บทที่ ๑๔ : ทูตต่างแดนผู้หยิ่งยโส
ณ ท้องพระโรงใหญ่ (งานเลี้ยงต้อนรับ)
(่เวลา: ยามโหย่ว - งานเลี้ยงอาหารค่ำ)
ค่ำคืนนี้ วังหลวงประดับประดาไปด้วยโคมไฟสีแดงนับพันดวง สว่างไสวราวกับกลางวัน เพื่อต้อนรับคณะทูตานุทูตกลุ่มพิเศษที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากดินแดนอันไกลโพ้น
"คณะทูตจากโปรตุเกส" หรือที่ชาวสยามเรียกว่า 'ฝรั่งพอร์ทุเกส'
เหล่าขุนนางจีนต่างพากันซุบซิบด้วยความตื่นเต้นระคนหวาดระแวง เมื่อเห็นบุรุษร่างั์ ผมสีทอง ั์ตาสีฟ้าจาง และจมูกโด่งเป็สัน เดินอาดๆ เข้ามาในท้องพระโรง สวมชุดกำมะหยี่รัดรูปและหมวกปีกกว้างประดับขนนก
"ดูสิ... จมูกโด่งจนจะทิ่มตาข้าอยู่แล้ว" ขุนนางคนหนึ่งกระซิบ
"ตัวเหม็นสาบเนยยิ่งนัก" อีกคนเอามือปัดจมูก
ฮ่องเต้หลี่เฉินประทับบนบัลลังก์ั ทรงแย้มพระสรวลต้อนรับตามมารยาท แม้ในใจจะทรงรู้สึกแปลกๆ กับรูปลักษณ์ของอาคันตุกะ
หัวหน้าคณะทูต นามว่า "กัปตันเดอ ซิลวา" ก้าวออกมาถวายคำนับแบบถอนสายบัวและสะบัดมือ ซึ่งดูตลกในสายตาคนจีน ก่อนจะสั่งให้ลูกน้องนำของกำนัลเข้ามา
"โอ้... ฝ่าาแห่งต้าถังผู้ยิ่งใหญ่!" ล่ามแปลภาษาพูดด้วยเสียงแปร่งๆ "ทางเราขอนำเสนอสิ่งล้ำค่าจากบ้านเกิด... 'ไวน์แดง' บ่มนานยี่สิบปี และ 'ขนมปังอบชีส'!"
ขวดแก้วเจียระไนบรรจุน้ำสีแดงเข้มถูกเปิดออก กลิ่นหอมฉุนของสุราและผลไม้หมักลอยคลุ้ง
ฮ่องเต้รับแก้วไวน์มาจิบ
อึก...
รสฝาดเฝื่อนนำมาก่อน ตามด้วยความร้อนวูบวาบที่ลำคอ และความมึนเมาที่แล่นขึ้นสมองเร็วกว่าเหล้าจีน
"อืม... รสชาติเข้มข้น ร้อนแรง" ฮ่องเต้ตรัสชมตามมารยาท
กัปตันเดอ ซิลวา ยิ้มกริ่มอย่างภูมิใจ เขามองกวาดตาไปที่สำรับอาหารจีนที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ
ไก่ตุ๋นยาจีน, ปลานึ่งซีอิ๊ว, ผัดผักน้ำมันหอย, ซุปหูฉลาม... ล้วนเป็อาหารรสเลิศที่เน้นความ "เชง" คือใสๆ จืดๆ กลมกล่อม และดึงรสธรรมชาติของวัตถุดิบ
ทูตฝรั่งหยิบตะเกียบอย่างเก้ๆ กังๆ คีบไก่ตุ๋นเข้าปาก
เคี้ยว... เคี้ยว...
สีหน้าของกัปตันดูเรียบเฉย ก่อนจะวางตะเกียบลงแล้วส่ายหน้าเบาๆ พลางหันไปกระซิบกับลูกน้องภาษาโปรตุเกส
แต่ล่ามดันซื่อบื้อ หรือจงใจก็ไม่รู้ แปลออกมาดังลั่น
"ท่านทูตบอกว่า... อาหารเมืองท่าน 'จืดชืดไร้ิญญา' ยิ่งนัก! เหมือนน้ำล้างจานที่บ้านท่านยาย!"
เงียบกริบ...
บรรยากาศในงานเลี้ยงเย็นะเืลงทันที ขุนนางจีนหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ ฮ่องเต้กำหมัดแน่น
"บังอาจ!" แม่ทัพจ้าวคำราม จะชักดาบ
"ช้าก่อน..." ฮ่องเต้ยกมือห้าม "แล้วอาหารบ้านท่านเป็อย่างไรเล่า? ถึงกล้ามาดูถูกอาหารบ้านข้า"
กัปตันเดอ ซิลวา ยืดอกตอบผ่านล่าม
"อาหารที่แท้จริง ต้องมีรสชาติ 'จัดจ้าน'! ต้องหอมกลิ่น 'เครื่องเทศ' ที่แสดงถึงความมั่งคั่ง! ต้องมีความมัน ความเข้มข้น ที่กินแล้วเืลมสูบฉีด! มิใช่จืดๆ ชืดๆ เช่นนี้!"
เขาผายมือไปที่ไวน์แดงและชีสของตน
"เราอุตส่าห์นำไวน์รสเลิศมา แต่กลับไม่มีกับแกล้มจานใดในนี้ที่คู่ควรกับมันเลย! ช่างน่าผิดหวัง!"
นี่คือการตบหน้ากลางงานเลี้ยงชัดๆ!
ฮ่องเต้หันขวับไปที่ "หัวหน้าพ่อครัวหลวง" ที่ยืนตัวสั่นอยู่มุมห้อง
"พ่อครัวหวัง! ในครัวเรามีเมนูใดที่มีรสชาติจัดจ้าน เครื่องเทศหนักๆ บ้างหรือไม่?"
พ่อครัวหวังหน้าซีดเป็ไก่ต้ม "ทูล... ทูลฝ่าา อาหารจีนเน้นความสมดุล หยินหยาง... เราไม่นิยมใส่เครื่องเทศฉุนๆ พะยะค่ะ... เรามีแต่พริกไทยกับขิง..."
"ข้าไม่้าคำแก้ตัว!" ฮ่องเต้ตรัสเสียงลอดไรฟัน "ทำอะไรก็ได้! ที่จะทำให้ไอ้ฝรั่งจมูกโ่วนี่หุบปาก! และยอมก้มหัวให้อาหารต้าถัง!"
"พะ... พะยะค่ะ!" พ่อครัวหวังวิ่งหางจุกตูดกลับเข้าครัวไป
.
.
.
ณ ห้องเครื่องหลวง (สมรภูมิเดือด)
ความโกลาหลเกิดขึ้นทันที พ่อครัวหวังพยายามเทพริกไทยหมดกระปุกใส่ผัดเผ็ด แต่ชิมแล้วมันก็แค่ "เผ็ดร้อน" ไม่ใช่ "รสจัดจ้าน" แบบที่ฝรั่ง้า
"ทำไงดี! ทำไงดี! ข้าจะโดนตัดหัวแน่!" พ่อครัวหวังร้องโวยวาย
ขณะนั้นเอง ร่างเล็กๆ ของสตรีผู้หนึ่งก็เดินผิวปากเข้ามาในครัว พร้อมกับตะกร้าใบเดิม
"สวัสดีจ้าลุงหวัง! วันนี้มีกะทิเหลือไหม? พอดีฮ่องเต้อยากกินบัวลอย..."
แม่หญิงบัว นั่นเอง!
พ่อครัวหวังเหมือนเห็นนางฟ้ามาโปรด เขาวิ่งเข้าไปเกาะขาบัว "สนมบัว! ช่วยข้าด้วย! ไอ้ฝรั่งหัวแดงมันมาหยามเรา! มันบอกอาหารเราจืด! มันอยากกินเครื่องเทศ!"
"เครื่องเทศ?" บัวหูผึ่ง "ฝรั่งพอร์ทุเกสใช่ไหม?"
"ใช่ๆ! พวกมันนั่นแหละ!"
บัวยิ้มกริ่ม นึกถึงสมัยที่นางช่วยพ่อค้าขายเครื่องเทศกับพวกฝรั่งที่อยุธยา นางรู้ดีว่าคนพวกนี้ชอบอะไร
"ไวน์แดง... รสฝาด... ต้องเจอกับเนื้อสัตว์ใหญ่... และต้องใช้เครื่องเทศรสร้อนแรง เพื่อตัดความเลี่ยนของเนยนม..."
สมองของ "อดีตลูกสาวคหบดี" ประมวลผลอย่างรวดเร็ว
"ลุงหวัง... หลบไป! วันนี้แม่ครัวหัวป่าก์จากอโยธยาจะโชว์ฝีมือเอง!"
บัวสั่งการทันที
"ไปเอาเนื้อวัวติดมันส่วนน่องมา! เอาหัวกะทิ! ถั่วลิสงคั่ว! หอมหัวใหญ่! มันฝรั่ง! และที่สำคัญ..."
นางล้วงมือลงไปในตะกร้าสมบัติ หยิบห่อผ้าสีมอซอออกมา เมื่อแกะออก กลิ่นหอมฉุนรุนแรงของเครื่องเทศนับสิบชนิดก็ฟุ้งกระจาย
• ลูกผักชีและยี่หร่า: คั่วจนหอมฟุ้ง
• อบเชยและโป๊ยกั๊ก: ไม้หอมแห่งเอเชีย
• ลูกกระวาน: ราชินีเครื่องเทศ
• พริกแห้งเม็ดใหญ่: ให้สีแดงสวยแต่ไม่เผ็ดจนแสบไส้
"นี่คือ..." พ่อครัวหวังมองตาค้าง
"นี่คือ 'พริกแกงมัสมั่น'!" บัวประกาศก้อง "าาแห่งแกงทั้งปวง! ที่แม้แต่ฝรั่งมังค่าได้กินยังต้องร้องขอชีวิต!"
"จุดไฟ! เคี่ยวหัวกะทิให้แตกมัน! วันนี้ข้าจะแกงให้กลิ่นเครื่องเทศหอมทะลุไปถึงกรุงลิสบอนเลยคอยดู!"
.
.
.
ณ ท้องพระโรง
กัปตันเดอ ซิลวา ยังคงนั่งไขว่ห้าง จิบไวน์ด้วยท่าทีเบื่อหน่าย
"ดูท่า... ครัวของท่านคงหมดปัญญาแล้วกระมัง" เขาเยาะเย้ยผ่านล่าม
ฮ่องเต้หลี่เฉินกำหมัดจนเล็บจิกเข้าเนื้อ พระองค์กำลังจะสั่งให้ไล่ตะเพิดทูตพวกนี้กลับไป แต่ทันใดนั้น...
โชย...
กลิ่นหอมประหลาดลอยเข้ามาในห้องโถง
มันไม่ใช่กลิ่นหอมอ่อนๆ แบบดอกไม้ แต่มันเป็กลิ่นที่ "หนักแน่น" ทรงพลัง! กลิ่นกะทิแตกมันผสมกับเครื่องเทศคั่วใหม่ๆ กลิ่นอบเชยที่หอมหวาน และกลิ่นยี่หร่าที่ร้อนแรง
จมูกโด่งๆ ของกัปตันเดอ ซิลวา กระตุกยิกๆ
"กลิ่นนี้... กลิ่นนี้มัน..." เขาทำจมูกฟุดฟิดเหมือนสุนัขดมกลิ่น "ยี่หร่า? กระวาน? อบเชย?"
ประตูห้องเครื่องเปิดออก
ขบวนนางกำนัลเดินเรียงแถวเข้ามา ถือชามกระเบื้องเคลือบที่มีฝาปิดมิดชิด
แม่หญิงบัว ในชุดพ่อครัวหลวงจำเป็ เดินนำขบวนเข้ามา แล้วหยุดตรงหน้าโต๊ะเสวยของทูต
"เชิญ..." บัวพูดภาษาโปรตุเกสคำเดียวที่นางรู้ "บอน-นา-เป-ตี! (ทานให้อร่อยนะจ๊ะ!)"
ฝาชามถูกเปิดออก...
วาบ!
ไอสีทองพวยพุ่งขึ้นมา เผยให้เห็นน้ำแกงสีแดงอมส้มข้นคลั่ก ลอยหน้าด้วยน้ำมันกะทิสีแดงสวย เนื้อวัวชิ้นโตที่ตุ๋นจนเปื่อยยุ่ยแทบละลาย มันฝรั่งสีเหลืองทอง และถั่วลิสงเม็ดเป้ง
กลิ่นหอมะเิตู้มใส่หน้าทูตทุกคนจนต้องเอนหลัง!
"นี่คือ..." กัปตันเดอ ซิลวา มองอาหารตรงหน้าด้วยความตะลึง
"แกงมัสมั่นเนื้อน่องลายเ้าค่ะ" ฮ่องเต้ ที่เพิ่งรู้ชื่อจากบัวเมื่อกี้ ตรัสด้วยความมั่นใจ แม้จะไม่เคยกินมาก่อน "เชิญลิ้มลอง... แล้วบอกข้าทีว่า มันคู่ควรกับไวน์ของท่านหรือไม่"
กัปตันหยิบช้อน ยอมวางส้อม ตักน้ำแกงพร้อมเนื้อคำโตเข้าปาก...
วินาทีแห่งการตัดสินมาถึงแล้ว! มัสมั่นแกงแก้วตา... จะพาชาติรอดพ้นวิกฤตได้หรือไม่?
