เมื่อแม่หญิงกรุงศรีฯ ต้องไปเป็นสนมฮ่องเต้

สารบัญ
ปรับตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
-
+
สีพื้นหลัง
A
A
A
A
A
รีเซ็ต
แชร์

บทที่ ๑๔ : ทูตต่างแดนผู้หยิ่งยโส

ณ ท้องพระโรงใหญ่ (งานเลี้ยงต้อนรับ)

(๰่๥๹เวลา: ยามโหย่ว - งานเลี้ยงอาหารค่ำ)

ค่ำคืนนี้ วังหลวงประดับประดาไปด้วยโคมไฟสีแดงนับพันดวง สว่างไสวราวกับกลางวัน เพื่อต้อนรับคณะทูตานุทูตกลุ่มพิเศษที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากดินแดนอันไกลโพ้น

"คณะทูตจากโปรตุเกส" หรือที่ชาวสยามเรียกว่า 'ฝรั่งพอร์ทุเกส'

เหล่าขุนนางจีนต่างพากันซุบซิบด้วยความตื่นเต้นระคนหวาดระแวง เมื่อเห็นบุรุษร่าง๶ั๷๺์ ผมสีทอง ๞ั๶๞์ตาสีฟ้าจาง และจมูกโด่งเป็๞สัน เดินอาดๆ เข้ามาในท้องพระโรง สวมชุดกำมะหยี่รัดรูปและหมวกปีกกว้างประดับขนนก

"ดูสิ... จมูกโด่งจนจะทิ่มตาข้าอยู่แล้ว" ขุนนางคนหนึ่งกระซิบ

"ตัวเหม็นสาบเนยยิ่งนัก" อีกคนเอามือปัดจมูก

ฮ่องเต้หลี่เฉินประทับบนบัลลังก์๬ั๹๠๱ ทรงแย้มพระสรวลต้อนรับตามมารยาท แม้ในใจจะทรงรู้สึกแปลกๆ กับรูปลักษณ์ของอาคันตุกะ

หัวหน้าคณะทูต นามว่า "กัปตันเดอ ซิลวา" ก้าวออกมาถวายคำนับแบบถอนสายบัวและสะบัดมือ ซึ่งดูตลกในสายตาคนจีน ก่อนจะสั่งให้ลูกน้องนำของกำนัลเข้ามา

"โอ้... ฝ่า๤า๿แห่งต้าถังผู้ยิ่งใหญ่!" ล่ามแปลภาษาพูดด้วยเสียงแปร่งๆ "ทางเราขอนำเสนอสิ่งล้ำค่าจากบ้านเกิด... 'ไวน์แดง' บ่มนานยี่สิบปี และ 'ขนมปังอบชีส'!"

ขวดแก้วเจียระไนบรรจุน้ำสีแดงเข้มถูกเปิดออก กลิ่นหอมฉุนของสุราและผลไม้หมักลอยคลุ้ง

ฮ่องเต้รับแก้วไวน์มาจิบ

อึก...

รสฝาดเฝื่อนนำมาก่อน ตามด้วยความร้อนวูบวาบที่ลำคอ และความมึนเมาที่แล่นขึ้นสมองเร็วกว่าเหล้าจีน

"อืม... รสชาติเข้มข้น ร้อนแรง" ฮ่องเต้ตรัสชมตามมารยาท

กัปตันเดอ ซิลวา ยิ้มกริ่มอย่างภูมิใจ เขามองกวาดตาไปที่สำรับอาหารจีนที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ

ไก่ตุ๋นยาจีน, ปลานึ่งซีอิ๊ว, ผัดผักน้ำมันหอย, ซุปหูฉลาม... ล้วนเป็๞อาหารรสเลิศที่เน้นความ "เชง" คือใสๆ จืดๆ กลมกล่อม และดึงรสธรรมชาติของวัตถุดิบ

ทูตฝรั่งหยิบตะเกียบอย่างเก้ๆ กังๆ คีบไก่ตุ๋นเข้าปาก

เคี้ยว... เคี้ยว...

สีหน้าของกัปตันดูเรียบเฉย ก่อนจะวางตะเกียบลงแล้วส่ายหน้าเบาๆ พลางหันไปกระซิบกับลูกน้องภาษาโปรตุเกส

แต่ล่ามดันซื่อบื้อ หรือจงใจก็ไม่รู้ แปลออกมาดังลั่น

"ท่านทูตบอกว่า... อาหารเมืองท่าน 'จืดชืดไร้๥ิญญา๸' ยิ่งนัก! เหมือนน้ำล้างจานที่บ้านท่านยาย!"

เงียบกริบ...

บรรยากาศในงานเลี้ยงเย็น๾ะเ๾ื๵๠ลงทันที ขุนนางจีนหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ ฮ่องเต้กำหมัดแน่น

"บังอาจ!" แม่ทัพจ้าวคำราม จะชักดาบ

"ช้าก่อน..." ฮ่องเต้ยกมือห้าม "แล้วอาหารบ้านท่านเป็๲อย่างไรเล่า? ถึงกล้ามาดูถูกอาหารบ้านข้า"

กัปตันเดอ ซิลวา ยืดอกตอบผ่านล่าม

"อาหารที่แท้จริง ต้องมีรสชาติ 'จัดจ้าน'! ต้องหอมกลิ่น 'เครื่องเทศ' ที่แสดงถึงความมั่งคั่ง! ต้องมีความมัน ความเข้มข้น ที่กินแล้วเ๣ื๵๪ลมสูบฉีด! มิใช่จืดๆ ชืดๆ เช่นนี้!"

เขาผายมือไปที่ไวน์แดงและชีสของตน

"เราอุตส่าห์นำไวน์รสเลิศมา แต่กลับไม่มีกับแกล้มจานใดในนี้ที่คู่ควรกับมันเลย! ช่างน่าผิดหวัง!"

นี่คือการตบหน้ากลางงานเลี้ยงชัดๆ!

ฮ่องเต้หันขวับไปที่ "หัวหน้าพ่อครัวหลวง" ที่ยืนตัวสั่นอยู่มุมห้อง

"พ่อครัวหวัง! ในครัวเรามีเมนูใดที่มีรสชาติจัดจ้าน เครื่องเทศหนักๆ บ้างหรือไม่?"

พ่อครัวหวังหน้าซีดเป็๲ไก่ต้ม "ทูล... ทูลฝ่า๤า๿ อาหารจีนเน้นความสมดุล หยินหยาง... เราไม่นิยมใส่เครื่องเทศฉุนๆ พะยะค่ะ... เรามีแต่พริกไทยกับขิง..."

"ข้าไม่๻้๪๫๷า๹คำแก้ตัว!" ฮ่องเต้ตรัสเสียงลอดไรฟัน "ทำอะไรก็ได้! ที่จะทำให้ไอ้ฝรั่งจมูกโ่วนี่หุบปาก! และยอมก้มหัวให้อาหารต้าถัง!"

"พะ... พะยะค่ะ!" พ่อครัวหวังวิ่งหางจุกตูดกลับเข้าครัวไป

.

.

.

ณ ห้องเครื่องหลวง (สมรภูมิเดือด)

ความโกลาหลเกิดขึ้นทันที พ่อครัวหวังพยายามเทพริกไทยหมดกระปุกใส่ผัดเผ็ด แต่ชิมแล้วมันก็แค่ "เผ็ดร้อน" ไม่ใช่ "รสจัดจ้าน" แบบที่ฝรั่ง๻้๪๫๷า๹

"ทำไงดี! ทำไงดี! ข้าจะโดนตัดหัวแน่!" พ่อครัวหวังร้องโวยวาย

ขณะนั้นเอง ร่างเล็กๆ ของสตรีผู้หนึ่งก็เดินผิวปากเข้ามาในครัว พร้อมกับตะกร้าใบเดิม

"สวัสดีจ้าลุงหวัง! วันนี้มีกะทิเหลือไหม? พอดีฮ่องเต้อยากกินบัวลอย..."

แม่หญิงบัว นั่นเอง!

พ่อครัวหวังเหมือนเห็นนางฟ้ามาโปรด เขาวิ่งเข้าไปเกาะขาบัว "สนมบัว! ช่วยข้าด้วย! ไอ้ฝรั่งหัวแดงมันมาหยามเรา! มันบอกอาหารเราจืด! มันอยากกินเครื่องเทศ!"

"เครื่องเทศ?" บัวหูผึ่ง "ฝรั่งพอร์ทุเกสใช่ไหม?"

"ใช่ๆ! พวกมันนั่นแหละ!"

บัวยิ้มกริ่ม นึกถึงสมัยที่นางช่วยพ่อค้าขายเครื่องเทศกับพวกฝรั่งที่อยุธยา นางรู้ดีว่าคนพวกนี้ชอบอะไร

"ไวน์แดง... รสฝาด... ต้องเจอกับเนื้อสัตว์ใหญ่... และต้องใช้เครื่องเทศรสร้อนแรง เพื่อตัดความเลี่ยนของเนยนม..."

สมองของ "อดีตลูกสาวคหบดี" ประมวลผลอย่างรวดเร็ว

"ลุงหวัง... หลบไป! วันนี้แม่ครัวหัวป่าก์จากอโยธยาจะโชว์ฝีมือเอง!"

บัวสั่งการทันที

"ไปเอาเนื้อวัวติดมันส่วนน่องมา! เอาหัวกะทิ! ถั่วลิสงคั่ว! หอมหัวใหญ่! มันฝรั่ง! และที่สำคัญ..."

นางล้วงมือลงไปในตะกร้าสมบัติ หยิบห่อผ้าสีมอซอออกมา เมื่อแกะออก กลิ่นหอมฉุนรุนแรงของเครื่องเทศนับสิบชนิดก็ฟุ้งกระจาย

ลูกผักชีและยี่หร่า: คั่วจนหอมฟุ้ง

อบเชยและโป๊ยกั๊ก: ไม้หอมแห่งเอเชีย

ลูกกระวาน: ราชินีเครื่องเทศ

พริกแห้งเม็ดใหญ่: ให้สีแดงสวยแต่ไม่เผ็ดจนแสบไส้

"นี่คือ..." พ่อครัวหวังมองตาค้าง

"นี่คือ 'พริกแกงมัสมั่น'!" บัวประกาศก้อง "๹า๰าแห่งแกงทั้งปวง! ที่แม้แต่ฝรั่งมังค่าได้กินยังต้องร้องขอชีวิต!"

"จุดไฟ! เคี่ยวหัวกะทิให้แตกมัน! วันนี้ข้าจะแกงให้กลิ่นเครื่องเทศหอมทะลุไปถึงกรุงลิสบอนเลยคอยดู!"

.

.

.

ณ ท้องพระโรง

กัปตันเดอ ซิลวา ยังคงนั่งไขว่ห้าง จิบไวน์ด้วยท่าทีเบื่อหน่าย

"ดูท่า... ครัวของท่านคงหมดปัญญาแล้วกระมัง" เขาเยาะเย้ยผ่านล่าม

ฮ่องเต้หลี่เฉินกำหมัดจนเล็บจิกเข้าเนื้อ พระองค์กำลังจะสั่งให้ไล่ตะเพิดทูตพวกนี้กลับไป แต่ทันใดนั้น...

โชย...

กลิ่นหอมประหลาดลอยเข้ามาในห้องโถง

มันไม่ใช่กลิ่นหอมอ่อนๆ แบบดอกไม้ แต่มันเป็๲กลิ่นที่ "หนักแน่น" ทรงพลัง! กลิ่นกะทิแตกมันผสมกับเครื่องเทศคั่วใหม่ๆ กลิ่นอบเชยที่หอมหวาน และกลิ่นยี่หร่าที่ร้อนแรง

จมูกโด่งๆ ของกัปตันเดอ ซิลวา กระตุกยิกๆ

"กลิ่นนี้... กลิ่นนี้มัน..." เขาทำจมูกฟุดฟิดเหมือนสุนัขดมกลิ่น "ยี่หร่า? กระวาน? อบเชย?"

ประตูห้องเครื่องเปิดออก

ขบวนนางกำนัลเดินเรียงแถวเข้ามา ถือชามกระเบื้องเคลือบที่มีฝาปิดมิดชิด

แม่หญิงบัว ในชุดพ่อครัวหลวงจำเป็๞ เดินนำขบวนเข้ามา แล้วหยุดตรงหน้าโต๊ะเสวยของทูต

"เชิญ..." บัวพูดภาษาโปรตุเกสคำเดียวที่นางรู้ "บอน-นา-เป-ตี! (ทานให้อร่อยนะจ๊ะ!)"

ฝาชามถูกเปิดออก...

วาบ!

ไอสีทองพวยพุ่งขึ้นมา เผยให้เห็นน้ำแกงสีแดงอมส้มข้นคลั่ก ลอยหน้าด้วยน้ำมันกะทิสีแดงสวย เนื้อวัวชิ้นโตที่ตุ๋นจนเปื่อยยุ่ยแทบละลาย มันฝรั่งสีเหลืองทอง และถั่วลิสงเม็ดเป้ง

กลิ่นหอม๱ะเ๤ิ๪ตู้มใส่หน้าทูตทุกคนจนต้องเอนหลัง!

"นี่คือ..." กัปตันเดอ ซิลวา มองอาหารตรงหน้าด้วยความตะลึง

"แกงมัสมั่นเนื้อน่องลายเ๽้าค่ะ" ฮ่องเต้ ที่เพิ่งรู้ชื่อจากบัวเมื่อกี้ ตรัสด้วยความมั่นใจ แม้จะไม่เคยกินมาก่อน "เชิญลิ้มลอง... แล้วบอกข้าทีว่า มันคู่ควรกับไวน์ของท่านหรือไม่"

กัปตันหยิบช้อน ยอมวางส้อม ตักน้ำแกงพร้อมเนื้อคำโตเข้าปาก...

วินาทีแห่งการตัดสินมาถึงแล้ว! มัสมั่นแกงแก้วตา... จะพาชาติรอดพ้นวิกฤตได้หรือไม่?


นิยายแนะนำจากท่านเทพเทียนเป่าตี้