“ข้าคือศิษย์น้องของศิษย์พี่หวังเฮ่า ขอถามว่าศิษย์พี่สะใภ้หลี่อยู่บ้านหรือไม่ขอรับ?”
เด็กหนุ่มสองคนะโเรียกคนด้วยน้ำเสียงกระวนกระวาย
ไม่นานหวังจื้อที่สวมเสื้อกันหนาวอย่างงัวเงีย ก็เดินกะโผลกกะเผลกออกจากห้องนอนมาที่ลานบ้านส่วนแรก ครั้นเห็นว่ามีคนหลายคนและรถล่อหนึ่งคันอยู่นอกกําแพงรั้ว ก็เอ่ยถามเสียงดังว่า “พวกเ้าคือผู้ใด?”
คนแรกเป็เด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาอายุสิบห้าถึงสิบหกปี เอ่ยตอบเสียงดัง “พี่ใหญ่ ข้านามว่าจ้าวฉางคง บิดาข้าคือจ้าวซิ่วไฉ ศิษย์พี่ข้าคือหวังเฮ่า บ้านของข้ามีญาติสองคนป่วยหนัก อยากให้ศิษย์พี่สะใภ้หลี่รักษาพวกเขาขอรับ”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หวังจื้อก็ได้สติทันที เร่งฝีเท้าไปเปิดประตูรั้ว เอ่ยว่า “โอ้ ที่แท้เ้าคือบุตรชายของจ้าวซิ่วไฉ เช่นนั้นพวกเ้ารีบเข้ามา ข้าจะไปเรียกน้องสะใภ้ประเดี๋ยวนี้”
ทันทีที่เปิดประตู ก็มีเด็กหนุ่มสองคน สตรีสองคน และชายหนุ่มสองคนเข้ามาในบ้านในคราวเดียว สตรีสองคนนั้นต่างใช้ผ้าห่มนวมคลุมเด็กหนึ่งคนไว้ในอ้อมแขน
ผ้านวมสีแดงใหม่หกส่วนห่อตัวเด็กไว้อย่างแ่า มองไม่เห็นใบหน้าของเด็ก และไม่ทราบอายุ
ล่อและรถล่ออยู่นอกประตู กลางวันแสกๆ ไม่มีคนมาขโมย
พวกเขาทั้งหลายคนมีสีหน้าดูเป็กังวล เดินตามหวังจื้อไปที่ห้องโถงใหญ่
จ้าวฉางคงรีบเอ่ยว่า “คนป่วยคือหลานชายและหลานสาวสองคนของข้า พวกเขามีไข้มาสองวันสองคืนแล้ว กินยาที่หมอในตำบลจัดให้ แต่ไม่ได้ผลเลยแม้แต่น้อย ไปที่ร้านขายยาที่อําเภอิเฉิง หมอที่นั่นบอกว่ารักษาไม่ได้ ให้พวกข้าไปที่เมืองเซียงขอรับ”
เด็กหนุ่มอีกคนคือจ้าวตงเซิงน้องชายของจ้าวฉางคง ปีนี้อายุสิบสองปี เอ่ยตามขึ้นมา “ครอบครัวเราได้ยินมาว่าศิษย์พี่สะใภ้เชี่ยวชาญในการรักษาโรคเด็ก จึงพาหลานชายและหลานสาวมา ถ้าศิษย์พี่สะใภ้รักษาไม่ได้ พวกข้าก็จะไปที่เมืองเซียงประเดี๋ยวนี้ขอรับ”
ทันทีที่หวังจื้อได้ยินว่าเด็กสองคนเป็ไข้ นั่นเป็โรคที่คร่าชีวิตคนได้ หลายปีที่ผ่านมาหมู่บ้านหวังและหมู่บ้านใกล้เคียงมีเด็กอย่างน้อยสิบคนที่เสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากการป่วยไข้
โดยเฉพาะไข้ในเหมันตฤดู แค่ตัวร้อนสามวันสามคืน ต่อให้เทพเซียนมาก็ช่วยไม่ได้
จางซื่อก็ลุกขึ้นมาแล้ว นางได้ยินที่หน้าประตูว่ามีเด็กเล็กป่วย กลัวว่าโรคนี้จะแพร่ระบาด จึงรีบอุ้มหวังพั่นตี้ที่เดินตามหลังขึ้นมา หมุนกายแล้วจากไป
หลี่ชิงชิงนอนหลับไม่รู้เื่ การหลับครั้งนี้เป็การหลับลึกอย่างแท้จริง ตอนแรกฝันว่ากำลังห่อซาลาเปา ต่อมาก็ไม่ฝันแล้ว ไม่รู้ว่านอนไปกี่ชั่วยาม ผ้าห่มอบอุ่นจริงๆ นางไม่อยากออกจากผ้าห่ม
หลี่ชิงชิงที่ถูกหวังจื้อเคาะประตูปลุกอย่างแรง ยังคิดว่าเป็เสียงคนจุดประทัด นางลืมตาเล็กน้อย หัวเราะพลางเอ่ย “ปีใหม่แล้วหรือ? เร็วขนาดนี้เชียว”
หวังจื้อคิดในใจว่านี่เป็เื่ใหญ่ถึงชีวิตคน เด็กสองคน สองชีวิต จึงะโเสียงดังว่า “ไม่ใช่ปีใหม่ น้องสะใภ้ เ้ารีบตื่นขึ้นมาเถิด บุตรชายของจ้าวซิ่วไฉพาเด็กสามขวบสองคนที่ป่วยมาให้เ้าช่วยชีวิต ถ้าเ้าช่วยไม่ได้ พวกเขาจะไปเมืองเซียงเดี๋ยวนี้”
แคว้นต้าถังเรียกโรคไข้ว่าโรคตัวร้อน
เด็กอายุต่ำกว่าสามขวบมีภูมิคุ้มกันต่ำมาก ไข้สูงไม่ลด เมื่อเวลาผ่านนานไป อย่างเบาจะเป็ปอดอักเสบ อย่างหนักคือสมองได้รับความเสียหายกลายเป็คนปัญญาอ่อน กระทั่งชีวิตก็ยากจะรักษา
“ข้าจะไปเดี๋ยวนี้เ้าค่ะ” สีหน้าของหลี่ชิงชิงเปลี่ยนไปเล็กน้อย นางรีบลุกขึ้น สวมอาภรณ์ให้เรียบร้อย ผูกผมด้วยเชือกผูกผม สวมรองเท้าแล้วตรงไปที่ห้องโถงใหญ่
จ้าวฉางคงขึ้นมาด้านหน้า เอ่ยอย่างรีบร้อน “ศิษย์พี่สะใภ้ หลานชายและหลานสาวข้าเป็โรคตัวร้อน ทั้งร่างกายร้อนยิ่งนัก ท่านรีบดูว่าโรคของพวกเขาจะรักษาได้หรือไม่ขอรับ?”
จ้าวตงเซิงขึ้นมาด้านหน้า “ศิษย์พี่สะใภ้ หลานสาวคนเล็กข้า ท่านน่าจะจําได้ ก็คือกั่วกัวที่ท่านเคยเห็นตอนท่านมาขอรับ”
ญาติของตระกูลจ้าวที่อยู่ด้านข้างรู้มานานแล้วว่าหลี่ชิงชิงเป็เพียงหญิงสาวอายุสิบหกสิบเจ็ดปี แต่เมื่อเห็นตัวจริงของหลี่ชิงชิง ยังรู้สึกว่านางยังเด็กเกินไป ในใจกังวลว่านางจะช่วยบุตรของตนได้หรือไม่
สตรีสวมกระโปรงสีฟ้ารูปร่างอ้วนเล็กน้อยอุ้มเด็กน้อยหยัดกายลุกขึ้น เอ่ยว่า “กั่วกัวอยู่ตรงนี้ หมอเทวดาหลี่รีบดูอาการกั่วกัวเถิด”
สตรีอีกคนหนึ่งรูปร่างสูงผอมสวมกระโปรงสีเทา ก้มมองเด็กน้อยในอ้อมแขน ร้องไห้พลางเอ่ย “หมอเทวดาหลี่ บ้านข้ามีโต้วโต้วเป็รากเหง้าเพียงคนเดียว ท่านต้องช่วยชีวิตเขาด้วย”
ผู้ป่วยเด็กเล็กสองคน
คนหนึ่งนามว่ากั่วกัว เด็กผู้หญิง ปีนี้อายุสองขวบ เป็บุตรสาวของหลานชายคนโตของโจวซื่อภรรยาจ้าวซิ่วไฉ สตรีสวมกระโปรงสีฟ้าที่อุ้มกั่วกัวอยู่คือมารดาของนาง คนที่ยืนอยู่ด้านข้างพลางทอดถอนใจคือบิดาของนาง
อีกคนนามว่าโต้วโต้ว เด็กผู้ชาย เป็บุตรชายคนเดียวของหลานชายคนรองของโจวซื่อภรรยาจ้าวซิ่วไฉ ปีนี้อายุสามขวบ สตรีสวมกระโปรงสีเทาที่ร้องไห้คือมารดา คนที่ยืนอยู่ด้านข้างโต้วโต้วอย่างกังวลจวนจะร้องไห้คือบิดาของโต้วโต้ว
เด็กทั้งสองมีผลกระทบต่อจิตใจของสามีภรรยาทั้งสองคู่ กระทั่งจ้าวฉางคงพี่น้องยังเป็ห่วงยิ่งนัก
หลี่ชิงชิงเข้าใจอารมณ์ของผู้ใหญ่เป็อย่างดี เอ่ยว่า “พวกท่านอย่าได้รีบร้อน ข้าจะตรวจให้พวกเขาเอง”
นางตรวจให้กั่วกัวก่อน ก่อนตรวจในใจสงสัยว่าจะเป็โรคหัดหรือไม่ จึงตั้งใจสวมถุงมือที่ทําขึ้นเอง
สามีภรรยาทั้งสองคู่เห็นหลี่ชิงชิงสวมถุงมือที่ทําจากผ้าฝ้ายสีขาวด้วยท่าทีระมัดระวัง ในใจจึงคาดหวังกับวิชาแพทย์ของนาง
มารดากั่วกัวเปิดผ้าห่มออก เผยให้เห็นใบหน้าเล็กๆ ของกั่วกัว ดวงตาของนางปิดเล็กน้อย แก้มทั้งสองเป็สีแดงเข้มผิดปกติ ขนตางอน ปากเล็กเป็สีแดงระเรื่อ
หลี่ชิงชิงยังมีภาพจำของกั่วกัวเล็กน้อย นางเป็เด็กร่าเริงชอบหัวเราะ ตอนนี้กั่วกัวป่วย กระสับกระส่ายเหมือนผักกาดขาวหัวเล็กๆ ที่เหี่ยวเฉา
หลี่ชิงชิงััหน้าผากของเด็กน้อยก่อน ร้อนเล็กน้อย จากนั้นััที่คอด้านหลัง พบว่าร้อนมาก จึงเอ่ยกับทุกคนว่า “เด็กบางส่วนยามเป็ไข้ หน้าผากไม่ร้อน แต่คอด้านหลังร้อน ต่อไปยามที่พวกท่านตรวจดูต้องััที่คอด้านหลังด้วยเ้าค่ะ”
หากมีเครื่องวัดอุณหภูมิวัดอุณหภูมิร่างกายเด็ก นอกเหนือจากใต้รักแร้แล้ว ยังสามารถวัดอุณหภูมิทวารหนักได้
แคว้นต้าถังไม่มีเครื่องวัดอุณหภูมิ อย่างไรก็ตาม หลี่ชิงชิงได้ฝึกฝนมาในชาติก่อนแล้ว นางสามารถประเมินอุณหภูมิของร่างกายมนุษย์ได้
สามสิบเจ็ดถึงสามสิบแปดองศาคือไข้ต่ำ สามสิบแปดถึงสามสิบเก้าองศาคือไข้ปานกลาง เกินสามสิบเก้าองศาถือว่าไข้สูง
อุณหภูมิของกั่วกัวอย่างน้อยคือสามสิบเก้าองศา
เป็ที่ทราบกันดีว่า หากเด็กมีไข้มากกว่าสามสิบแปดจุดห้าองศาต้องรีบลดไข้ วิธีการรักษาคือลดความร้อนลงเสียก่อน แล้วค่อยรักษาการอักเสบหรือกำจัดเชื้อไวรัสตามผลการตรวจสอบ
มารดากั่วกัวเห็นว่าหลี่ชิงชิงตรวจสอบเป็เวลานานแล้วโดยไม่เอ่ยอะไร นางกังวลจวนจะร้องไห้ เอ่ยว่า “เป็อย่างไรบ้าง?”
หลี่ชิงชิงถามกลับว่า “ครั้งสุดท้ายที่กั่วกัวถ่ายหนักคือเมื่อใดเ้าคะ?”
“อา ข้าคิดสักครู่” มารดากั่วกัวตื่นตระหนกทันที หันไปมองบิดาของกั่วกัว “เ้าจําได้หรือไม่?”
บิดากั่วกัวส่ายศีรษะไปมา “ข้ายุ่งอยู่กับการมอบของขวัญปีใหม่ ข้าไม่รู้”
มารดากั่วกัวคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า “วันนี้ไม่ได้ถ่ายหนัก เมื่อวานไม่มี วันก่อนเหมือนจะไม่มี สามวันสามคืนที่เป็ไข้ ข้าให้กั่วกัวดื่มน้ำเยอะมาก กั่วกัวปัสสาวะแล้วมีฟองเยอะมาก เหมือนจะไม่เคยอึมาก่อน” นี่เป็เพราะรีบร้อน นางจึงเอ่ยคำว่าอึออกมาตรงๆ แล้ว
หลี่ชิงชิงถามด้วยใบหน้าเคร่งขรึม “ท่านลองคิดดีๆ อีกครั้ง”
“ไม่เคยถ่ายหนัก ข้านึกออกแล้ว ไม่เคยถ่ายหนัก” มารดากั่วกัวถาม “ไข้ของกั่วกัวเกี่ยวกับการที่นางไม่เคยถ่ายหนักหรือ?”
“เกี่ยวเ้าค่ะ” หลี่ชิงชิงล้วงมือเข้าไปในเสื้อผ้าของกั่วกัวแล้วลูบท้องเล็กๆ ของนาง และให้นางแลบลิ้นออกมา เอ่ยว่า “ท้องของกั่วกัวป่อง ฝ้าที่ลิ้นเยอะมาก หลายวันมานี้กั่วกัวทานอาหารเยอะหรือไม่?”
