บรรยากาศโดยรอบศิลาเทพยุทธ์พลันเงียบสงัดมีคนที่ผวาจนหัวใจแทบวาย พวกเขามองเห็นร่างเงาที่น่ากลัวร่างหนึ่งปรากฏขึ้นพร้อมลมปราณะเิออกมาทำให้มวลอากาศฉีกขาดเป็ทางยาว
อู่อวี้เจ๋อและกลุ่มคนอยู่ในระยะใกล้ๆ พวกเขาเห็นพลังที่เอ่อล้นออกมาจากร่างเบื้องหน้าราวกับกายเทพ์แรงกดดันเต็มเปี่ยมทำให้กล้ามเนื้อะเิออก ฝีเท้าเหยียดถอยออกไปด้านหลัง
“พระเ้านี่มันอะไรกันทำไมข้าถึงรู้สึกว่าเป็เทพ์” สาวงามกล่าวเสียงสะท้าน นางคล้ายมองเห็นเทพ์ร่างทองลงมาจากท้องนภาหมายจะทำลายแผ่นดินนี้
เต้าหลิงกำหมัด เดินลมปราณให้ไหลแล่นมารวมกันอยู่ที่กำปั้น หมัดนั้นราวกับสามารถทำลายได้ทุกสรรพสิ่ง แสงแจ่มจรัสสว่างจ้าละลานตาตลบอบอวลไปด้วยคลื่นพลังที่น่าครั่นคร้าม กำปั้นของเขาปะทะเข้าไปที่ศิลาเทพยุทธ์
ตูม ฟ้าดินะเิออกลมปราณเดือดพล่านทะลวงฝ่าชั้นเมฆท้องนภาสั่นไหวทำให้ผู้คนที่เห็นใจสั่นเทิ้ม
แรงะเิออกมาจากหมัดเพียงแค่ชั่วพริบตา ผู้คนได้ตกอยู่ในห้วงพลังอานุภาพที่ส่งออกมาอย่างฉับพลัน ในตอนนั้นพวกเขาได้ยินแค่เสียงที่ดังสนั่นจนแก้วหูะเื
เต้าหลิงใช้แรงพลังที่นิ้วมือสลักชื่อลงไป ปลายนิ้วของเขาตวัดขึ้นเขียนคำว่า ‘เต้า’
หินศิลาเทพยุทธ์ส่องแสง์หลายหมื่นเส้น แสงฟ้าดินแตกร้าวท้องนภาสั่นไหว คลื่นพลังรุนแรงกระจายแผ่พุ่ง ทั่วทั้งเมืองชิงโจวครืนครั่นไม่รู้ว่ามียอดยุทธ์กี่คนที่ตื่นตระหนกกับพลังนั้น
“พระเ้า ยอดยุทธ์คนไหนมาเยือนแคว้นชิงถึงได้ทำให้ท้องนภาสั่นสะท้านพลังน่ากลัวมากเกินไปแล้ว” ชายแก่กล่าวเสียงสั่น
“ไม่ใช่ยอดยุทธ์ที่ไหนหรอกข้าััได้ถึงพลังที่คุ้นเคยซึ่งเป็พลังที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน” ชายแก่อีกผู้หนึ่งกล่าวเสียงต่ำ ถ้อยประโยคนั้นดังขึ้นมาจากกลางมิติ
“เจ็ดปีก่อนพลังที่ปลดปล่อยออกมาจากศิลาเทพยุทธ์ ...เมื่อเจ็ดปีก่อน ข้าเข้าใจแล้วอู่ตี้จะต้องกลับมาแล้วแน่ เขา้าที่จะมาทำลายสถิติของตัวเองอีกครั้ง”
“เมื่อเจ็ดปีก่อนข้าได้ยินมาว่าเขาได้สมบัติล้ำค่าลึกลับไป ไม่รู้ว่าจะได้ชิ้นที่สองไปอีกหรือไม่”
ชายาุโทั้งสองพูดคุยกันกลางมิติ ฝีเท้าก้าวออกมาอย่างรวดเร็ว คลื่นพลังแสนดุดันปกคลุมไปรอบๆ ศิลาเทพยุทธ์ ร่างเงาตะคุ่มแต่ละร่างปรากฏขึ้นมากลางห้วงมิติ เมื่อเห็นชื่อที่สลักอยู่บนศิลาพวกเขาก็ใจนตัวสะดุ้ง
ชื่อ ‘เต้า’ ได้ปรากฏขึ้นมาแทนที่ เขาได้ทำลายชื่อทุกชื่อของอัจฉริยะและแย่งชิงอันดับที่หนึ่งไป!
“นี่มันเป็ไปได้อย่างไร” จอมยุทธ์ชราคนหนึ่งร้องกล่าวออกมาด้วยความตกตะลึง มิหนำซ้ำคนหลายคนที่ตื่นตระหนกขึ้นมาด้วยเช่นเดียวกัน
“อะไรกันนี่มันเป็ไปได้อย่างไร” ขาของอู่อวี้เจ๋อข้างหนึ่งทรุดลงไปกับพื้นสายตาจดจ้องไปที่ชื่อที่มาแทนชื่อของอู่ตี้
“พระเ้า มีคนที่แข็งแกร่งกว่าอู่ตี้อีกอย่างนั้นหรือเขาที่สลักชื่อเอาไว้ในขั้นหล่อกายามีพลังที่น่ากลัวขนาดนี้เชียวหรือ”
เสียงร้องแตกตื่นอื้ออึงดังจ้อกแจ้ก กลุ่มคนแทบไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่ตนเห็น ศิลาเทพยุทธ์นั้นเป็แท่นศิลาที่เอาไว้ทดสอบพลังศักยภาพทว่าคนคนนั้นกลับมีพลังศักยภาพอยู่อันดับที่หนึ่ง
“เขาคืออันดับที่หนึ่งอย่างนั้นหรือ” สาวงามตัวสั่นเทา ใบหน้าของนางแสดงอาการเหลือเชื่อ เมื่อครู่คนคนนั้นอยู่ตรงหน้าของนางถึงจะแค่ด้านหลังแต่นางก็ััได้ถึงพลังที่น่าหวั่นเกรง
อู่อวี้เจ๋อใเป็อย่างมากเพราะคนที่สลักชื่อไปเมื่อครู่ นั่นคือเด็กหนุ่มที่เขาเอ่ยปากไล่คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าอีกฝ่ายจะมีพลังมากถึงขนาดนี้
ตำนานที่เล่าขานกันได้ถูกทำลายทำให้ผู้คนขวัญหนี ข่าวนี้ได้แพร่งพรายออกไปผ่านทางเครื่องเคลื่อนย้ายไม่นานนักเื่ก็แพร่สะพัดไปทั่วทั้งดินแดน พวกเขาล้วนต่างสงสัยว่าใครกันเป็ผู้สลักชื่อลงไป
มีคนใช้สายตามองทอดออกไปก็พลันเห็นร่างเงาเรืองแสงระยับร่างหนึ่งที่อยู่ท่ามกลางหมอกมัว พลังอันน่าหวาดกลัวและแรงกดดันทำให้พวกเขาใจเต้นระรัวเหมือนกับจะะเิออก
“น่ากลัวเสียจริง ข้าที่อยู่ในขั้นหล่อกายายังไม่กล้ามองเขาเลยคล้ายกับว่าร่างจะแหลกสลายเป็ผุยผง” เด็กหนุ่มกล่าวด้วยใบหน้าซีดขาวก่อนยกเท้าถอยหลังไป
“สลักทิ้งไว้แค่คำว่าเต้าอย่างนั้นหรือ คนคนนี้ไม่ได้สลักชื่อทั้งหมดของตัวเองลงไปหรือว่าเขา้าที่จะเดินตามวิถีเต๋า” ชายชราคนหนึ่งพึมพำพลางครุ่นคิดอย่างสลับซับซ้อน
“คนคนนี้ช่างถ่อมตนเสียจริงเขาไม่สลักชื่อของตัวเองลงไป” มีคนกล่าวชื่นชมเพราะถ้าหากสลักชื่อทั้งหมดของตัวเองลงไปย่อมต้องตกเป็เป้าสายตาชื่อเสียงโด่งดังทั่วแว่นแคว้น แต่คนผู้นี้กลับสลักแค่คำว่าเต้าคำเดียวเอาไว้
เต้าหลิงเองก็คิดไม่ถึงว่าการที่สลักสกุลของตัวเองลงไปนั้นจะทำให้เหล่าชายชราผูกเื่คิดกันเป็ตุเป็ตะมากขนาดนี้
ไม่นานนักทั่วทั้งดินแดนลึกลับก็วุ่นวายอลหม่านประหนึ่งเกิดแผ่นดินไหว เจ็ดปีก่อนอู่ตี้ได้สลักชื่อของตนและกลายเป็อันดับที่หนึ่งทำให้ดินแดนลึกลับสะท้านะเืแต่ตอนนี้ที่มีคนแย่งชิงอันดับของเขาไปผู้คนจึงอดที่จะเอ่ยกล่าวออกมาไม่ได้
“หรือว่าโลกนี้กำลังจะมียอดยุทธ์อัจฉริยะสองคนถือกำเนิดขึ้น ข้าว่าอีกไม่กี่ปีต่อไปข้างหน้าจะต้องมียอดยุทธ์เช่นนี้ถือกำเนิดขึ้นอีกแน่”
“ไม่ผิด เขา์โบราณเองก็มีุ์ที่น่ากลัวถือกำเนิดขึ้นเช่นเดียวกัน ทั้งไม่ได้อ่อนแอไปกว่าอู่ตี้เลย”
“ไม่เสมอไปอู่ตี้นั้นน่ากลัวมาก แค่สิบขวบก็สลักชื่อของตัวเองเอาไว้บนศิลาได้แล้ว เขาเดินอยู่เหนือยอดยุทธ์อัจฉริยะหลายคนในดินแดนลึกลับ ตอนนี้น่าจะเข้าสู่ขั้นพลังที่ลึกล้ำเกินจะหยั่งถึง”
“ที่กล่าวมานั้นก็ไม่ผิด คนที่สลักชื่อเต้าเอาไว้ข้าััไม่ได้ถึงพลังยุทธ์ เดาว่าขั้นพลังของเขาน่าจะต่ำมาก การจะทะลวงขั้นพลังแต่ละขั้นได้นั้นยากเย็นแสนเข็ญ ในขั้นหล่อกายาเขาอาจจะอยู่ในอันดับหนึ่งแต่ขั้นพลังต่อไปนั้นก็ไม่แน่แล้วอีกทั้งฝึกฝนในขั้นหล่อกายาได้น่ากลัวมากขนาดนี้ ในภายหลังเขาจะต้องทะลวงขั้นพลังออกไปได้ยากลำบากมาก”
“ใช่ เมื่อต้นปีมีข่าวออกมาจากวิหารยุทธ์ว่าอู่ตี้ได้ฝึกฝนเจ็ดจักระสำเร็จแล้วเส้นทางในอนาคตของเขานั้นต้องสุดยอดเหนือหล้าเป็แน่”
ผู้คนหลายคนต่างก็กล่าวเื่ของอู่ตี้ออกมา แต่ละข่าวที่ถูกพูดออกมานั้นทำให้ผู้คนต้องตัวสั่น ฝึกฝนเจ็ดจักระได้สำเร็จแล้ว นี่มันเป็ความน่ากลัวระดับไหนกัน
เมืองชิงโจวคึกคักจนถึงขีดสุด เครื่องเคลื่อนย้ายมิติส่งข่าวต่อออกไปเรื่อยๆ ทำให้จอมยุทธ์จำนวนมากแห่กันมาที่นี่ รอบๆ ศิลาเทพยุทธ์เต็มไปด้วยผู้คนเหมือนกับว่าเป็งานเฉลิมฉลอง พวกเขาล้วนแล้วแต่มีความเป็มาที่ไม่ธรรมดา
“คนที่สลักชื่อเต้าเอาไว้พลังก็มีไม่เท่าไหร่อวดดีเสียจริงๆ” หญิงชราเดินเข้ามาพร้อมกล่าวด้วยสีหน้าขมึงทึง
นางโกรธมากทั้งยังไม่รู้ว่าใครที่สลักชื่อเอาไว้ การกระทำเช่นนี้เป็การหักหน้ากันชัดๆ พวกเขาในตระกูลตั้งชื่อให้กับอู่ตี้ก็เพื่อที่จะเป็จักรพรรดิของดินแดนลึกลับ กระนั้นตอนนี้กลับมีคนที่มีพลังเหนือกว่าถึงแม้จะเป็แค่ขั้นพลังแรกแต่นั่นก็ส่งผลกระทบต่ออู่ตี้อยู่ไม่น้อย
“พวกเ้าวิหารยุทธ์ที่สลักชื่อของอู่ตี้ลงไปนั่นเป็ความอาจหาญแค่ไหนกัน โลกนี้ยังมียอดจักรพรรดิอยู่อีกมิใช่หรือ” สาวงามวัยกลางคนลุกยืนขึ้นพลางยิ้มบางๆ ชายเสื้อของนางปลิวไสวเอวบางคอด นางเป็นักบุญหญิงของตระกูลตระกูลหนึ่งถึงใบหน้าของนางจะมีริ้วรอยเล็กน้อย กระนั้นก็ไม่ได้บดบังความงามของนางแต่อย่างใด มีคนหลายคนใน่อายุเดียวกันตามจีบนาง
“ข้ามองต่างออกไปพวกเราในตอนที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขาไม่ใช่ว่าก็อยากจะเดินบนเส้นทางไร้เทียมทานหรอกหรือ” ผู้ชราคนหนึ่งเดินเข้ามาร่วมวงสนทนา
“ไม่รู้ว่ามาจากขุมพลังอำนาจของที่ไหนถึงได้เลี้ยงดูศิษย์ออกมาได้แข็งแกร่งเช่นนี้”
“ในยุคสมัยของพวกเรานั้น อัจฉริยะมีเยอะมากแต่ตอนนี้กลับสลายหายไปเป็เถ้าธุลีจนหมดแล้ว แค่ขั้นพลังแรกนั้นไม่เท่าไหร่หรอก จะต้องดูต่อไปในภายภาคหน้า” จอมยุทธ์ของวิหารยุทธ์เอ่ยเสียงเย็น เขาออกตัวกล่าวแทนอู่ตี้ด้วยรู้ดีว่าเส้นทางของอู่ตี้นั้นไม่มีใครที่จะสามารถต้านได้
“ใช่แล้วอู่ตี้ได้ฝึกจักระทั้งเจ็ดแล้วซึ่งเื่นี้เพิ่งเกิดเมื่อต้นปีเท่านั้น” หญิงชราพูดน้ำเสียงเขม่นสายตาจ้องมองไปที่สาวงามวัยกลางคน
จื่อป๋ายฉิวยิ้มบางๆ กระนั้นกลับนึกถอนหายใจออกมาอย่างอดไม่ได้ การจะฝึกฝนจักระทั้งเจ็ดนั้นเป็เื่ที่ยากเป็อย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งจักระทั้งเจ็ดประตู
“คนที่สลักชื่อเต้าเอาไว้จะเป็ของตระกูลเต้าหรือไม่นะ” คนอีกผู้หนึ่งเอ่ยปากขึ้นมาอย่างไม่แน่ใจนัก
“เป็ไปไม่ได้หรอก ตระกูลเต้าล่มสลายไปแล้วในสมัยโบราณกาล ตระกูลของพวกเขานั้นน่ากลัวมากแต่ตอนนี้...” ผู้พูดส่ายศีรษะพลางเหลือบสายตามองไปที่กลุ่มจอมยุทธ์ของวิหารยุทธ์
เมื่อสิบปีก่อนตระกูลเต้าได้ต่อสู้กับวิหารยุทธ์จนเกิดาครั้งใหญ่ขึ้น เื่นี้ในขุมพลังอำนาจขนาดใหญ่นั้นก็ไม่ใช่ความลับอะไรแต่ว่าพวกเขาต่อสู้กันเพราะอะไรนั้นไม่มีผู้ใดทราบได้ รู้เพียงแค่ว่าในตอนนี้ตระกูลเต้าได้ผนึกขุนเขาและไม่ออกมาอีกเลย
“สิบปีก่อนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของวิหารยุทธ์ได้ถูกเต้าเสี้ยวเทียนทำลาย” จื่อป๋ายฉิวเอ่ยออกมาทำให้ผู้คนรอบๆ หูผึ่ง เื่นี้พวกเขาไม่รู้มาก่อนทว่ามีหลายคนที่เคยได้ยินชื่อของเต้าเสี้ยวเทียน เขาเป็ผู้หยั่งรู้ปฐีที่เดิมทีเป็คนมีชื่อเสียงเป็อย่างมากในดินแดนลึกลับแต่ตอนนี้เขาได้หายสาบสูญไปแล้ว
สีหน้าของหญิงชราขุ่นเคืองขึ้น าเมื่อหลายสิบปีก่อนนางเองก็เข้าร่วมด้วยเช่นกัน ในตอนนั้นน้องสาวของนางได้ถูกเต้าเสี้ยวเทียนฆ่าตายนางจะลืมเื่นี้ไปได้อย่างไร
ถึงแม้ว่าในวันนั้นตระกูลเต้าจะต้องเกิดการสูญเสียครั้งใหญ่ทว่าเด็กคนนั้นที่หายไปจะเป็เขาหรือไม่?
“พวกเ้าคิดว่าอย่างไร” หญิงชราถามจอมยุทธ์ของวิหารยุทธ์ด้วยสีหน้าที่ไม่ดีนัก
“ข้าก็ไม่แน่ใจ ในตอนนั้นเ้าเด็กนั่นได้สูญเสียพลังต้นกำเนิดไป เป็ไปไม่ได้เลยที่จะฝึกฝนในเส้นทางยุทธ์ได้” ชายชราผมบางคนหนึ่งเอ่ย
“พวกเ้าอย่าลืมว่าเต้าเสี้ยวเทียนเป็ผู้หยั่งรู้ปฐี ไม่แน่ว่าเขาอาจจะหาของบางอย่างมารักษาฟื้นคืนสภาพพลังต้นกำเนิดของเด็กนั่น พร์ของอู่ตี้นั้นน่ากลัวมากเดาว่าจะมีแค่เพียงกายาศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นที่จะทำเช่นนี้ได้” หญิงชราแค่นเสียงต่ำ ดวงตาแดงดุจโลหิตจิตสังหารแผ่ซ่านออกมา
“นั่นมันเป็ไปไม่ได้ ขาของเต้าเสี้ยวเทียนถูกท่านบรรพบุรุษตัดทิ้งแล้วถึงเขาจะวิ่งได้แต่ก็ไม่สามารถที่จะเดินอยู่ภายในเหมืองโบราณเหวลึกได้หรอก” มีคนสั่นศีรษะ “ข้าว่าเขาไม่น่าจะใช่คนของตระกูลเต้า จอมยุทธ์ของตระกูลเราก็ไม่มีใครที่พบเต้าเสี้ยวเทียน เดาว่าเขาน่าจะหาที่หลบซ่อนไปแล้ว น่าเสียดายก็คือตำราปฐีไม่รู้ว่าเต้าเสี้ยวเทียนจะได้ตำราปฐีแบบไหนมา”
“เต้าเสี้ยวเทียนไม่มีพลังอะไรแล้ว ส่วนผู้หญิงที่ชื่อหลิงเยี่ยนนั่นก็ไม่น่าจะไหว ตอนนี้ตระกูลเต้าได้ผนึกภูผาเอาไว้ พวกเขาไม่กี่คนจะทำอะไรได้ ข้าว่าเื่นี้กับเื่ของเด็กนั่นไม่เกี่ยวข้องอะไรกัน”
กลุ่มคนที่คิดได้ดังนั้น สุดท้ายพวกเขาก็พยักหน้า ภายในใจของหญิงชราย่อมวางใจลงไม่น้อย
