้น
มู่อวิ๋นจิ่นเห็นคนที่มาเยือนก็หมายจะกล่าวทักทายออกไป แต่เมื่อรู้ตัวก็รีบเม้มปากเก็บคำพูด กลืนกลับเข้าไปทันที
โชคดีที่วันนั้นนางสวมผ้าคลุมปิดบังใบหน้าเอาไว้ เขาคงจะจำนางไม่ได้แน่ๆ
ขณะที่ความคิดกำลังพลุ่งพล่าน มู่อวิ๋นจิ่นก็รู้สึกได้ถึงสายตาเพ่งมองมาที่ตัวนาง แฝงความเย็นะเือย่างน่าขนลุก
บรรยากาศของความอึมครึมบังเกิดขึ้นรอบตัวอีกครา ทำให้มู่อวิ๋นจิ่นรู้สึกว่าตอนนี้นางกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัย
สิ่งที่พวกเขาพูดคุยเมื่อครู่ เป็ความลับสุดยอดหรือไม่?
ขณะนั้นนางก็สงบนิ่ง ไม่รอให้ชายตรงหน้าได้เปิดปากพูดอะไร มู่อวิ๋นจิ่นเพียงแค่คลี่ยิ้มบางออกมา จากนั้นก็หันไปทางชายชุดสีม่วงตรงหน้า ก่อนจะพูดแบบไม่เกรงกลัว “คือข้าได้รับสั่งจากฉินไท่เฟยให้มาร่วมงานเลี้ยง เมื่อครู่ข้าคงจะหลงทาง ช่วยบอกข้าทีได้หรือไม่ว่าตำหนักดอกเหมยนั้นไปทางใด?”
ชายชุดสีม่วงได้ฟังที่มู่อวิ๋นจิ่นพูด ดวงตาสีเข้มของเขาก็ฉายแววเ็า ร่างกายของเขาแข็งทื่อราวกับหิน สายตาเลื่อนลงไปมองที่มู่อวิ๋นจิ่นก่อนจะมองขึ้นลงอย่างสำรวจ
เมื่อเห็นสายตาดังนั้น มู่อวิ๋นจิ่นก็ใเล็กน้อยก่อนจะกระตุกมือซ่อนเข้าไปในแขนเสื้อพลางกำหมัดแน่น พร้อมจะต่อสู้ได้ทุกเมื่อ
ผ่านไปครู่ใหญ่ ชายชุดม่วงกลับไม่ได้พูดอะไร
“เ้าเองก็อาจจะไม่ได้รู้ทางสินะ ถ้าอย่างนั้นข้าคงต้องขอตัวก่อน” มู่อวิ๋นจิ่นชิงพูดตัดบท พูดจบก็หันหลังเตรียมจะเดินจากไป
นางเดินมาได้เพียงสองก้าว ด้านหลังนางก็มีไออะไรบางอย่างพวยพุ่งออกมา เมื่อมันปะทะเข้ากับแผ่นหลังของนาง ทันใดนั้นตัวนางก็ถลาไปข้างหน้าหลายก้าว
รอจนนางได้สติกลับมา ก็มีมือคู่หนึ่งคว้าคอเสื้อของนางเอาไว้
มู่อวิ๋นจิ่นรู้สึกราวจะหายใจไม่ออก นางขมวดคิ้วแน่น ก่อนจะเอื้อมมือไปคว้ามือชายชุดสีม่วงแล้วกำแน่น “ข้าไม่ได้เพิ่งถามทางเ้าไปหรอกหรือ? เ้ามารัดคอข้าทำไม?”
ได้ยินเช่นนั้น ชายชุดสีม่วงก็หลุบสายตามองที่มู่อวิ๋นจิ่นนิ่งพลางเม้มริมฝีปาก บ่งบอกได้ว่าคน ๆ นี้ กำลังไม่พอใจอยู่เป็แน่
“ฝ่าา” ติงเสี่ยนเดินออกมาจากด้านในตำหนัก หลังจากเห็นสถานการณ์ข้างนอก เขาก็อ้าปากค้างด้วยความใ
ติงเสี่ยนเดินไปที่ด้านข้างของชายชุดม่วง ก่อนจะชี้ไปที่มู่อวิ๋นจิ่น สลับกับชี้ชายชุดม่วงไปมา เอ่ยพูดด้วยน้ำเสียงคลุมเครือว่า “ฝ่าา นาง...”
ติงเสี่ยนยังไม่ทันจะพูดจบ ชายชุดม่วงก็ปล่อยมือออกจากมู่อวิ๋นจิ่น และหันหลังเดินกลับไป
“ตำหนักดอกเหมยเดินตรงไปเรื่อย ๆ ทางทิศใต้”
หลังจากพูดทิ้งท้ายแค่นั้น เขาก็ทิ้งมู่อวิ๋นจิ่นเอาไว้คนเดียว
นางรับรู้ถึงความอึมครึมรอบกายทั้งสี่ทิศที่ชายชุดม่วงคนนั้นนำกลับไปด้วย มู่อวิ๋นจิ่นยกมือขึ้นมาลูบลำคอของตน มุมปากบางค่อยๆ กระตุกยิ้มขึ้นมา
เหมือนว่าตัวนางเองจะได้รับรู้ความลับครั้งใหญ่ของผู้อื่นแล้วสินะ เกือบจะถูกฆ่าปิดปากเสียแล้ว
อีกด้านหนึ่ง ติงเสี่ยนที่อยู่ข้างชายชุดม่วงก็ขมวดคิ้ว เอ่ยถามด้วยความกังวลใจ “ฝ่าา ท่านคิดว่านางจะได้ยินมากน้อยเพียงไหนขอรับ?”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ รูม่านตาสีดำขลับของชายชุดม่วงก็หดแน่นลงเล็กน้อย เขาหยิบจี้หยกขาวออกจากแขนเสื้อ ลูบมันด้วยปลายนิ้วแ่เบา ดูเหมือนเขาจะคิดอะไรบางอย่างและค่อย ๆ อ้าปากพูด
“ท่านย่าเชิญนางเข้าวังมาด้วยเหตุใด?”
ติงเสี่ยนเห็นว่าชายชุดม่วงไม่ตอบ จึงยกไหล่เล็กน้อยพลางลูบจมูกตนเอง “มาที่นี่เพื่อจับคู่ให้กับท่านอย่างไรเล่าขอรับ”
...............................................
ณ ตำหนักดอกเหมย
“เกิดอะไรขึ้น อวิ๋นจิ่นไม่ใช่ว่ามาพร้อมกันกับพวกเ้าหรอกหรือ? นางหายไปไหนแล้ว?” ฉินไท่เฟยในชุดสีแดงสวยสดงดงามนั่งอยู่โถงตำหนักดอกเหมย มองหญิงสาวทั้งสามก่อนจะมองไปที่แม่นมชวี
แม่นมชวีก้มหัวหลุบต่ำ สีหน้าดูไม่ค่อยสู้ดีนัก เห็นอยู่ว่าคุณหนูสามสกุลมู่เข้าวังมาแล้ว เหตุใดถึงได้หายตัวไปได้
แม้มู่หลิงจูจะมีสีหน้ากังวล แต่ในใจนางก็เต็มไปด้วยความดีอกดีใจที่กระสอบฟางใบนี้จะสร้างปัญหาให้กับตัวเองเข้าให้แล้ว
ตอนนี้นางกำลังจะทำให้ฉินไท่เฟยไม่พอพระทัย มาดูกันว่าเ้าจะได้รับผลอะไรตอบแทน
ขณะที่ครุ่นคิด หญิงในชุดเขียวสดใสก็ปรากฏต่อหน้าทุกคน มู่อวิ๋นจิ่นที่เพิ่งจะหายไปครู่ใหญ่นั่นเอง
มู่หลิงจูเมื่อเห็นเช่นนั้น ก็เหลือบมองดูทีท่าของฉินไท่เฟยทันที นางคิดหวังว่าจะได้เห็นท่าทางไปพอพระทัยของฉินไท่เฟยต่อมู่อวิ๋นจิ่น แต่กลับได้ยินคำพูดที่อ่อนหวานและเปี่ยมด้วยความรัก...
“จิ่นเอ๋อร์ เด็กน้อย มานี้สิ”
จิ่นเอ๋อร์...
มู่หลิงจูเกือบจะไม่เชื่อสายตาตัวเอง มือทั้งสองข้างกำผ้าเช็ดหน้าผ้าไหมในมือแน่น คำเรียกที่เปี่ยมด้วยความรักเช่นนี้ ฉินไท่เฟยถูกพิษหรือไม่ ถึงได้รักและเอ็นดูกระสอบฟางใบนี้เหลือเกิน
ทันทีที่มู่อวิ๋นจิ่นเข้ามาในตำหนักดอกเหมย ก็ได้ยินเสียงของฉินไท่เฟย นางเหลือบสายตามองไปก็พบกับใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มของไท่เฟยที่กำลังเรียกนาง ใบหน้าที่มีรอยยิ้มเช่นนี้ ช่างแสนอบอุ่นสำหรับนางยิ่งนัก
จิตใต้สำนึกของมู่อวิ๋นจิ่น เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ดีต่อฉินไท่เฟย
“อวิ๋นจิ่นคารวะไท่เฟยเพคะ” มู่อวิ๋นจิ่นเดินมาถึงด้านหน้าโต๊ะ ก่อนจะโค้งตัวทำความคารพไท่เฟย
“ไม่ต้องมากพิธีหรอก มานั่งนี่สิ” ฉินไท่เฟยชี้ไปที่ตำแหน่งที่นั่งข้างตน
มู่อวิ๋นจิ่นพยักหน้ารับ เมินเฉยต่อสายตารุ่มร้อนราวกับจะกินเืกินเนื้อของมู่หลิงจู ก่อนจะเดินไปนั่งที่เก้าอี้ข้างฉินไท่เฟย
“ยามนี้ยังเป็ยามเฉิน ยังเช้าอยู่ พวกเ้ากินอาหารเช้ากันเสียก่อน” ฉินไท่เฟยชี้ไปที่ของว่างบนโต๊ะพลางพูดกับทุกคน
“ขอบพระทัยเพคะ” มู่หลิงจูรีบชิงตอบกลับ พร้อมทั้งส่งแววตาที่นอบน้อมและเจียมตัวอย่างมากให้กับฉินไท่เฟย
ฉินไท่เฟยพยักหน้ารับพลางกล่าวว่า “ได้ยินมาว่าเ้าเพิ่งจะเสียตำแหน่งนักอักษรอันดับหนึ่งไปงั้นหรือ อย่าเสียใจไปเลย กินเยอะๆ แล้วพรุ่งนี้ค่อยฝึกฝนต่อ”
“ขอบพระทัยเพคะไท่เฟย” มู่หลิงจูหลุบตาลงต่ำ เมื่อได้ยินฉินไท่เฟยกล่าวเช่นนี้ นางก็พลันรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย
“จริงสิ เ้ายังมีรอยแผลเป็บนใบหน้าหลงเหลืออยู่ นั่นคือแผลที่เ้าได้รับจากการประชันขันอักษรในวันนั้นใช่หรือไม่?” ฉินไท่เฟยชี้ไปที่ใบหน้าของมู่หลิงจูพลางเอ่ยถาม
มู่หลิงจูรู้สึกเก้อเขินเล็กน้อยเมื่อถูกฉินไท่เฟยถาม คำพูดที่เดิมทีจะเอ่ยปากพูดก็พลันจางหายไปในทันที นางรู้สึกพูดไม่ออกจึงทำได้เพียงพยักหน้ารับเท่านั้น
มู่อวิ๋นจิ่นกินของว่างอย่างเอร็ดอร่อย บทสนทนาระหว่างฉินไท่เฟยและมู่หลิงจูลอยเข้าหูนางชัดเจนทุกคำ นางค่อย ๆ ยกยิ้มมุมปากขึ้นพลางครุ่นคิดในใจ ว่าฉินไท่เฟยผู้นี้จงใจพูดใส่เช่นนี้หรือจะมีเจตนาอันใดแอบแฝง
อาหารเช้าในวันนี้ มู่อวิ๋นจิ่นกินด้วยความพึงพอใจและมีความสุขอย่างมาก
“ไท่เฟยเพคะ องค์ชายสาม องค์ชายแปดมาแล้วเพคะ” แม่นมชวีเอ่ยขึ้นพลางโน้มตัวพร้อมผายมือไปด้านหน้า
ฉินไท่เฟยหยุดชั่วครู่ ก่อนจะมองไปเห็นเหล่าบุคคลที่ดูสง่างามเดินเข้ามา ริมฝีปากของนางก็คลี่ยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ
มู่อวิ๋นจิ่นเหลือบสายตามองตามฉินไท่เฟยไป หลังจากมองสำรวจเหล่าองค์ชายที่เดินเข้ามาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ก็พลันถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
ขณะที่นางกำลังจะหยิบช้อนเพื่อดื่มซุปหวานละมุนตรงหน้า มู่หลิงจู่ก็กระตุกแขนเสื้อของนางครั้งหนึ่ง จากนั้นก็เห็นว่ามู่หลิงจูและคุณหนูอีกสองคนลุกขึ้นยืน เตรียมจะแสดงความเคารพกับองค์ชายทั้งสอง
มู่อวิ๋นจิ่นขยับปากมุบมิบ แอบบ่นอยู่ภายในใจแต่ก็ลุกขึ้นยืน ก่อนจะค้อมตัวแสดงความเคารพ “หื้ม...” จู่ๆ เสียงบ่งบอกถึงความแปลกใจก็ดังขึ้น
มู่อวิ๋นจิ่นได้ยินก็เหลือบสายตามอง นางเห็นว่าองค์ชายสามฉู่ชิงกำลังมองมาที่ตนเอง แววตาเปี่ยมไปด้วยความขบขัน
“มีอะไรงั้นรึ ชิงเอ๋อร์?” ฉินไท่เฟยแปลกใจเล็กน้อย
ฉู่ชิงยกมุมปาก หรี่ตามองพลางเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเย้ย “เปล่าขอรับ ข้าเพียงแค่คิดว่า แม่นางมู่ผู้นี้มีฝีเท้าที่ว่องไวเสียเหลือเกิน”
“หือ? หมายความว่าอย่างไร?” ฉินไท่เฟยยิ่งรู้สึกฉงนมากกว่าเดิม
“ไม่ใช่เื่ใหญ่อันใดหรอกขอรับ เพียงแค่ตอนที่ข้าและน้องแปดเดินผ่านตำหนักเฉิงจิง เห็นแม่นางมู่ผู้นี้กำลังพูดคุยกับน้องหก จากนั้นก็กลับเห็นนางนั่งอยู่ที่นี่เสียแล้ว เร็วราวกับว่านางมีวิชาตัวเบา ข้าจึงแปลกใจเล็กน้อยเท่านั้นขอรับ”
ทันทีที่คำพูดของฉู่ชิงจบลง สายตาของทุกคน ณ ที่นั้นก็มองมาที่มู่อวิ๋นจิ่นเป็ตาเดียว
มู่อวิ๋นจิ่นครุ่นคิดคำพูดในหัวของตัวเอง แยกแยะความเข้าใจในสิ่งที่ได้ยินเมื่อครู่
‘ตำหนักเฉิงชิง...’
‘น้องหก...’
‘หรือว่าชายชุดม่วงคนนั้น คือองค์ชายหกฉู่ลี่งั้นหรือ?’
ให้ตาย!
มู่อวิ๋นจิ่น้าจะสบถออกมา แต่ตอนนี้นางทำได้เพียงแค่หุบปากเม้มเอาไว้แน่น
“จิ่นเอ๋อร์ ที่เ้ามาช้าเมื่อครู่นี้ เพราะเ้าเจอกับลี่เอ๋อร์งั้นหรือ?” ฉินไท่เฟยถามด้วยใบหน้าที่แต้มด้วยความสุขมองตรงไปยังมู่อวิ๋นจิ่น
“ข้าหลงทางเพคะ เพียงแค่สอบถามทางกับองค์ชายหกเท่านั้น มิได้ตั้งใจจะไปพบเพคะ” มู่อวิ๋นจิ่นเอ่ยอธิบาย
มู่หลิงจูซึ่งนั่งอยู่อีกด้านหนึ่งขบฟันแน่น กระสอบฟางไร้ค่าใบนี้ เพิ่งจะโชคดีได้บังเอิญเจอกับองค์ชายหกงั้นหรือ
‘ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก’
‘หากชะลอฝีเท้าเดินช้ากว่านี้สักหน่อย ไม่แน่อาจจะได้เจอกับองค์ชายหกแล้วก็ได้’
มู่หลิงจูยิ่งคิดก็ยิ่งเสียดาย
“แม่นางมู่ อย่าได้เขินอายไปเลย ท่านและพี่หกเองเดิมทีก็เป็คู่หมั้นกันอยู่แล้ว เมื่อครู่พวกข้าต่างก็เห็นว่าพี่หกแตะต้องตัวและลูบต้นคอของท่าน ดูเหมือนว่าพวกท่านจะได้ทำความคุ้นเคยสนิทสนมกันดีแล้วสินะ ฮ่าฮ่าฮ่า” องค์ชายแปดฉู่ซิ่นแสยะยิ้มขบขัน มือหยิบของว่างชิ้นหนึ่งขึ้นมากินอย่างสบายอกสบายใจ
“แค่ก แค่ก แค่ก...” มู่อวิ๋นจิ่นสำลักชาที่เพิ่งจะดื่มเข้าไป
ลูบต้นคออย่างนั้นหรือ?
นี่ตาบอดกันรึยังไง!
นางแทบจะขาดอากาศหายใจตายเพราะถูกฉู่ลี่ล็อคคออยู่แล้ส นั่นเรียกว่าถูกลูบต้นคองั้นหรือ?
เหอะ!
“เป็เช่นนี้เองหรือ ดีเลย! เดิมทีข้าก็คิดจะจับคู่ให้พวกเ้าหมั้นหมายกันอยู่แล้ว เห็นเ้าสองคนทำความรู้จักกันและกันอย่างนี้แล้ว ข้าเองก็เบาใจ รอให้อวิ๋นจิ่นถึงวัยปักปิ่นเมื่อใด ข้าจะเข้าเฝ้าฮ่องเต้แล้วให้จัดงานแต่งงานให้พวกเ้า!”
ฉินไท่เฟยพูดพลางยิ้มเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขจนปิดไม่มิด
มู่อวิ๋นจิ่นขมวดคิ้ว สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าทำให้นางรู้สึกว่ามันเหนือความคาดหมายเล็กน้อย แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเงยหน้ามองฉู่ชิง
และฉู่ชิงเองก็มองมาที่มู่อวิ๋นจิ่นด้วยเช่นเดียวกัน เขาเลิกคิ้วและยิ้มกริ่มเอ่ยปากออกมา “ถ้าเช่นนั้นเรามาดื่มฉลองให้กับน้องหกกันดีกว่า”
มู่หลิงจูหลังจากทนมาพักใหญ่ นางก็ทนไม่ไหวจนต้องเอ่ยปาก “หลิงจูเข้าใจท่านพี่นะเ้าคะ ท่านพี่คงไม่พูดปดหรอกเ้าค่ะ เมื่อครู่คงแค่หลงทางแล้วบังเอิญเจอกับองค์ชายหกเพียงเท่านั้น”
“ท่านพี่เป็คนเขินอาย อย่าล้อเลียนท่านพี่เลยนะเ้าคะ”