การเลี้ยงฉลองครั้งนี้เปลี่ยนเป็จงหลิง ทั้งห้าคนไปโรงอาหารด้วยกัน ้าห้องส่วนตัวห้องหนึ่ง กินไปพลางคุยไปพลาง
“เทียนฉี เ้าเรียนค่ายกลเป็ั้แ่เมื่อไร คิดไม่ถึงว่าจะร่วมวิจัยค่ายกลกับศิษย์พี่จง!” ต่งเฟิงมองหลิ่วเทียนฉีพลางถามด้วยสีหน้าฉงน
“ใช่แล้ว หลิงหลิง เทียนฉี พวกเ้าสองคนไร้คุณธรรมน้ำมิตรเกินไปแล้ว! เื่ใหญ่เช่นนี้ทำไมข้าถึงไม่รู้เล่า!” เมิ่งเฟยมองทั้งสองคนด้วยสีหน้าตำหนิ
“ฮ่าๆๆ ข้าเป็ค่ายกลที่ไหนกัน! แค่เสนอความคิดบางอย่างให้ศิษย์พี่จงเท่านั้นเอง!” หลิ่วเทียนฉีส่ายศีรษะ บอกด้วยสีหน้าถ่อมตัว
“ไม่หรอก หากไม่มีข้อเสนอของศิษย์น้องหลิ่ว ค่ายกลป้องกันพันยันต์ของพวกเราอาจวิจัยไม่สำเร็จ ดังนั้น ที่ค่ายกลป้องกันพันยันต์นี่สำเร็จรวมถึงวันนี้ข้าคว้าชัยชนะมาได้ ล้วนเป็คุณงามความดีของศิษย์น้องหลิ่วนะ ศิษย์น้องหลิ่ว ข้าคารวะเ้าหนึ่งจอก!” จงหลิงยกจอกสุราขึ้น คารวะสุราอย่างเป็จริงเป็จัง
หลิ่วเทียนฉีได้ยินก็ยิ้มอย่างจนปัญญา “ได้ ขอบคุณศิษย์พี่จง!”
ทั้งสองคนก้มศีรษะชนจอก ดื่มคำเดียวหมด
“เอาล่ะ พวกเ้าสองคนไม่ต้องยกยอกันแล้ว รีบเล่าให้ข้าฟังสิว่าที่แท้แล้วเื่เป็มาอย่างไร?” เมิ่งเฟยมองทั้งสองคน รีบร้อนตั้งคำถาม
“ใช่ รีบพูดสิ เื่นี้ประหลาดเกินไปนะ!” ต่งเฟิงมีสีหน้าสงสัย มองทั้งคู่เช่นกัน
“อ้อ เป็เช่นนี้...” จงหลิงมองทั้งสองคนก่อนจะเล่าเื่ที่นางวิจัยค่ายกลกับหลิ่วเทียนฉีให้ฟังอย่างกระชับ
“อ๋อ จากที่ว่ามานี้ ค่ายกลพันยันต์ของพวกเ้าใช้วิธีผสานยันต์วิเศษกับค่ายกลวิจัยออกมา อย่างนั้นสินะ?” ต่งเฟิงมองจงหลิงก่อนถามอย่างแปลกใจ
“ถูกต้อง เป็เช่นนี้แล!” จงหลิงพยักหน้ายอมรับ
“หลิ่วเทียนฉี เ้าหนูนี่สมองไวจริงเชียว หากครั้งนี้ไม่มีค่ายกลพันยันต์ หลิงหลิงคงชนะหลินเหยียนเหยียนได้ไม่ง่ายแน่! มา ข้าก็คารวะเ้าหนึ่งจอก!” เมิ่งเฟยพูดพลางยกจอกขึ้นคารวะด้วย
“ขอบคุณศิษย์พี่เมิ่งมาก!”
“นี่เทียนฉี เ้าคิดเื่ใช้ยันต์วิเศษกับค่ายกลผสานกันออกได้อย่างไรฮึ?” ต่งเฟิงถามอย่างสงสัย
“ข้าคิดออกตอนที่พวกเราฝึกวิชาบนเขาเทียนมู่ ตอนนั้นข้าใช้ยันต์กับใยไหมฟ้าวางรั้วป้องกัน ข้าเกิดคิดขึ้นมาน่ะว่าจะใช้ยันต์ทำค่ายกลสักอันออกมาได้หรือไม่ บางที หากผสานยันต์กับค่ายกลเข้าด้วยกันอาจสร้างค่ายกลที่พลังมากกว่าเดิมออกมาก็เป็ได้นะ?”
“ฮ่าๆๆ เ้าหนูนี่! อัจฉริยะเสียจริง!” ต่งเฟิงพูดแล้วหัวเราะร่วน ตบไหล่หลิ่วเทียนฉีไปอีก
“เทียนฉีของข้าเป็อัจฉริยะอยู่แล้ว!” เฉียวรุ่ยจ้องมือของต่งเฟิงที่วางอยู่บนไหล่หลิ่วเทียนฉีพลางบุ้ยปาก ส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายเอามือออกไป
“เฮอะ เ้าไหน้ำส้มน้อยนี่!” ต่งเฟิงถลึงตา พูดอย่างไม่สบอารมณ์
“เทียนฉีเป็คู่ชีวิตข้า ไม่ใช่คู่ชีวิตเ้าสักหน่อย!” คำนี้ เฉียวรุ่ยพูดเหมือนเป็เื่ถูกต้องนัก
“ฮ่าๆๆ!” หลิ่วเทียนฉีเห็นคนรักเอ่ยเต็มปากเต็มคำเช่นนั้น จึงระบายยิ้มอ่อนโยน
“หลิงหลิง ครั้งนี้เ้าชนะหลินเหยียนเหยียนของวิทยาลัยเทียนโยว หลังจากนี้ต้องไปแดนลับ เ้าต้องระวังอย่างยิ่งยวด แม่สาวน้อยคนนี้จิตใจคับแคบนัก ข้ากลัวนางมาแก้แค้นเ้า!” เมิ่งเฟยมองเพื่อนรัก เอ่ยอย่างเป็กังวล
“อืม เ้าวางใจเถอะเฟยเฟย ข้าจะระวัง!”
“หลินเหยียนเหยียนร้ายกาจมากเลยหรือ?” หลิ่วเทียนฉีมองทั้งสองคน ถามเสียงเบา
ในนิยายต้นฉบับไม่ได้พูดถึงเื้ัครอบครัวของนางเอกคนที่สองมากนัก เขาจึงรู้ไม่รายละเอียดเหมือนกัน
“อืม หลินเหยียนเหยียนเป็บุตรสาวภรรยาเอกของตระกูลค่ายกล เื้ัครอบครัวแข็งแกร่งนัก นอกจากนี้ ในบ้านยังมีท่านปู่ระดับจิตแรกกำเนิดปกครองอยู่ เรียกได้ว่าตระกูลหลินเป็เื้ัของแคว้นเทียนโยว ไม่เป็รองตระกูลจงของพวกเราที่อยู่เื้ัแคว้นจินอวี่สักนิด”
ได้ยินคำพูดของของจงหลิง หลิ่วเทียนฉีพยักหน้ารับ “ที่แท้ก็เป็เช่นนี้!”
ดูท่านางเอกคนที่สองนับว่าเป็ทายาทรุ่นสองของตระกูลค่ายกลเหมือนกัน ไม่ บางทีอาจเป็ทายาทรุ่นสาม มิน่าเล่า วิชาค่ายกลของนางจึงสูงส่งเช่นนี้ แท้ที่จริงแล้วเป็เช่นนี้เอง!
หลังอาหารค่ำ หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยก็กลับบ้าน
“เทียนฉี...” เฉียวรุ่ยเห็นคนรักเข้าห้องได้ก็อุ้มตนไปบนเตียงด้วยความรวดเร็วพลันหน้าแดงขึ้นมา
“ผ่านไปอีกหลายวัน พวกเราก็ต้องไปสถานที่ซึ่งแดนลับเปิดออก หลังจากเข้าไปแล้ว พอไปถึงคงตามหากันลำบากแน่ ไม่ต้องพูดถึงคลอเคลียใกล้ชิดกันหรอก!” พูดถึงตรงนี้ หลิ่วเทียนฉีโอบคนรักเข้ามาในอ้อมแขน จูบริมฝีปากน้อยอย่างอาลัยอาวรณ์
“เทียนฉี ไม่ต้องกังวลนะ พอไปถึงแดนลับ ข้าจะตามหาเ้า ไปพบเ้าให้จงได้!”
“ดี!” หลิ่วเทียนฉีขานรับเสียงแ่ ปลดกระดุมเสื้อของเฉียวรุ่ยออก
เฉียวรุ่ยก้มศีรษะ ใบหน้าแดงช่วยหลิ่วเทียนฉีถอดเสื้อผ้าด้วย...
.........
ในห้องของเซวียนหยวนหง
หลิ่วซือมาตามนัด เดิมคิดว่าเขาคงอยากร่วมรักกับนางสักรอบ กลับคิดไม่ถึง
“นี่...” หลิ่วซือเห็นสตรีสูงศักดิ์รูปโฉมงดงามที่นั่งอยู่ในห้องของเซวียนหยวนหงพลันตะลึงเล็กน้อย
“อย่าเข้าใจผิดนะ นี่คือพระมารดาของข้า พระสนมหลันเฟย!” เซวียนหยวนหงจับมือหลิ่วซือ รีบอธิบาย
“อา ถวายพระพรพระสนมหลันเฟยเพคะ!” หลิ่วซือรีบก้มศีรษะคำนับ เล่ากันว่าพระสนมหลันเฟยเป็หนึ่งในสนมที่เ้าแคว้นโปรดปรานยิ่งเชียวนะ!
“ไม่ต้องมากพิธี เงยหน้าขึ้นมาให้ข้าดูหน่อยสิ!” สตรีนางนั้นยกมุมปาก เอ่ยเสียงเบา
“เพคะ!” หลิ่วซือขานรับ ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมา
พระสนมหลันเฟยจ้องหลิ่วซือ มองบนจรดล่างประเมินอยู่พักหนึ่ง หน้าตาของหลิ่วซือจิ้มลิ้ม ค่อนไปทางประเภทกุลสตรีจากตระกูลเล็ก แม้ไม่นับว่างามสง่าราศี แต่ก็ดูอ่อนโยนสง่างาม สอดพ้องกับความ้าที่บุรุษมีต่อสตรีสาวยิ่งนัก
“อืม หน้าตางดงามจริง!” พระสนมหลันเฟยพยักหน้า พึงพอใจกับลูกสะใภ้ในอนาคต
“ท่านแม่ ท่านเห็นนางแล้ว ป้ายหยกล่ะพะย่ะค่ะ? ท่านรีบเอามาเถิด!” เซวียนหยวนหงยืนอยู่ด้านข้าง เอ่ยอย่างร้อนใจเล็กน้อย
“เฮ้อ เ้าลูกคนนี้นี่นะ!”พระสนมหลันเฟยถอนหายใจเบาๆ ทีหนึ่ง หยิบป้ายหยกชิ้นหนึ่งออกมาส่งให้บุตรชาย
เซวียนหยวนหงรับมาแล้วส่งให้หลิ่วซือประหนึ่งถวายสมบัติ “ซือซือ นี่เป็ของแทนใจของราชวงศ์พวกเรา เ้าพกมันไว้นะ เพียงเท่านี้ก็นับว่าพวกเราหมั้นหมายกันอย่างเป็ทางการแล้ว รอกลับมาจากแดนลับค่อยแต่งงานกัน ดีหรือไม่?”
หากไม่ใช่เวลากระชั้นชิดและพระมารดาบอกว่าภายในสามเดือนนี้ไม่มีวันฤกษ์ดี เซวียนหยวนหงก็อยากแต่งงานไปเลยเชียว!
“เซวียนหยวน ข้า...” หลิ่วซือมองเซวียนหยวนหงที่สีหน้ามีความสุขพลันขมวดคิ้ว นางอยากบอกว่าไม่ได้รักอีกฝ่าย ไม่มีทางแต่งให้เขาได้ แต่เมื่อคิดถึงแดนลับ นึกถึงคู่แค้นของตน นางรีบกลืนคำเหล่านี้กลับลงไป
“ซือซือ เวลาอาจกระชั้นชิดไปก็จริง แต่ท่านแม่ได้หานักทำนายมาตรวจดู เขาบอกในสามเดือนไม่มีวันฤกษ์ดี ฉะนั้น พวกเราคงได้แต่รอหลังกลับจากแดนลับค่อยแต่งงาน ขอโทษด้วยนะ ต้องให้เ้ารอนานอีกแล้ว” พูดถึงตรงนี้ เซวียนหยวนหงก็รีบขออภัย
“ไม่ ไม่เป็ไร!” ไม่ได้แต่งงาน สำหรับหลิ่วซือย่อมเป็เื่ดี อย่างน้อย นางยังมีเวลาอธิบายให้ชัดได้
“มา พกป้ายหยกไว้เถอะ!” เซวียนหยวนหงพูดพลางสวมป้ายหยกไว้บนลำคอนาง
“เซวียนหยวน ไยท่านต้องทำเช่นนี้เล่า? ท่านเป็องค์ชายฐานะสูงศักดิ์ ส่วนข้าเป็เพียงหญิงชาวบ้านชีวิตลำบาก ท่านกับข้าต่างกันเหมือนเมฆกับโคลนนะ” หลิ่วซือมองบุรุษที่สวมป้ายหยกให้ตน ถามอย่างจนปัญญา
“อย่าพูดเื่เหล่านี้เลย ท่านแม่ไม่มีทางรังเกียจเ้า ข้ายิ่งไม่มีทาง! ถูกไหมพะย่ะค่ะท่านแม่?” เซวียนหยวนหงหันไปมองพระมารดาของตน
“อืม ขอเพียงพวกเ้ารักกัน คอยดูแลช่วยเหลือ ข้าย่อมไม่คัดค้านการแต่งงานครั้งนี้”
หลิ่วซือได้ยินพระสนมหลันเฟยเอ่ยเช่นนี้ก็พยักหน้านิดๆ “ขอบพระทัยเพคะพระสนม!”
.........
การแข่งขันจตุรแคว้นสิ้นสุด วิทยาลัยเซิ่งตูชนะการแข่งขันสี่รอบได้รับมายี่สิบสิทธิ์ โดยยี่สิบสิทธิ์นี้ นอกจากแปดสิทธิ์ของตัวผู้ชนะเอง ที่เหลือสิบสองสิทธิ์ แต่ละวิทยาลัยแบ่งไปหนึ่งสิทธิ์ ส่วนห้าสิทธิ์สุดท้ายที่เหลือ วิทยาลัยเซิ่งตูจะเปิดประมูลต่อสาธารณะ ผู้ที่ให้ราคาสูงย่อมได้ไป
ห้าวันให้หลัง รายชื่อทั้งยี่สิบคนที่จะเข้าแดนลับก็ถูกกำหนด มีหัวหน้าอาจารย์ใหญ่เฟิงกู่ อาจารย์ใหญ่อู๋ฉิงแห่งวิทยาลัยยันต์และอาจารย์ใหญ่เหยาเยี่ยนแห่งวิทยาลัยควบคุมสัตว์อสูรนำกลุ่ม มีผู้าุโระดับดวงปราณสามคนติดตามอย่างลับๆ คณะเดินทางโดยสารเรือบินเดินทางไปยังภาคใต้ของแคว้นจินอวี่ สถานที่ซึ่งนักทำนายได้ทำนายไว้ว่าแดนลับจะเปิดออก
จากวิทยาลัยเซิ่งตูถึงเมืองสวินเทียนทางภาคใต้ หนทางค่อนข้างยาวไกล ต้องใช้เวลาราวห้าวัน เฟิงกู่จึงให้ทุกคนพักผ่อนอยู่ในห้องของตน
บนเรือบิน หลิ่วเทียนฉีเริ่มวาดยันต์สุดชีวิต ทุกวันล้วนวาดยันต์สี่สิบแผ่น ยันต์ขั้นสามระดับสูงประเภทโจมตีทั้งหมดใช้หมึกยันต์แบบใหม่วาดออกมา ยันต์ประเภทป้องกัน ยันต์เคลื่อนย้ายแบบกำหนดทิศทางกับไม่กำหนดทิศทาง รวมถึงยันต์วายุกับยันต์เพิ่มความเร็ว ซึ่งเป็ยันต์ที่ใช้หนีเอาชีวิตรอดก็วาดแผ่นแล้วแผ่นเล่าเช่นกัน
หลิ่วเทียนฉีวาดยันต์ เฉียวรุ่ยรับผิดชอบป้องกัน
เขาวาดยันต์อยู่ห้าวันเต็ม กระทั่งมาถึงเมืองสวินเทียน พอต้องลงจากเรือบินถึงเก็บอุปกรณ์ทั้งหมด ไม่วาดยันต์ต่อ
หลังมาถึงเมืองสวินเทียนก็ยังไม่ถึงวันที่แดนลับจะเปิดออก ดังนั้น คณะเดินทางจึงหาโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง พักอยู่ในเมือง ไม่รู้ว่าบังเอิญเกินไปหรือไม่ คณะของวิทยาลัยเซิ่งตูกลับพักอยู่ในโรงเตี๊ยมเดียวกับคณะของวิทยาลัยเทียนโยว
หลิ่วเทียนฉีนั่งอยู่ในห้อง เอายันต์ที่ตนวาดหลายวันนี้แบ่งให้เฉียวรุ่ยครึ่งหนึ่งทันที
“ขอบคุณนะเทียนฉี!” เฉียวรุ่ยรับยันต์วิเศษตั้งหนามาก่อนจูบบนใบหน้าคนรักทีหนึ่งอย่างน่ารัก
“ข้าดูสถานการณ์แล้ว หลายวันนี้หากไม่มีเื่อื่น ข้าคงอยู่ในโรงเตี๊ยมวาดยันต์เพิ่มอีกจำนวนหนึ่งต่อ เช่นนี้หลังพวกเราเข้าไปในแดนลับจะยิ่งปลอดภัยขึ้น!”
“ได้ ข้าจะคุ้มกันเ้าเอง!” เฉียวรุ่ยพยักหน้ารับ
“ไม่ เ้ามีงานที่สำคัญกว่าต้องทำ ช่วยข้าซื้อสมุนไพรทิพย์จำนวนหนึ่งที!” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางเอากระดาษแผ่นหนึ่งออกมาส่งให้
“อ้อ พวกนี้เป็สมุนไพรทิพย์กับบุปผาทิพย์สำหรับทำหมึกยันต์ขั้นสามสินะ?”
“ถูกต้อง เป็บุปผาทิพย์กับสมุนไพรทิพย์ที่ใช้ทำหมึกยันต์ขั้นสาม แม้ในแดนลับที่พวกเราจะไปอาจมีบุปผาทิพย์กับสมุนไพรทิพย์อยู่บ้าง แต่เพื่อรับประกันความครบครัน ข้าตัดสินใจซื้อกองหนึ่งติดตัวไว้ เช่นนี้เมื่อไปถึงแดนลับ ต่อให้ไม่มียันต์วิเศษหรือหมึกยันต์ ข้าก็ทำออกมาได้อีก”
ได้ยินคนรักเอ่ยเช่นนี้ เฉียวรุ่ยพยักหน้ารัว “ถ้าเช่นนั้น กระดาษยันต์กับพู่กันเขียนยันต์เล่า? จะให้ข้าซื้อให้เ้าหรือไม่?”
“ซื้อกระดาษยันต์เพิ่มอีกจำนวนหนึ่งเถอะ ส่วนพู่กันเขียนยันต์ ซื้ออีกด้ามหนึ่งก็ได้ ด้ามที่อาจารย์เคยมอบให้ ข้ายังไม่ได้ใช้เลย!” หลิ่วเทียนฉีครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนบอก
“อืม เ้าวางใจเถอะเทียนฉี ข้าจำไว้แล้ว!” เฉียวรุ่ยพยักหน้าอย่างเข้าใจ
