คำพูดนี้ทำให้เสิ่นอิ๋นหวนพูดไม่ออก ความจริงที่หลี่อันหรานพูดมาก็ถูก ความเป็อยู่ของครอบครัวดีขึ้นล้วนเป็เพราะหลี่อันหราน เมื่อก่อนนี้ที่บ้านไม่มีเสื้อผ้าอุ่นๆ ให้ใส่และไม่มีอาหารให้กินอิ่มเสียด้วยซ้ำ ต่างกับตอนนี้ที่ไม่เพียงได้ย้ายมาอยู่บ้านไม้ ยังไม่ต้องกังวลเื่เครื่องนุ่งห่มหรืออาหารอีกต่อไปด้วย ทั้งหมดนี้ได้มาเพราะน้ำพักน้ำแรงของหลี่อันหรานทั้งนั้น
เสิ่นอิ๋นหวนพลันถอนหายใจแล้วยอมปล่อยมือบุตรสาว “ในเมื่อเ้าคิดแบบนี้ เช่นนั้นก็ไปเถิด”
หลี่อันหรานพยักหน้ารับแล้วเดินจากไป เสิ่นอิ๋นหวนอดน้ำตาคลอไม่ได้เมื่อมองแผ่นหลังอันบอบบางของนาง
ลูกสาวคนนี้ของนางเปลี่ยนไปมากจริงๆ ไม่รู้ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เป็เื่ดีหรือร้าย ทว่าโดยรวมแล้วนางรู้สึกปลื้มใจไม่น้อย แต่ขณะเดียวกันก็เป็ห่วงหลี่อันหรานเหลือเกิน เดิมทีลูกสาวของนางยังเป็แค่เด็กน้อยไม่ประสา แต่ตอนนี้กลับต้องแบกรับภาระทั้งหมดในบ้านไว้บนแผ่นหลังบอบบางนั่น
ในฐานะที่นางเป็แม่ หากนางยังขัดขวางในสิ่งที่ลูกสาวจะทำอีกก็คงจะไม่เหมาะสม หลังจากคิดได้ดังนี้ เสิ่นอิ๋นหวนจึงยอมปล่อยหลี่อันหรานไป
ตอนนี้หลี่อันหรานมีความคิดอยู่เต็มหัวและคงดีกว่านางแน่ หรือต่อให้ไม่ได้ดีเท่านางก็ไม่เป็ไร
……
นับั้แ่ที่หลี่อันหรานนำผลไม้ไปฝากบ้านถิงจั่งและซื้อเป็ดกับไก่อย่างละตัวไปให้เมื่อคราวก่อน ถิงจั่งก็ไม่เคยมาหาเื่ที่บ้านอีก
นอกจากนี้ การประกาศในหมู่บ้านเมื่อวันนั้นก็ส่งผลให้มีชาวบ้านมาขอชิมเต้าเจี้ยวเผ็ดกับน้ำพริกโดยไม่คิดเงิน
ที่ผ่านมาพวกเขารู้แค่ว่าบ้านพวกนางมีของประเภทนี้ แต่ไม่เคยรู้ว่าเป็อย่างไรกันแน่ กระทั่งเมื่อตอนนี้ได้ลองชิม พวกเขาต่างรู้สึกว่ารสชาติไม่เลว ราคาจับต้องได้ จากนั้นจึงเริ่มพากันมาขอซื้อเต้าเจี้ยวเผ็ดกับน้ำพริกจากนาง
กิจการของหลี่อันหรานดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ขาดกำลังคน ตอนนี้นางมีแค่ท่านป้าหวางจากข้างบ้านที่ช่วยขึ้นเขาไปเก็บพริก เดิมทีนางคิดว่าพริกห้าตะกร้าเพียงพอสำหรับกักตุนไว้ในฤดูหนาวแล้ว นึกไม่ถึงว่าเถ้าแก่หลี่จะสั่งเต้าเจี้ยวเผ็ดกับน้ำพริกด้วยเช่นกัน บวกกับตอนนี้ชาวบ้านเองก็เริ่มหันมากิน ความ้าจึงเพิ่มขึ้นทุกวัน
ถึงแม้ว่าปริมาณการบริโภคของคนในหมู่บ้านจะไม่ได้มาก แต่ก็มียอดขายสูง นอกจากนี้ทุกคนยังบอกกันปากต่อปาก ส่งผลให้ตอนนี้หมู่บ้านใกล้เคียงรู้จักเต้าเจี้ยวเผ็ดกับน้ำพริกของนางแล้วเช่นกัน
บางคนถึงขั้นมาซื้อกลับไปยกโถซึ่งสามารถกินได้นานมาก
วันนี้หลี่อันหรานมายังบ้านของท่านป้าหวางข้างบ้านพร้อมกับเงินอีแปะหนึ่งพวง นางวางเงินลงบนโต๊ะหลังจากที่เข้ามาในบ้าน ครั้นท่านป้าหวางเห็น ดวงตาพลันเป็ประกายและรีบรินน้ำชาให้นางทันทีที่เห็นเงิน
หลี่อันหรานปฏิเสธอย่างสุภาพ “ท่านป้าหวางไม่ต้องเกรงใจขนาดนี้เ้าค่ะ วันนี้ข้ามาเพราะมีเื่จะปรึกษาท่าน เชิญท่านนั่งลงก่อน”
ไม่ว่าอย่างไรท่านป้าหวางก็จะรินน้ำชาให้นางให้ได้ พอรินเสร็จแล้วจึงค่อยนั่งลง “เ้ามีอันใดก็บอกป้ามาได้เลย ตราบใดที่ป้าช่วยได้ ป้าจะช่วยเ้าแน่นอน”
ขณะที่พูดแบบนี้ สายตานางคอยเหลือบมองไปยังเงินพวงนั้นเป็ครั้งคราว หลี่อันหรานนำกระดาษออกมาสองแผ่น “มีผู้ใดในบ้านท่านรู้หนังสือหรือไม่?”
ท่านป้าหวางขมวดคิ้ว “พ่อของลูกชายป้าอายุสั้น เขาพอจะรู้หนังสืออยู่ แต่ป้าไม่รู้หรอก”
หลี่อันหรานแน่นิ่งไปครู่หนึ่ง “ถ้าเช่นนั้นท่านมีญาติที่รู้หนังสือหรือไม่ หากมีก็ช่วยไปตามตัวญาติที่ท่านไว้ใจได้มาที่นี่หน่อยเ้าค่ะ วันนี้ข้าจะคุยธุรกิจกับท่าน”
ท่านป้าหวางรู้สึกลำบากใจเล็กน้อย “เ้า… จะให้ป้าช่วยเก็บพริกบนูเาต่อหรือ ถ้าเช่นนั้นก็บอกมาได้เลย ไม่เห็นต้องยุ่งยากแบบนี้… พวกนี้คืออะไรหรือ?” นางชี้กระดาษสองแผ่นนั้นในมือหลี่อันหราน
หลี่อันหรานยิ้ม “นี่เป็ของที่ต้องเตรียมเ้าค่ะ สิ่งนี้จะช่วยให้การทำธุรกิจระหว่างพวกเราในอนาคตสะดวกยิ่งขึ้น ข้าไม่ได้รีบร้อนเ้าค่ะ วันนี้ข้ามาเพื่อจัดการให้เรียบร้อย ไม่ได้หมายความว่าข้าไม่เชื่อใจท่านนะเ้าคะ”
“มันเป็แค่ขั้นตอนอย่างหนึ่งก็เท่านั้น ท่านสามารถไปตามญาติที่รู้หนังสือมาอ่านให้ฟัง เช่นนี้จะได้มีพยานและป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต ท่านป้าจะได้เชื่อใจข้าด้วยเ้าค่ะ”
ท่านป้าหวางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “พูดอะไรของเ้าน่ะ ป้าจะไม่เชื่อใจเ้าได้อย่างไร?”
“ท่านไปเถิด ข้าจะรออยู่ที่นี่”
ท่านป้าหวางเห็นนางยืนยันขนาดนี้จึงลุกขึ้น “เช่นนั้นเ้ารอเดี๋ยวนะ พี่ชายของสามีป้าพอจะรู้หนังสือ ป้าจะให้เขามาอ่าน”
กล่าวจบแล้ว นางก็ออกจากบ้านไป
ไม่นาน ท่านป้าหวางก็พาพี่ชายของสามีเข้ามา พี่ชายท่านนี้เป็คนมีน้ำใจ ปกติแล้วคอยช่วยดูแลท่านป้าหวางกับลูก
หลี่อันหรานลุกขึ้นอธิบายจุดประสงค์ของตัวเองทันทีที่เขาเข้ามา จากนั้นทั้งสามคนจึงเดินไปนั่งลง นางวางกระดาษสองแผ่นนั้นลงตรงหน้าพี่ชายท่านนี้ “ท่านลองอ่านดูเ้าค่ะ หากติดขัดอย่างไรก็บอกข้ามาได้เลย”
พี่ชายท่านนี้อ่านเข้าใจเพราะพอจะรู้หนังสืออยู่บ้าง เขาตั้งใจอ่านแล้วกล่าวกับท่านป้าหวาง “นี่เป็เื่ดี อันหรานจะลงนามสัญญากับเ้าเพราะ้ารักษาผลประโยชน์ของเ้า เ้าลงนามยอมรับได้เลย ข้าอ่านดูแล้วไม่มีปัญหา อีกอย่าง พวกเราเห็นอันหรานมาั้แ่เด็ก นางจะหลอกเ้าได้อย่างไร?”
ท่านป้าหวางเผยยิ้มกว้าง “ข้าก็บอกไปแล้วว่าเชื่อใจนาง แต่นางยืนกรานว่าจะทำแบบนี้ ด้วยเหตุนี้จึงไปเรียกท่านมา”
หลี่อันหรานกล่าวต่อ “หากไม่มีปัญหาก็ลงนามได้เลยเ้าค่ะ ลงนามเสร็จแล้วพวกเราจะได้คุยเื่เงินกัน”
ความจริงนางทำสัญญาฉบับนี้ขึ้นมาเพื่อให้ท่านป้าหวางส่งมอบพริกให้วันละหนึ่งตะกร้าและให้ราคาตะกร้าละหกอีแปะ
ปกติท่านป้าหวางต้องขึ้นเขาไปตัดฟืนหรือไม่ก็เก็บผลไม้ป่าอยู่แล้ว เช่นนี้จะได้ถือโอกาสเก็บพริกกลับมาด้วย
ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ หากเก็บพริกวันละตะกร้าก็จะได้เป็สามสิบตะกร้า นี่นับเป็จำนวนเงินที่ไม่น้อยเลย แทบจะเพียงพอให้ท่านป้าหวางใช้จ่ายได้สองสามเดือน
ท่านป้าหวางตอบว่า “ข้าเขียนหนังสือไม่เป็ ขอประทับลายมือแทนได้หรือไม่?”
หลี่อันหรานยิ้ม “ได้เ้าค่ะ” จากนั้นทั้งสองคนประทับลายมือ การทำสัญญาเป็อันเสร็จสิ้น
“ท่านป้าหวาง นี่คือเงินหนึ่งร้อยอีแปะเ้าค่ะ ท่านเก็บไว้ก่อน นี่ถือเป็เงินมัดจำ ต่อไปท่านค่อยๆ ส่งมอบพริกไปที่บ้านข้าทุกวัน เงินค่าพริกในอนาคตจะถูกหักออกจากจำนวนนี้ หากเกินแล้วข้าจะจ่ายเงินให้ทุกวันตามจริง ท่านคิดเห็นอย่างไรเ้าคะ?”
ท่านป้าหวางต้องดีใจอยู่แล้ว นางไม่เคยนึกมาก่อนว่าจะมีเื่ดีแบบนี้ด้วย งานที่นางทำโดยปกติอย่างการซักผ้าและทำงานจิปาถะสามารถหาเงินได้แค่วันละไม่กี่อีแปะเท่านั้น นึกไม่ถึงว่าการเก็บพริกระหว่างที่ไปตัดฟืนและเก็บผลไม้ป่าจะทำเงินได้เยอะขนาดนี้ ยิ่งไปกว่านั้นคือ พริกพวกนั้นเติบโตอยู่เต็มูเา เด็ดเพียงครู่เดียวก็ได้เต็มหนึ่งตะกร้าแล้ว
“เอาตามที่เ้าว่าเลย วางใจเถิด ป้าจะนำพริกไปส่งให้ตรงเวลาทุกวัน”
หลี่อันหรานได้ยินดังนี้ก็เบาใจขึ้นมาก นางจึงลุกขึ้นแล้วกล่าวว่า “ได้เ้าค่ะ ถ้าเช่นนั้นข้าขอตัวก่อนนะเ้าคะ พวกเราแบ่งกันเก็บสัญญาคนละฉบับ หากมีปัญหาอันใดก็มาคุยกับข้าที่บ้านได้”
นางกล่าวจบแล้วเก็บสัญญาไว้กับตัวและเตรียมจากไป
