“ในที่สุดก็มาถึงเทือกเขาหิมะสักที”
อินทรีหยกดำที่ถูกเยี่ยเฉินเฟิงใช้อำนาจกระบี่ข่มขู่ก็แทบจะทุ่มเทสุดชีวิต เดินทางต่อเนื่องห้าวันห้าคืนโดยไม่หลับไม่นอน จนในที่สุดก็บินมาถึงจุดหมายปลายทาง ฟากฟ้าเหนือูเาหิมะลูกั์ที่ปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวโพลน
เมื่อเห็นดินแดนหิมะสีขาวบริสุทธิ์และธารน้ำแข็งยาวนับหมื่นนับแสนฟุตเบื้องหน้า เยี่ยเฉินเฟิงก็หยิบคัมภีร์หนังแกะออกมาจากถุงเอกภพเพื่อเปรียบเทียบตำแหน่งบนแผนที่กับสภาพแวดล้อมรอบๆ ดู
ทว่าแนวเทือกเขาหิมะยาวเหยียดนับพันลี้ และม้วนคัมภีร์หนังแกะที่อยู่ในมือของเยี่ยเฉินเฟิงก็ไม่ได้ระบุพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ของเทือกเขาทั้งหมดด้วย มีเพียงแผนที่ตำแหน่งของยอดเขาที่มีนามว่าปิงหลิงเท่านั้น
หาก้าตามหาน้ำพุต้นกำเนิดเหมันต์ จำเป็จะต้องรู้ว่ายอดเขาปิงหลิงตั้งอยู่ตรงไหน แต่เทือกเขาหิมะกว้างใหญ่ไพศาลไร้ที่สิ้นสุด คิดจะหายอดเขาปิงหลิงคงไม่ใช่เื่ง่ายดายนัก
“เฮ้อ คงต้องลงไปลองเสี่ยงโชคดูสักตั้งล่ะนะ”
เยี่ยเฉินเฟิงใช้มือตบบนศีรษะของอินทรีหยกดำ ออกคำสั่งให้มันบินโฉบฝ่าพายุหิมะที่โหมกระหน่ำไปและลงจอดบนพื้นหิมะสีขาวบริสุทธิ์
เสี้ยววินาทีที่เยี่ยเฉินเฟิงะโลงมาจากตัวของอินทรีหยกดำ มันก็รีบขยับปีกอันใหญ่โตอย่างรวดเร็วจนเกิดสายลมโหมกระหน่ำเพราะคิดจะหลบหนีออกไป
“ฉัวะ!”
คลื่นกระบี่คมกริบสายหนึ่งตัดทะลุอากาศที่หนาวเหน็บ เฉือนหัวของอินทรีหยกดำจนขาดโดยที่มันยังไม่ทันได้รู้เนื้อรู้ตัว หมดลมหายใจในเสี้ยววินาที ไม่มีแม้แต่โอกาสจะบินกลับไปรายงานข่าว
หลังจากฆ่าอินทรีหยกดำแล้ว เยี่ยเฉินเฟิงก็นำกระบี่หักออกมาแล่หั่นชิ้นส่วนเนื้อของอินทรีหยกดำออกมาจำนวนมาก และเก็บลงในถุงเอกภพเพื่อทำเป็เสบียงอาหารของตัวเอง ก่อนจะเดินเข้าไปในดินแดนหิมะสีขาวโพลนที่ไกลสุดลูกหูลูกตา
“ต้องทำอย่างไรถึงจะหายอดเขาปิงหลิงเจอล่ะเนี่ย?”
เยี่ยเฉินเฟิงเหยียบย่ำพื้นที่มีหิมะทับถมจนหนาเป็ชั้น และเดินวนอยู่ภายในเทือกเขาหิมะราวๆ หนึ่งชั่วโมงกว่า พบว่าสภาพแวดล้อมรอบด้านมองทางไหนก็เหมือนกันไปหมด การหาจุดที่ตรงกับสัญลักษณ์บนม้วนคัมภีร์หนังแกะดูจะเป็เื่ยากเสียแล้ว
ทว่าน้ำพุต้นกำเนิดเหมันต์เป็สิ่งสำคัญสำหรับเขามาก ถ้าหากหามันพบล่ะก็ เขาก็จะสามารถฝึกฝนขั้นหลอมอวัยวะจนถึงระดับสูงสุดได้ เป็การสร้างรากฐานที่มั่นคงอย่างมากให้กับตนเอง และทะลวงผ่านสู่เขตแดนจอมพลอสูรโลการะดับหนึ่งได้
“ฟ้าใกล้จะมืดแล้ว คงต้องหาที่พักผ่อนสักแห่งก่อน”
เยี่ยเฉินเฟิงเดินทางอยู่ภายในเทือกเขาน้ำแข็งนานหลายชั่วโมง ก่อนจะพบว่าฟ้าเริ่มมืดขึ้นเรื่อยๆ สัตว์ดุร้ายภายในเทือกเขาน้ำแข็งเริ่มพากันส่งเสียงกู่ร้อง จึงรีบเร่งฝีเท้าก้าวเดินฉับๆ ตามหาที่พักพิงสักแห่งเพื่อพักผ่อนชั่วคราว
เยี่ยเฉินเฟิงเดินเท้าเข้าไปยังป่าเขาแห่งหนึ่งที่ปกคลุมไปด้วยหิมะหนาเตอะ และพบว่าในส่วนลึกสุดของป่าแห่งนั้นมีแสงจากกองไฟที่กำลังลุกไหม้อย่างเชื่องช้า คล้ายกับแสงตะเกียงนำทางท่ามกลางความมืดมิด
“หือ มีคนอยู่ด้วยหรือเนี่ย”
เยี่ยเฉินเฟิงมองไปทางกองไฟที่กำลังลุกไหม้สว่างไสวด้วยความลังเลเล็กน้อย ก่อนจะยกขาก้าวเดินเข้าไปใกล้
เมื่อเข้าไปใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ เยี่ยเฉินเฟิงมองผ่านแสงสลัวๆ และพบว่ามีหนึ่งชายสองหญิงกำลังนั่งล้อมกองเพลิง พลิกย่างเนื้อลูกกวางตัวหนึ่งอยู่
ดูจากเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่พวกเขาสวมใส่ ทั้งสามคนนั้นน่าจะมาจากตระกูลเดียวกัน
“นั่นใครน่ะ!”
เมื่อโสตประสาทจับััเสียงแปลกๆ ได้ ชายวัยกลางที่สวมชุดคลุมยาวทำจากหนังสัตว์อสูรสีขาว ไว้หนวดเคราสีดำรกรุงรัง แขวนเครื่องประดับประจำชนเผ่าอยู่บนหน้าอกซึ่งนั่งอยู่ข้างกองไฟก็หน้าเปลี่ยนสีทันที เขาปลดปล่อยกลิ่นอายอันแกร่งกล้าออกมา ตะคอกถามเสียงดังลั่น
เมื่อได้ยินเสียงตะคอกของชายวัยกลางคน เด็กสาวอีกสองคนที่หน้าตาค่อนข้างงดงามหมดจด มีเครื่องประดับประจำชนเผ่าอยู่บนร่างและกำลังนั่งล้อมกองไฟอยู่ก็มีท่าทีหวาดระแวงขึ้นมา จิตอสูรสองตนปรากฏขึ้นซ้อนทับบนร่างกายของพวกนางอย่างฉับพลัน
“ทั้งสามท่านอย่าได้โกรธเคืองไปเลย ข้าเพียงแค่ผ่านทางมาเท่านั้น เห็นมีกองไฟอยู่ทางนี้จึงเดินเข้ามาดู” เยี่ยเฉินเฟิงระบายยิ้มบางๆ พลางเดินเข้าไปใกล้ๆ อย่างไม่รีบร้อน เอ่ยขึ้นอย่างเป็มิตร
เมื่อเห็นใบหน้าอ่อนเยาว์ของเยี่ยเฉินเฟิงและััได้ว่าอีกฝ่ายเป็เพียงปรมาจารย์อสูรมายาระดับหก ชายวัยกลางคนก็ถอนหายใจอย่างโล่ง อก
“ฮึ เ้าเป็แค่ปรมาจารย์อสูรมายาระดับหกแท้ๆ ยังกล้าขึ้นมาบนเทือกเขาหิมะในยามวิกาลอีกนะ ข้าว่าเ้าคงไม่รักชีวิตแล้วกระมัง” เด็กสาวในชุดคลุมกันหนาวขนจิ้งจอกสีขาวและสวมเครื่องประดับของชนเผ่าเอ่ยขึ้นอย่างไม่ไว้หน้า ใบหน้ารูปไข่ที่สะท้อนภายใต้แสงไฟดูน่ารักอ่อนหวาน ทว่าใบหน้ากลับมีรอยยิ้มร้ายกาจแขวนประดับเอาไว้
“ย่วนเอ๋อร์ อย่าพูดจาส่งเดช”
เด็กสาวอีกคนที่สวมชุดคลุมขนปุยสีดำ รูปร่างสูงเพรียวและมีองคาพยพทั้งห้างดงามชดช้อยเอ่ยตำหนิขึ้น ก่อนจะหันมากล่าวขออภัย “น้องสาวของข้าไม่ได้มีเจตนาร้าย ได้โปรดอย่าถือสานางเลย”
“ไม่เป็ไร!” เยี่ยเฉินเฟิงส่ายศีรษะเป็เชิงบอกล่าว
“น้องชาย เทือกเขาหิมะมีอันตรายชุกชุกไปหมด เ้าขึ้นมาบนนี้เพียงลำพังดูจะอันตรายเกินไปหน่อยจริงๆ นะ” ชายวัยกลางคนกวาดสายตาขึ้นลงมองสำรวจเยี่ยเฉินเฟิงก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงต่ำ
“เฮ้อ ก่อนหน้านี้ข้าได้รับแผนที่สมบัติบนเทือกเขาหิมะมาฉบับหนึ่ง ดังนั้นจึงได้ขึ้นมาลองเสี่ยงโชคบนเทือกเขาหิมะแห่งนี้ดูสักครั้ง ไม่คิดเลยว่าเทือกเขาหิมะจะกว้างใหญ่ไพศาลถึงเพียงนี้” กล่าวจบ เยี่ยเฉินเฟิงก็หยิบคัมภีร์หนังแกะขึ้นมา คิดจะหลอกถามตำแหน่งของยอดเขาปิงหลิงจากคนทั้งสาม
“แผนที่สมบัติเทือกเขาหิมะ”
แม้ว่าทั้งสามคนจะไม่ได้มีพลังแข็งแกร่งมากมายนัก แต่พวกเขาก็เป็ชนเผ่าที่อยู่อาศัยรอบๆ เทือกเขาหิมะแห่งนี้ และได้ยินเื่เล่าขานเกี่ยวกับเทือกเขาแห่งนี้มาไม่น้อย ในบรรดาเื่เล่าเ่าั้ก็มีเื่สมบัติที่ถูกเก็บซ่อนไว้เช่นกัน
“เอามาให้ข้าดูสิ”
เด็กสาวนามว่าย่วนเอ๋อร์รู้สึกสนอกสนใจแผนที่สมบัติในมือของเยี่ยเฉินเฟิงเป็อย่างมาก จึงได้ฉกฉวยมาจากอีกฝ่ายอย่างเอาแต่ใจ กางม้วนคัมภีร์ลงบนพื้นหิมะและสำรวจดู
“ย่วนเอ๋อร์นางถูกโอ๋ั้แ่เด็กจนเสียนิสัย น้องชายอย่าโกรธเคืองกันเลยนะ” ชายวัยกลางคนปรายตามองย่วนเอ๋อร์ที่ค่อนข้างจะไร้มารยาท พลางกล่าวขออภัย
“ไม่เป็ไรหรอก” เยี่ยเฉินเฟิงส่ายหน้า เอ่ยตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“น้องชาย หากไม่รังเกียจก็เข้ามานั่งด้วยกันสิ เทือกเขาหิมะยามวิกาลคือ่ที่อันตรายมากที่สุด เ้าออกมาเพียงลำพังออกจะอันตรายเกินไปหน่อย” ชายวัยกลางคนเอ่ยขึ้นอย่างองอาจ
“เช่นนั้นข้าก็ไม่เกรงใจล่ะนะ”
เดิมทีเยี่ยเฉินเฟิงก็ไม่ใช่คนหน้าบางอยู่แล้ว อีกทั้งเขาก็อยากรู้ด้วยว่าคนทั้งสามรู้ตำแหน่งของยอดเขาปิงหลิงหรือไม่ จึงเดินเข้าไปใกล้ๆ กองไฟ ทิ้งตัวลงนั่งขัดสมาธิบนพื้นที่มีหิมะปกคลุมหนา
“ข้ามีนามว่าเซี่ยเฟิง จอมพลอสูรโลการะดับสอง ทั้งสองคนนี้เป็น้องสาวของข้านามว่าเซี่ยย่วนและเซี่ยหลิน พวกนางเป็จอมพลอสูรโลการะดับหนึ่ง” หลังจากเยี่ยเฉินเฟิงนั่งเรียบร้อยแล้ว ชายวัยกลางคนก็เริ่มแนะนำตัว
“เฟิงเฉิน ผู้บำเพ็ญสันโดษ”
“เฟิงเฉิน เ้าแน่ใจหรือว่าสิ่งนี้คือแผนที่สมบัติของจริง?” เซี่ยย่วนพบว่าม้วนคัมภีร์หนังแกะไม่มีลักษณะพิเศษอะไรเลยสักนิด สัญลักษณ์ที่ระบุถึงยอดเขาปิงหลิงนั่น นางก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน จึงเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย
“คนที่ขายม้วนคัมภีร์ให้ข้าบอกมาเช่นนั้น เขาบอกว่าม้วนคัมภีร์นี้เป็แผนที่สมบัติบนเทือกเขาหิมะจริงๆ” เยี่ยเฉินเฟิงพูดขึ้นพร้อมพยักหน้า
“ซื้อมา?” เซี่ยย่วนมองเยี่ยเฉินเฟิงด้วยสายตาดูแคลนหยามเหยียด นางค่อนข้างมั่นใจเลยแผนที่สมบัติในมือของอีกฝ่ายเป็ของปลอม
“พี่ชายเฟิง ไม่ทราบว่าท่านรู้จักยอดเขาปิงหลิงหรือไม่?” เยี่ยเฉินเฟิงไม่สนใจสายตาเหยียดหยามของเซี่ยย่วน เขาเอ่ยปากถาม
“ไม่รู้จักหรอก ข้าไม่เคยได้ยินชื่อยอดเขาปิงหลิงมาก่อนเลย” เซี่ยเฟิงส่ายศีรษะปฏิเสธ “แต่เทือกเขาหิมะแห่งนี้กว้างใหญ่ไพศาลเป็อย่างมาก บางทีอาจจะมียอดเขาปิงหลิงอยู่จริงๆ ก็เป็ได้”
“ยอดเขาปิงหลิงมันอยู่ตรงไหนกันแน่นะ?” เมื่อยืนยันได้แล้วว่าทั้งสามคนไม่รู้ตำแหน่งของยอดเขาปิงหลิง เยี่ยเฉินเฟิงก็แสดงสีหน้าผิดหวังออกมาทันที และเก็บม้วนคัมภีร์เข้าไปในถุงเอกภพเหมือนเดิม
“เฟิงเฉิน พรุ่งนี้เช้าพวกเราทั้งสามคนจะเดินทางลึกเข้าไปในเทือกเขาหิมะ หากไม่รังเกียจก็เดินทางไปด้วยกันสิ แบบนี้ทุกคนจะได้ช่วยดูแลกันและกันได้” เซี่ยเฟิงเอ่ยปากชวนอย่างกระตือรือร้น
“พี่ใหญ่ ทำไมท่านจะต้องชวนตัวถ่วงแบบเขามาด้วยล่ะ หากเผชิญอันตรายขึ้นมา เขาจะไปช่วยอะไรได้?” เซี่ยย่วนเอ่ยขึ้นอย่างไม่พอใจ นางไม่เต็มใจให้เยี่ยเฉินเฟิงติดตามไปด้วยแม้แต่น้อย
“วางใจเถอะ พรุ่งนี้เช้าข้าก็จากไปแล้ว”
หลังจากยืนยันได้ว่าทั้งสามคนไม่รู้ตำแหน่งของยอดเขาปิงหลิง เยี่ยเฉินเฟิงก็ไม่คิดจะเสียเวลาอยู่กับทั้งสามคนต่อไปหรอก เขาเอ่ยตอบเสียงราบเรียบ
“ทั้งสามท่าน ข้าค่อนข้างจะเหนื่อยล้า ขอตัวไปพักผ่อนก่อนนะ”
กล่าวจบ เยี่ยเฉินเฟิงก็เดินตรงไปทางต้นไม้เก่าแก่ที่ถูกหิมะทับถมจนต้นโค้งงอ ทิ้งตัวนั่งขัดสมาธิปรับลมหายใจพักผ่อนภายใต้ต้นไม้
“ฮึ เ้าคนไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี!” แม้ว่าเซี่ยย่วนจะไม่อยากให้เยี่ยเฉินเฟิงติดตามพวกตนไป แต่พอถูกอีกฝ่ายปฏิเสธอย่างไม่ใยดีกลับยิ่งทำให้นางไม่สบอารมณ์เป็อย่างมาก ยิ่งมองว่าเขาดูเกะกะขวางทางมากกว่าเดิม
ค่ำคืนผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว แสงยามอรุณรุ่งมาเยือน เยี่ยเฉินเฟิงที่มีหิมะปกคลุมร่างกายจนหนาเป็ชั้นพลันลืมตาตื่นขึ้น ประสาทััอันเฉียบคมของเขาตรวจจับได้ว่ามีจอมพลอสูรโลการะดับสามคนหนึ่งกำลังขยับเข้ามาใกล้จุดที่พวกเขาอยู่
