ได้ยินเช่นนั้น รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเด็กสาว นางจึงยอมปล่อยมือ ก่อนจะหยิบขวดยาสีขาวออกจากอกเสื้อ แกะผ้าแดงที่อุดปากขวดออก แล้วเทยาเม็ดสีดำสนิทเม็ดหนึ่งลงบนฝ่ามือ
นางส่งยาเม็ดสีดำไปที่ริมฝีปากของไป๋เสียพร้อมกับอ้าปากกว้าง “อ่ะ อ้าปาก!”
ไป๋เสียเม้มปากเอ่ยปฏิเสธลอดผ่านซี่ฟัน “นี่มันอะไร อย่าบอกนะว่ามีพิษ”
เด็กสาวรู้สึกเหมือนโดนดูถูก นางจึงเท้าเอวแล้วถามเขาว่า “ทำไมเ้าถึงคิดร้ายกับคนอื่นเช่นนี้”
“คนที่รู้จักข้า ล้วนอยากให้ข้าตายกันทั้งนั้น” ไป๋เสียแค่นหัวเราะ “ข้าจะไม่ระวังตัวได้อย่างไร”
ชั่วขณะหนึ่ง บนใบหน้าดื้อรั้นของเขาก็เผยความอ้างว้างที่แฝงแววสิ้นหวังออกมา
เด็กสาวแลเห็น จึงเอ่ยเห็นอกเห็นใจ “ข้าก็เหมือนกับเ้า เพียงแต่คนที่อยากให้ข้าตายคือบิดาแท้ๆ ของข้าเอง”
“ดูสิ” นางถลกแขนเสื้อขึ้น บนแขนสีขาวราวหิมะปรากฏรอยแผลเป็ยาวน่าเกลียดอยู่หนึ่งแผล
หลังจากที่ต่างฝ่ายต่างเปิดเผยาแของตนเองแล้ว ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองก็ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ไป๋เสียค่อยๆ ปลดระวางความระแวงลงเล็กน้อย
เพื่อให้เขาสบายใจ เด็กสาวจึงนำยาเม็ดสีดำเข้าปากเคี้ยวแล้วกลืนลงคอ ก่อนจะอ้าปากให้เขาดู “เห็นหรือไม่! ไม่มีพิษ!”
จากนั้นนางก็หยิบยาเม็ดสีดำอีกเม็ดหนึ่งออกมาจากขวด ไป๋เสียยังคงลังเลอยู่บ้าง นางจึงถามต่อว่า “เ้าคงไม่คิดว่าเม็ดนี้จะมีพิษหรอกใช่หรือไม่ หรือข้าจะกินอีกเม็ดให้เ้าดูดี”
“ไม่ต้องแล้ว” หากจู้จี้จุกจิกมากไปก็ไม่เหมือนบุรุษ ครั้งนี้ไป๋เสียไม่เกี่ยงงอนอีก เขาจึงยอมกินยาเม็ดสีดำแต่โดยดี
ยาเม็ดกลิ้งไปมาบนปลายลิ้นสองรอบ รสชาติขมจนเกินจะบรรยาย เขาขมวดคิ้วเตรียมจะคายออกมา เด็กสาวเห็นดังนั้นจึงรีบห้ามไว้ “ใครใช้ให้เ้าอมไว้ในปาก! รีบกลืนลงไปสิ!”
ไป๋เสียจำต้องกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก กลืนยาเม็ดลงท้องไปพร้อมกัน ความขมราวกับมีรากงอกขึ้นมาบนลิ้น ไล่เท่าไรก็ไม่ไป รสขมค้างอยู่ในปากเป็ระลอก ราวกับเกลียวคลื่นที่ซัดสาดไม่หยุดหย่อน
“น้ำ...น้ำ...” ไป๋เสียร้องขอด้วยใบหน้าเหยเกราวกับมะระขี้นก
“ไม่มีประโยชน์ กินนี่เข้าไปสิ” เด็กสาวหยิบของสีขาวออกมาเม็ดหนึ่ง ยัดเข้าไปในปากของไป๋เสีย
ทันทีที่ััลิ้นก็ละลายในปาก ความรู้สึกหวานหอมดุจแสงอรุณสาดส่องขับไล่ความมืดมิดที่เกิดจากรสขมออกไปจนหมดสิ้น รสขมถูกกดทับจนหายไปโดยสิ้นเชิง
ไป๋เสียแลบลิ้นเลียริมฝีปาก ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความใ “นี่มันน้ำตาลหรือ”
เด็กสาวรีบทำท่าทางปิดปาก และบอกด้วยใบหน้าแดงก่ำ “ข้าตั้งใจจะแอบซ่อนเอาไว้กินคนเดียว อย่าบอกใครนะว่าข้ามีน้ำตาล!”
เมื่อเทียบกับเกลือที่ได้มาจากการตากน้ำทะเลแล้ว ขั้นตอนการทำน้ำตาลนั้นซับซ้อนกว่ามาก ต้องปลูกอ้อยจำนวนมากเพื่อสกัด ดังนั้นราคาจึงแพงกว่าเกลือโข ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะหาซื้อมาได้
ไป๋เสียไม่ได้คิดจะพูดจาเลอะเทอะ เขาเร่งหลอมรวมยาเม็ดสีดำในร่าง ปรับสมดุลลมปราณที่ปั่นป่วน จนกระทั่งรู้สึกสบายตัวขึ้นมาก
“พวกเ้าเรียกยาเม็ดนี้ว่าอะไรกัน รสขมปี๋เชียว” ไป๋เสียพูดพลางแลบลิ้น
“นี่คือยาบำรุงปราณดอกบัวทองคำ บ่มเพาะจากดอกบัวทองคำชั้นยอด ยิ่งรสขมก็ยิ่งบำรุงร่างกายได้มาก!” หญิงสาวเริ่มใช้ผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำทำความสะอาดาแบนร่างกายของไป๋เสียอย่างเบามือ
“ในเมื่อเป็ของกิน ทำไมถึงทำให้อร่อยเหมือนขนมหวานไม่ได้เล่า” ไป๋เสียเอ่ยถามไม่อินังขังขอบ
หญิงสาวตีเขาเบาๆ พลางบ่นว่า “เ้าช่างแปลกคนจริงๆ”
“แปลกตรงไหนเล่า”
“เ้าถามชื่อยา แทนที่จะถามชื่อข้า ทั้งๆ ที่เ้ายังไม่รู้จักชื่อข้า ข้าก็ถอดเสื้อผ้าของเ้าหมดแล้ว นี่หรือที่ไม่เรียกว่าแปลก”
ไป๋เสียรู้ว่าที่อีกฝ่ายพูดอ้อมค้อมเช่นนี้ เป็เพราะอยากรู้จักชื่อเขา คิดว่าหญิงสาวผู้นี้เฉลียวฉลาดไม่น้อย ความประทับใจในตัวนางจึงเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย เขาแสร้งทำท่าทางไม่เต็มใจ แล้วพึมพำเบาๆ ว่า “ข้าชื่อไป๋เสีย...”
“เสียหรือ” หญิงสาวถาม “เสียตัวใด”
“เสียที่หมายถึงอัปรีย์” ไป๋เสียแสร้งทำเป็ไม่ใส่ใจ เขาเหลือบมองหญิงสาวแวบหนึ่งแล้วถาม “แล้วเ้าเล่า”
“ข้าไม่บอกเ้าหรอก”
ไป๋เสียตะลึง “เ้า...!”
“ล้อเล่นน่า” หญิงสาวหัวเราะคิกคักเมื่อเห็นท่าทางของเขา ดวงตากลมโตลุกวาวเป็ประกาย “ข้าเป็หมอที่นี่ ทุกคนเรียกข้าว่าหนิงเอ๋อร์”
“หมอหญิงหนิงเอ๋อร์อย่างนั้นรึ”
“อืม!” หนิงเอ๋อร์ยิ้มรับ หลังจากรู้จักกันแล้ว ทั้งสองก็ไม่มีเื่คุยกันอีก บรรยากาศจึงกลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง ระหว่างนั้น นางทำความสะอาดาแบนร่างกายของไป๋เสียอย่างระมัดระวัง โรยยาสมุนไพรพันแผลอย่างชำนิชำนาญ
จากนั้นนางก็หยิบชุดตัวยาวสีเขียวชุดใหม่กับขวดยาส่งให้ไป๋เสีย “นี่ ยานี้ให้ทานเช้าเย็น ครั้งละหนึ่งเม็ด”
“ยาขมปี๋ขนาดนี้ต้องกินวันละสองครั้งเลยหรือ”
“ไม่มีทางเลือก ยาดีมักขม ยานี้คือยาบำรุงปราณดอกบัวทองคำ บ่มเพาะจากดอกบัวทองคำชั้นยอด ยิ่งรสขมก็ยิ่งบำรุงร่างกายได้มาก พอเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วก็ไปรวมตัวกันที่สวน ทุกคนน่าจะอยู่ที่นั่นกันหมด”
“แล้วเ้าเล่า” ไป๋เสียถาม
“ข้ายังต้มยาอยู่ รอสักครู่ค่อยไป” พูดจบก็มีกลิ่นไหม้ลอยมาแตะจมูก หนิงเอ๋อร์ทิ้งไป๋เสียไว้ แล้วรีบวิ่งไปที่ห้องด้านในพลางอุทานว่า “แย่แล้ว! ยาของข้า!”
โจวเทียนหยวนตัวดีก็จากไปแล้ว าแไม่เพียงแต่ได้รับการรักษา แม้แต่ยาที่ใช้รักษาในภายหลังก็ได้มาเช่นกัน ตอนนี้ไม่ไปจะรออะไรอีกเล่า
โชคดีที่โจวเทียนหยวนไม่ได้อธิบายอะไรมาก คาดว่าหมอคนนี้น่าจะคิดว่าเขาเป็แค่คนาเ็ธรรมดาๆ ที่ได้รับความช่วยเหลือ ไม่รู้เื่ราวเบื้องลึกเื้ั ไป๋เสียที่ไม่ได้คิดจะเป็ศิษย์ของโจวเทียนหยวนั้แ่แรก ในที่สุดก็รอคอยโอกาสอันดีเช่นนี้มาถึง
เขาพยายามลุกขึ้นนั่ง แต่งตัวแล้วคลานลงจากเตียงอย่างยากลำบาก ก่อนจะมุ่งหน้าไปที่ประตู
ด้วยความปรารถนาที่จะเป็อิสระ ไป๋เสียจึงเปิดประตูออกไปอย่างมีความสุข! ใครจะรู้ว่ามีคนยืนรออยู่ที่หน้าประตู สายตาของเขาจ้องมองขึ้นไป้า เห็นชายคนหนึ่งมีสีหน้าใจดีเป็มิตร
ชายผู้นั้นถามเขาด้วยรอยยิ้ม “อ้าว เ้าคงเป็ศิษย์ที่อาจารย์โจวพากลับมาสินะ”
ดวงตาของไป๋เสียไม่กะพริบ มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ตอบกลับไปอย่างเป็ธรรมชาติ “ท่านจำคนผิดแล้ว”
พูดจบ ก็เดินเลี่ยงไปด้านข้าง ทว่าชายผู้นั้นกลับคว้าข้อมือของเขาไว้ ไป๋เสียแสร้งทำเป็ไม่รู้สึกรู้สา พยายามฝืนยิ้มทั้งที่เ็ป “ทำอะไร ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้ ข้าบอกว่าท่านจำคนผิดแล้ว”
ชายผู้นั้นยังคงมีท่าทางผ่อนคลาย เขายิ้มน้อยๆ แล้วพูดว่า “อาจารย์โจวเคยบอกว่า ‘หากอีกฝ่ายปฏิเสธละก็ ต้องเป็เขาอย่างแน่นอน’ ดูเหมือนจะไม่ผิดจริงๆ ”
แม้ว่าชายตรงหน้าจะมีรูปร่างหน้าตาธรรมดาๆ แต่ฝีมือกลับเหนือกว่าไป๋เสียมากนัก เมื่อชีพจรบนข้อมือถูกจับไว้ เขาก็รู้สึกไร้เรี่ยวแรงไร้พลังทันที
“ชิ… ไอ้แก่บ้านั่น! คิดได้อย่างไรกัน” ไป๋เสียบ่นอุบอิบ
“ไปกันเถอะ” ชายคนนั้นคุมตัวไป๋เสียไปยังจุดนัดพบประหนึ่งนักโทษ
“ทำไมเ้าถึงอยากหนีนักเล่า” ชายคนนั้นถามอย่างสงสัย “ต้องรู้เอาไว้ว่าคนนอกต่างก็อยากส่งบุตรหลานของตนให้มาเรียนวิชาที่ยอดเขาจารึกิญญาทั้งนั้น”
“ไอ้แก่บ้านั่นลักพาตัวข้ามา! ปล่อยข้าไปซะดีๆ ”
ชายคนนั้นหัวเราะ “ฮ่าๆ” ส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “ไม่ได้ๆ ข้ารับปากอาจารย์โจวไว้ว่าจะต้องพาเ้าไปที่จุดนัดพบอย่างปลอดภัย”
ไป๋เสียที่โกรธจัดพยายามดิ้นให้หลุดจากพันธนาการของชายผู้นั้นอีกครั้ง แต่กลับไม่เป็ผล ซ้ำร้ายยังไปกระเทือนาแจนความเ็ปที่เพิ่งจะลืมเลือนไปหวนกลับมาทวีคูณ ทำเอาเขาปวดร้าวไปทั่ว ทั่วทั้งร่างที่สั่นเทากัดฟันแน่น
“ในสภาพนี้ ต่อให้ปล่อยเ้าไป ระหว่างทางลงเขาก็คงจะถูกสัตว์ร้ายกินไปแล้วกระมัง” เมื่อเห็นว่าไป๋เสียเจ็บ ชายผู้นั้นจึงคลายมือลงเล็กน้อย
แต่ใครจะรู้ ไป๋เสียกลับฉวยโอกาสนี้ชักมือกลับแล้ววิ่งหนี ชายผู้นั้นรู้ทันจึงรีบคว้าตัวเขากลับมา ครั้งนี้ชีพจรบนข้อมือทั้งสองข้างของไป๋เสียถูกจับไว้แน่น ทำให้เขาไม่อาจหนีไปไหนได้
“อาจารย์โจวนี่ไม่ธรรมดาจริงๆ!” ชายคนนั้นชื่นชม “เขายังเตือนข้าด้วยว่า หากเ้าทำท่าทางอ่อนแอก็อย่าไปหลงกลเชียว เพราะเ้าอาจจะแสร้งทำเพื่อหนีก็ได้!”
ด้วยเหตุนี้ตอนที่ชายผู้นั้นคลายมือลงได้เตรียมใจไว้ จึงสามารถจับไป๋เสียกลับมาได้ทันเวลา
ชายคนนั้นเห็นใจไป๋เสีย จึงเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี “อย่าฝืนเลย รีบรักษาาแให้หายดีก่อน ค่อยคิดว่าจะไปหรือไม่ก็ยังไม่สาย”
เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์จริงแล้ว คำพูดของชายผู้นั้นก็สมเหตุสมผล ในสภาพเช่นนี้ อย่าว่าแต่ลงเขาเลย แค่จะเดินออกไปหน้าประตูก็ยังทำไม่ได้ เมื่อคิดได้ดังนั้น ไป๋เสียก็สงบอารมณ์ลงเล็กน้อย
