ยามที่หม่าเซี่ยงหนานมาถึงบ้านสกุลหวัง สองแม่ลูกเฟิ่งซื่อและหม่าเฟิ่งเลี่ยก็นั่งรถม้าพาเหล่าข้ารับใช้เดินทางกลับไปยังเมืองเซียงแล้ว
เฟิ่งซื่อเกรงว่าหม่าชิงจะเป็ห่วงพวกนางสองแม่ลูก ยามที่ชาวบ้านสกุลหูเดินทางกลับหมู่บ้าน นางเองก็เดินทางกลับเมืองเช่นกัน
เดิมทีเฟิ่งซื่อสามารถกลับได้ั้แ่ยามที่ชาวบ้านหูบุกมาหา ทว่าเพื่อไม่ให้เป็การกดดันหลี่ชิงชิง นางจึงได้อยู่รอกระทั่งชาวบ้านหมู่บ้านหูจากไป
หลี่ชิงชิงขมวดคิ้วเอ่ยถาม “เหตุใดทหารของอำเภอิเฉิงถึงไม่ยอมให้ชาวบ้านหมู่บ้านหูเข้าเมือง แล้วเหตุใดท่านหมอในเมืองถึงไม่ยอมออกมารักษาให้เหล่าชาวบ้าน?”
“เฮ้อ อย่าเอ่ยถึงเื่นี้อีกเลย ชาวบ้านสกุลหูเดินทางไปพร้อมกันทีเดียวถึงสี่สิบกว่าคน แออัดกันอยู่ที่ประตูเมือง คลาคล่ำไปด้วยคนมากมาย แต่ละคนสีหน้าซีดเซียว ส่วนมากก็เอาแต่อาเจียน มีทั้งคนที่ทนไม่ไหวทรุดลงนั่งยองๆ เพื่อถ่ายหนักด้วยซ้ำ
ชาวบ้านกลุ่มนี้ทั้งอาเจียนทั้งถ่ายท้อง ทหารที่ดูแลประตูเข้าอำเภอิเฉิงจึงเข้าใจผิด คิดว่าพวกเขาติดโรคระบาด ไฉนจะกล้าให้พวกเขาเข้าอำเภอ ท่านหมอที่ประจำร้านขายยาในอำเภอเองก็ไม่กล้าออกมาด้านนอกเช่นกัน
หลังจากที่ท่านหมอเติ้งได้ยินเื่ราวว่าเป็เช่นนี้ เขาก็รีบเข้าเมืองเพื่อไปแจ้งท่านเ้าเมืองว่าชาวบ้านหมู่บ้านหูถูกวางยาพิษในน้ำจากบ่อน้ำของหมู่บ้าน หาใช่โรคระบาด ยามนั้นท่านเ้าเมืองจึงได้รีบส่งคนจากทางการให้พาท่านหมอในเมืองทั้งหมดไปช่วยรักษา และในเวลาเดียวกันนั้นเขาก็เข้าเมืองเซียง อีกทั้งยังไปขอให้กองทหารที่อยู่ใกล้ที่สุดปิดล้อมหมู่บ้านหูเอาไว้”
หลี่ชิงชิงเอ่ยถามด้วยท่าทีใเล็กน้อย “ทางเมืองเซียงเคลื่อนทัพเลยหรือ?”
“ถูกต้อง ชาวบ้านกว่าร้อยชีวิตในหมู่บ้านถูกพิษ เื่ใหญ่เช่นนี้เกรงว่าจะเป็ต้นเหตุที่ทำให้เกิดคลื่นลมผันผวนได้ อีกประการก็เป็การปิดล้อมเพื่อค้นหาตัวคนร้ายในหมู่บ้านด้วย”
คนบ้านสกุลหวังเอ่ยปากถามพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย “คนร้ายเป็คนในหมู่บ้านหรือ?”
“เื่นั้นข้าเองก็ไม่ทราบเช่นกัน” หม่าเซี่ยงหนานเอ่ยเสริมอีกว่า “อา ข้าได้ยินมาว่าหมู่บ้านหูมีบ่อน้ำทั้งหมดสองบ่อด้วยกัน หนึ่งบ่ออยู่ที่บ้านของหลี่เจิ้ง อีกหนึ่งบ่ออยู่บริเวณตีนเขาท้ายหมู่บ้าน ชาวบ้านส่วนใหญ่คิดว่าบ่อน้ำท้ายหมู่บ้านอยู่ไกลเกินไป น้ำในบ่อเองก็มีน้อย พวกชาวบ้านจึงมักจะไปตักน้ำที่บ้านของหลี่เจิ้งแทน ดังนั้นคนที่ดื่มน้ำที่ตักในบ่อน้ำบ้านหลี่เจิ้งจึงถูกพิษทั้งหมด”
เป็อีกครั้งที่หลิวซื่อเอ่ยอย่างทอดทอนใจ “เฮ้อ บาปกรรมจริงๆ บาปกรรมเหลือเกิน”
“ใช่แล้ว ยามนี้เื่นี้ถูกทางการยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้อง ย่อมต้องหาคนร้ายได้แน่” หม่าเซี่ยงหนานใช้สายตาที่เต็มไปด้วยความเคารพนับถือมองหลี่ชิงชิง เขาเอ่ยว่า “แม่นางหลี่ช่วยชีวิตชาวบ้านหมู่บ้านหูไว้มากมาย นับเป็ท่านหมอเทวดาลงมาจุติจริงๆ”
น้ำเสียงของหลี่ชิงชิงเต็มไปด้วยความนอบน้อมและจริงใจ “หากมิได้เฟิ่งฮูหยินยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ยาถอนพิษของข้าก็คงไม่มีทางไปถึงมือชาวบ้านหมู่บ้านหูเร็วถึงเพียงนี้เ้าค่ะ”
หลิวซื่อที่ยืนอยู่ด้านข้างเอ่ยว่า “ใช่แล้ว วันนี้ต้องขอบคุณเฟิ่งฮูหยินที่จัดหากำลังคนและม้าให้ อีกทั้งต้องขอบคุณหลงจู๊หม่าที่นำยาไปมอบให้ด้วยตนเองแล้วเ้าค่ะ”
หากมิได้เฟิ่งฮูหยินที่ส่งไป คนบ้านสกุลหวังก็ต้องขับเกวียนวัวไปเองแน่
ความเร็วของวัวจะสู้ฝีเท้าของม้าได้อย่างไร?
ไหนเลยคนบ้านสกุลหวังจะสามารถจัดการเื่ราวเร่งด่วนได้ดีเหมือนหลงจู๊หม่า เื้ัของหลงจู๊หม่าคือตระกูลหม่าที่เป็ตระกูลขุนนางทหาร ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับคนจากทางการก็ไม่จำเป็ต้องเกรงกลัว
เดิมทีหม่าเซี่ยงหนานอยากคุยธุระกับหลี่ชิงชิงต่ออีกสักนิด ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าอ่อนล้าของนาง เขาจึงบอกลาและจากไปทั้งอย่างนั้น
หลิวซื่อรอกระทั่งเงาคนลับไปจากสายตา นางก็เอ่ยว่า “ชิงชิง เฟิ่งฮูหยินที่มาวันนี้ช่างเป็คนดียิ่งนัก หลงจู๊หม่าเองก็ใช่เช่นกัน”
“เฟิ่งฮูหยินมอบของขวัญให้ข้ามากมาย” หลี่ชิงชิงตั้งใจพาหลิวซื่อไปยังห้องนอน ก่อนจะชี้กล่องเล็กใหญ่สิบกว่ากล่องที่วางอยู่บนพื้นและบนโต๊ะ “สำหรับของกิน มีอาหารว่างและผลไม้แห้งจากเหลาอาหารเซียงเยวี่ยไจ ส่วนของนุ่งห่มก็มีผ้าต่วนและสิ่งทอต่างๆ จากร้านในเมืองเซียง ของใช้ก็มีหวีไม้จันทน์ กระจกทองสัมฤทธิ์ เครื่องประดับล้ำค่า กำไลหยก และสร้อยคอไข่มุก”
สายตาของหลิวซื่อทอประกายตื่นตะลึงบางเบา “ของขวัญมากมายถึงเพียงนี้ ต้องใช้เงินไปไม่น้อยเลยกระมัง?”
“กำไลหยกและสร้อยคอไข่มุกน่าจะมีราคาถึงหนึ่งร้อยตำลึง นอกเหนือจากนั้นมูลค่ารวมคงประมาณสิบกว่าตำลึงเ้าค่ะ” หลี่ชิงชิงเปิดกล่องเครื่องประดับสีดำเคลือบน้ำมันเงางามออก และให้หลิวซื่อได้ยลกำไลหยกและสร้อยคอไข่มุกที่อยู่ในกล่อง ก่อนเอ่ยว่า “ท่านแม่ หากท่านชอบก็รับไปใส่เถิดเ้าค่ะ”
“ไม่ ไม่ ข้ารับเอาไว้ไม่ได้ นี่เป็ของขวัญที่เฟิ่งฮูหยินมอบให้เ้า ข้าจะรับมันมาได้อย่างไร เ้ารีบสวมมันเร็วเข้า เครื่องประดับราคาแพงเช่นนี้ เ้าอย่าได้นำไปมอบให้ผู้อื่นเชียว เ้าจงเก็บเอาไว้ให้ดี ในภายภาคหน้าค่อยส่งต่อให้หลานให้เหลน ชิงชิง เ้ากตัญญูกับข้าเหลือเกิน ความตั้งใจของเ้าข้าขอรับไว้ แต่เ้ารีบเก็บมันกลับไปให้ดีเถิด” หลิวซื่อตื่นเต้นจนเรียบเรียงคำพูดผิดๆ ถูกๆ
ยายเฒ่าชาวนาทำไร่ปลูกผักเช่นนาง การสวมเครื่องประดับเงินก็นับเป็สิ่งที่ฟุ่มเฟือยมากพออยู่แล้ว ไฉนเลยจะมีวาสนาได้ใส่กำไลหยกหรือสร้อยคอไข่มุก
“เช่นนั้นข้าจะเก็บเครื่องประดับนี้ไว้ให้ดี ยามปกติข้าเองก็มิได้สวมมันเช่นกันเ้าค่ะ” วันนี้หลี่ชิงชิงต้องพบกับเฟิ่งซื่อ นางจึงนำปิ่นทองที่หวังเฮ่ามอบให้มาประดับบนศีรษะ ในสายตาของนาง ด้วยเงื่อนไขสภาพความเป็อยู่ของครอบครัวสกุลหวังยามนี้ เพียงปักปิ่นทองก็นับว่าหรูหราฟุ่มเฟือยมากเกินไปแล้ว เมื่อไรที่คนสกุลหวังได้รับใช้ฮ่องเต้หรือเป็ขุนนาง เมื่อนั้นนางถึงจะกล้าเงยหน้ายืดคอสวมเครื่องประดับทองทุกวัน
หลิวซื่อคิดในใจว่า ชิงชิงมิได้ด้อยไปกว่าเฟิ่งซื่อเลยสักกระผีก ทว่าเฟิ่งซื่อนั้นสวมทั้งเครื่องทองเครื่องเงิน มีข้ารับใช้ล้อมหน้าล้อมหลัง เฮ้อ การที่ชิงชิงแต่งเข้าสกุลหวัง ช่างเป็การดึงนางลงต่ำจริงๆ หญิงชราควบคุมสีหน้าไว้ไม่อยู่ เผยความละอายใจออกมา ก่อนเอ่ยช้าๆ ว่า “ครอบครัวของเรา นอกจากเ้าแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดมีสิทธิ์มีอำนาจลุกขึ้นมาพูดได้ วันนี้ลำบากเ้าแล้วจริงๆ”
“ท่านแม่ พวกเราคือครอบครัวเดียวกัน ท่านไม่จำเป็ต้องเอ่ยวาจาห่างเหินเกรงใจเลยเ้าค่ะ” หลี่ชิงชิงกำลังเลือกผ้าแพรต่วน นางเอ่ยว่า “ครอบครัวของเราไปมาหาสู่กับครอบครัวคหบดีน้อยเกินไป ในภายภาคหน้าหากได้สานสัมพันธ์มากขึ้นก็คงจะดี”
หลิวซื่อลอบคิดในใจว่า หากบุตรชายของนางหวังเฮ่าอยู่ที่บ้านด้วยกันก็คงจะดี หวังเฮ่ารู้หนังสือและเป็ถึงทหาร เห็นโลกกว้างมาไม่น้อย เขาย่อมไม่มีทางตื่นสนามอย่างแน่นอน
“ท่านแม่เ้าคะ ท่านชอบสีนี้หรือไม่? ข้าอยากทำชุดกระโปรงฤดูหนาวให้ท่านเ้าค่ะ”
“นี่คือผ้าแพรต่วนเชียวนะ วันวันข้าต้องทำงาน มิอาจสวมผ้าแพรต่วนได้หรอก”
“ท่านแม่ ข้าเองก็ต้องทำงานทุกวัน แต่ข้าตั้งใจจะทำกระโปรงผ้าแพรยาวสวม เมื่อถึงเทศกาลฉลองข้ามปี การค้าขายย่อมหยุดชั่วคราว พวกเราไม่จำเป็ต้องทำงานก็สามารถสวมเสื้อผ้าสวยๆ ชุดใหม่ได้แล้วเ้าค่ะ”
“เทศกาลข้ามปีแค่ไม่กี่วันเอง”
“ท่านแม่เ้าคะ วันนี้ข้าได้คุยเื่ราวทั่วไปกับเฟิ่งฮูหยิน นางบอกข้าว่าครอบครัวทหารสามารถไปเยี่ยมญาติที่กองทัพได้” หลังจากที่หลี่ชิงชิงทราบเื่นี้ นางก็มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว ความคิดนี้จะเป็ผลดีมากกว่า หากมีการเอ่ยออกมาเพื่อเตรียมการล่วงหน้า นางเอ่ยถามว่า “ท่านแม่ ในคืนข้ามปีหวังเฮ่ามิอาจกลับมาเยี่ยมญาติได้ ดังนั้นข้าจึงตั้งใจจะไปเยี่ยมเขาที่กองทัพ ท่านกับท่านพ่ออยากไปด้วยกันหรือไม่เ้าคะ?”
“ชิงชิง เ้าจะไปเยี่ยมหวังเฮ่าที่กองทัพหรือ?” หลิวซื่อตื่นเต้นจนเสียงของนางดังขึ้นอีกหนึ่งระดับ
“ใช่แล้วเ้าค่ะ ่เวลาข้ามปี แต่หวังเฮ่าต้องอยู่เพียงลำพังในกองทัพ ข้าอยากไปเยี่ยมเขา และอยากเห็นว่าเขาใช้ชีวิตอย่างไรในกองทัพเ้าค่ะ”
หลิวซื่อะโว่า “หวังเฮ่าเ้าเด็กหน้าเหม็นคนนี้ ก่อนหน้านี้เขาบอกพวกเราว่ากองทัพไม่อนุญาตให้ญาติไปเยี่ยม เขาจึงไม่ให้เราไป ที่แท้เขาก็โกหกพวกเรา!”
“ไอหยา จริงหรือเ้าคะ หวังเฮ่าทำเช่นนี้จริงๆ หรือ ท่านแม่ ข้าคิดว่าหวังเฮ่าคงรู้สึกว่าการเดินทางทั้งไกลและลำบาก ค่าเดินทางไปกลับก็สูง เขาคงไม่อยากให้พวกท่านเหนื่อยล้าและสิ้นเปลืองกระมัง” หลี่ชิงชิงย่อมรู้ดีว่าหลังงานแต่งงานครั้งนั้น บ้านสกุลหวังยากจนเพียงใด
หมู่บ้านหวังอยู่ห่างจากกองทัพที่หวังเฮ่าประจำการประมาณสองร้อยลี้ ต่อให้นั่งเกวียนลาไปกลับอย่างน้อยก็ยังต้องใช้เวลาถึงสี่วัน การเดินทางจำเป็ต้องพักที่โรงเตี๊ยมสลับกับนั่งเกวียนลา การเข้าพักโรงเตี๊ยมก็ต้องเสียเงิน อีกประการ การที่มีญาติมาเยี่ยมย่อมมิอาจมามือเปล่า เื่นี้ก็ต้องใช้เงินเช่นกัน
เงื่อนไขทางการเงินของตระกูลหวัง ไม่อนุญาตให้พวกเขาทำเช่นนั้นได้จริงๆ
“แต่ว่าเขาก็ไม่ควรโกหกข้า”
หลี่ชิงชิงคิดถึงคืนวันนั้นที่จู่ๆ หวังเฮ่าก็กลับมา ทำให้นางตื่นเต้นดีใจจนทนแทบไม่ไหว ไม่รู้ว่าหากเปลี่ยนเป็นางที่จู่ๆ ก็โผล่ไปเยี่ยมเขาที่กองทัพ หวังเฮ่าจะดีใจจนเป็เช่นไร ไอหยา นางทำราวกับใกล้จะปีใหม่แล้วอย่างไรอย่างนั้น หญิงสาวเอ่ยพร้อมรอยยิ้มว่า “ข้าตั้งใจจะไปเยี่ยมหวังเฮ่า ให้เขาได้ตื่นเต้นดีใจสักหน่อยเ้าค่ะ”
