เมื่อกลับมาถึงูเากองกระดูก ซุนเฟยก็เห็นแม่ชีอาคาร่าและตาเฒ่าเคนกำลังปีนูเากองกระดูกได้ครึ่งทางแล้ว ท่าทางตื่นเต้นของทั้งสองคนเหมือนสุนัขจรจัดกำลังคุ้ยหาของในถังขยะ ส่วนด้านล่างของูเากองกระดูก ก็มีการตั้งเต็นท์ขึ้นมาโดยที่ด้านหน้าของเต็นท์จะมีแท่นไว้สำหรับตีเหล็กวางอยู่ ด้วยความช่วยเหลือของเหล่าโร้กสาว ชาร์ซีจึงทำงานได้อย่างสะดวก นางเหวี่ยงค้อนตีโครงกระดูกอย่างขะมักเขม้นส่งเสียงดังกึงๆๆ และข้างกายของนางก็มีกองอาวุธที่ทำจากกระดูกวางรวมกันไว้อยู่
ค้อนวิเศษในมือชาร์ซีกลายเป็เงาดำๆ เคลื่อนไหวไม่หยุด เห็นได้ชัดว่าช่างตีเหล็กสาวคนนี้ปรับตัวเข้ากับการตีโครงกระดูกเข้ารูปได้เรียบร้อยแล้ว ยามที่มองนางกำลังเหวี่ยงค้อนให้ความรู้สึกเหมือนเห็นทูต์ที่งามสง่ากำลังเต้นรำอยู่ ผมหางม้าสีแดงเพลิงที่กำลังสะบัดไปมาอยู่ในอากาศ ราวกับจิติญญาเปลวไฟดวงน้อยน่ารัก ทำให้คนที่กำลังมองอยู่รู้สึกหลงใหล
หลังจากที่ซุนเฟยเคลียร์แผนที่แรกของตัวละครทุกตัวเสร็จสิ้น ดูเหมือนว่าจะทำให้ทักษะของทุกคนใน 'ค่ายโร้ก' ได้รับการยกระดับขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็ทักษะการตีเหล็กเข้ารูปของชาร์ซี ทักษะการสร้างม้วนคัมภีร์และปรุงน้ำยาของอาคาร่า ทักษะการระบุ ตรวจสอบและวิจัยเวทมนตร์ของตาเฒ่าเคน ทักษะการต้มตุ๋นของคิด รวมไปถึงคนอื่นๆ ต่างก็ได้รับการยกระดับขึ้นไปอีกขั้น ด้วยเหตุนี้ ทำให้ชาร์ซีสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว ทำให้จังหวะการตี ‘โครงกระดูกปีศาจ’ ของนางราวกับการเต้นรำก็ไม่ปาน ตามการคาดการณ์ของซุนเฟย ทักษะการตีเหล็กเข้ารูปของชาร์ซีคงเลื่อนขั้นไปอีกหนึ่งขั้น และสามารถตีอาวุธกับอุปกรณ์เวทมนตร์ให้แข็งแกร่งเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเท่า
“นายท่านซุนเฟย ในที่สุดท่านก็กลับมาแล้วหรือ?” เมื่อเห็นร่างซุนเฟยเดินมาแต่ไกลๆ ชาร์ซีก็กวักมือเรียกอย่างยินดี “แม่นมอาคาร่าและท่านเคนได้ค้นพบสิ่งใหม่ล่ะ ลองมองไปรอบๆ เสาเหล่านี้สิ ท่านจะต้องไม่เชื่อแน่ๆ ว่าพวกมันเป็แร่ 'เหล็กดำ'...” ขณะที่ชาร์ซีพูด นางก็ยื่นเศษชิ้นส่วนสีดำชิ้นหนึ่งให้ซุนเฟย “ดูสิ มันเป็โลหะเวทมนตร์ในตำนาน แม้ระดับความทนทานจะไม่เท่า ‘โครงกระดูกปีศาจ’ แต่ก็นำมาสร้างเป็ชุดเกราะได้ ที่แผ่นดินโร้กน่ะ อาวุธในตำนานส่วนใหญ่ก็สร้างมาจากโลหะที่หายากเช่นนี้แหละ!”
“อ้อ...คาดไม่ถึงจริงๆ ว่าที่นี่จะมีของล้ำค่าแบบนี้อยู่ด้วย มิน่าเล่า ถึงสามารถสร้างราชอาณาจักรใหม่ๆ ที่ยิ่งใหญ่ได้จำนวนนับไม่ถ้วน!” ซุนเฟยรับก้อนหินเหล็กสีดำมาดู ทันทีที่ได้ัั เขาก็รู้สึกได้ถึงความเย็นและความแข็งแกร่งของก้อนหินนี้ ในใจก็พลันรู้สึกยินดีขึ้นมา ทันใดนั้นเขาก็นึกอะไรบางอย่างได้ขึ้นมาได้ จึงเอ่ยปากถามว่า “จริงสิ แล้ววิธีการหลอมแร่ควรจะทำอย่างไร? ไม่ใช่ว่ามีเงื่อนไขพิเศษอะไรใช่ไหม?”
“คราวนี้ท่านเดาถูก!” ไม่รู้ว่าั้แ่เมื่อไรที่ตาเฒ่าเคนลงมาจากูเากองกระดูก ในมือของเขาถือไม้เท้ากระดูกอันใหม่ที่ชาร์ซีตีขึ้นมาให้เขา ซุนเฟยหันไปมองก็พลันใไปชั่วขณะ เพราะว่าทั่วร่างของตาเฒ่าั้แ่หัวจรดเท้ากลายเป็สีขาวทั้งหมด เคราก็ขาว ผมก็ขาว หน้าก็ขาว ไม้เท้าก็ขาวแล้วยังจะใส่ชุดขาวอีก ชายชรากวาดสายตามองไปยังเสาหินั์รอบๆ ด้วยตาเป็ประกายพลางพูดต่อไปว่า “ความจริงแล้ว การหลอม 'เหล็กดำ' มันทำได้ยากมาก ถ้าอยากจะดึงแร่เหล็กดำพวกนี้ออกมาจากเสาหินก็จำเป็จะต้องใช้เปลวไฟจากขุมนรก 'เปลวไฟแห่งแกนโลก'”
“'เปลวไฟแห่งแกนโลก'?”
“อืม กล่าวกันว่าเปลวไฟนี้สามารถเผาไหม้พลังของปีศาจได้ และมันมีพลังที่น่ากลัวมาก ในตำนานบอกไว้ว่าเปลวไฟนี้สามารถเผาไหม้ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกได้ ที่ 'ป้อมปราการปีศาจ' ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของ 'ค่ายโร้ก' จะมีแม่น้ำที่ชื่อว่า ‘แม่น้ำแห่งเพลิง’ ซึ่งจะคอยทำหน้าที่เผาไหม้หัวใจของแกนโลกตลอดกาล ถ้านำเปลวไฟออกมาจากที่นั่นได้ ก็จะหลอมแร่ที่ล้ำค่าพวกนี้ได้!”
"ฟังดูซับซ้อนมาก!"
ซุนเฟยยกมือลูบคางตัวเอง ถ้าเขาจำไม่ผิด ในโลก Diablo แน่นอนว่ามีสถานที่ที่เรียกว่า 'ป้อมปราการปีศาจ' แต่ว่ามันเป็แผนที่ระดับสี่ เพราะฉะนั้น เขาจะต้องเคลียร์แผนที่ทั้งสามอย่างแรกก่อน ก็คือ 'ค่ายโร้ก ลุกค์ โกลไลน์ ท่าเรือคูลาส' ในเควสที่สองของแผนที่ที่สี่จะมีเควสที่มีชื่อว่า 'เตาหลอมนรก' ถ้าทำเควสนี้สำเร็จก็จะได้ไปแม่น้ำที่ชื่อ 'แม่น้ำแห่งเพลิง' ที่นั่นเป็โลกใต้ดินที่มืดมิดและมีหินหนืดสีส้มไหลอยู่ทุกหนทุกแห่ง นั่นคงเป็ 'เปลวไฟแห่งแกนโลก' ที่ตาเฒ่าเคนกล่าวถึง แต่ตอนนี้มันยากเกินไปที่จะไปเอาเปลวไฟชนิดนี้ ซุนเฟยเพิ่งจะเข้าสู่แผนที่ที่สองอย่าง 'ลุกค์ โกลไลน์' ซึ่งอยู่ระยะทางอยู่ไกลจาก 'ป้อมปราการปีศาจ' มาก คาดว่าเร็วที่สุดก็ยังต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งปี
“มันย่อมเป็ปัญหาเล็กน้อย ในตำนานแทบจะไม่มีใครสามารถเดินทางจาก 'ค่ายโร้ก' ไปที่ 'ป้อมปราการปีศาจ' มาก่อน แต่ว่า ฮ่าๆ ในที่ตั้งเทพและปีศาจที่ท่านพูดถึงจะไม่ทำให้เราต้องยุ่งยากขนาดนั้น ท่านมาดูสิ...” ตาเฒ่าเคนใช้ไม้เท้าในมือจิ้มเข้าไปในรอยแตกของพื้น “ที่นี่มีบางอย่างที่น่าสนใจมาก!”
ซุนเฟยก็สังเกตเห็นถึงความผิดปกติของพื้นดินนี้อย่างที่ไม่เคยสังเกตมาก่อน ที่นี่เต็มไปด้วยรอยแตกกว้างประมาณสองนิ้ว มันดูเหมือนกับแม่น้ำที่แห้งแล้งหลังจากเกิดภัยแล้ง แล้วพื้นดินจะปกคลุมไปด้วยรอยแตกเต็มไปหมด และในช่องรอยแตกจะมีแสงสีแดงสลัวๆ ที่ตรวจสอบไม่ได้กะพริบอยู่ แสงสีแดงนี้เจือไปด้วยความร้อนเล็กน้อย...หรือว่ารอยแตกแปลกๆ พวกนี้กับ 'เปลวไฟแห่งแกนโลก' จะมีส่วนเกี่ยวข้องกัน?
“ความจริงแล้วพื้นที่แปลกๆ นี้ทำให้ข้ารู้สึกได้ถึงกลิ่นอายของ 'เปลวไฟแห่งแกนโลก' ผ่านจากรอยแตกเหล่านี้ บางสิ่งบางอย่างธรรมชาติมักจะสร้างให้มาเป็ของคู่กัน ที่นี่มีแร่ 'เหล็กดำ' อยู่เป็จำนวนมาก แน่นอนว่ามันจะต้องมี 'เปลวไฟแห่งแกนโลก' มาคอยควบคุมมันไว้ แต่ถึงอย่างนั้น ช่องว่างเหล่านี้ก็ลึกเกินไปและพื้นหินของที่นี่ก็แข็งมาก ถ้าอยากดึง 'เปลวไฟแห่งแกนโลก' ออกมาจากข้างใน มันคงเป็เื่ยากไม่น้อย!”ตาเฒ่าเคนยกมือลูบเคราสีขาวของตัวเองพลางส่ายหน้า “แต่ข้าจะลองลงวงเวทดู เพื่อว่าจะดึง 'เปลวไฟแห่งแกนโลก' ออกมาได้บ้าง”
จากนั้นตาเฒ่าเคนก็ขออัญมณีสีเหลืองมาจากซุนเฟยสิบกว่าก้อน แล้วตาเฒ่าเคราขาวก็เริ่มใช้ไม้เท้าวาดวงเวทขึ้นมาบนพื้นอย่างช้าๆ ไม้เท้าที่ใช้ ‘โครงกระดูกปีศาจ’ สร้างขึ้นมามันสะดวกในการใช้งานจริงๆ เวทมนตร์ไหลได้อย่างราบรื่น แม้กระทั่งมีประโยชน์ในการเพิ่มพลังเวทอีกด้วย ปลายไม้เท้าวาดลายเส้นที่ละเอียดสวยงามทีละเส้นลงบนพื้นหินแข็งๆ ระดับความรู้ความเข้าใจในวงเวทของตาเฒ่าเคนเรียกได้ว่าอยู่ในขั้นผู้เชี่ยวชาญเลยทีเดียว
นี่คือโอกาสเรียนรู้ที่หาได้ยาก
ซุนเฟยคอยสังเกตวงเวทนี้อย่างตั้งใจ
ตลอดเวลาที่ได้เรียนกับแม่ชีอาคาร่า ซุนเฟยเองก็พอจะมีความรู้ความเข้าใจในด้านเวทมนตร์ไม่น้อย แต่สำหรับเื่วงเวทเขารู้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ก่อนหน้านี้แม้ว่าซุนเฟยจะมีทักษะเวทมนตร์ แต่กลับมีความรู้ความเข้าใจในด้านเวทมนตร์น้อยมาก สำหรับเื่วงเวท เขาก็พอจะรู้ขั้นพื้นฐานมาบ้างเช่น วงเวทแบ่งออกเป็หกประเภทคือ รูปดาวห้าแฉกแบบไม่มีธาตุ รูปดาวหกแฉกแบบมีธาตุ ประเภทรวบรวม ประเภทย่อยสลาย ประเภทสัญลักษณ์และประเภทเชื่อมโยงทางกายภาพ ซึ่งพลังอำนาจและประโยชน์ของพวกมันแต่ละประเภทจะไม่เหมือนกัน อย่าง 'เปลวไฟแห่งแกนโลก' เป็พลังธาตุไฟ ดังนั้นตาเฒ่าเคนจึงต้องรวบรวมสมาธิสร้างวงเวทหกแฉกแบบมีธาตุและเชื่อมโยงขี้นมา ในระหว่างที่กำลังวาดวงเวทนั้น ตาเฒ่าเคนก็มีสีหน้าท่าทางที่ตั้งใจและเคร่งเครียด เขาเพ่งสมาธิในทุกๆ จังหวะ พยายามหลีกเลี่ยงองค์ประกอบธาตุที่มีพลังควบแน่นในระดับสูงที่เสี่ยงจะนำไปสู่การคลาดเคลื่อน และทำให้เกิดอันตรายจากการย้อนกลับของเวทมนตร์
ผ่านไปครึ่งชั่วโมง ในที่สุดวงเวทที่มีความละเอียดลึกซึ้งและมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณหนึ่งเมตรก็ถูกวาดจนเสร็จ
วงเวทชั้นน้อยสุดจะเป็รูปวงกลม รูปวงกลมแทนคำว่าการไหลเวียนเพื่อไม่ให้พลังเวทมนตร์รั่วไหล และด้านในวงกลมจะเป็วงจรเวทมนตร์ รับประกันเลยว่าสามารถเหนียวนำพลังเวทได้อย่างสมบูรณ์ วงเวทโคจรยิ่งซับซ้อนก็ยิ่งเป็ระดับสูง และมันจำเป็ต้องใช้พลังเวทจำนวนมากในการวาดเช่นกัน ปกติแล้ว การวาดวงเวทจำเป็ต้องมีก้อนหินเวทจำนวนมาก แต่เนื่องจากว่าตาเฒ่าเคนมีไม้เท้าที่สร้างจาก ‘โครงกระดูกปีศาจ’ ดั้งนั้นจึงสามารถประหยัดขั้นตอนไปได้มาก นอกจากนี้ อำนาจของวงเวทจะขึ้นอยู่กับเวทมนตร์ของนักเวทและระดับของอัญมณี...ไม่ว่าจะเป็แผ่นดินอาเซรอทหรือโลก Diablo สิ่งเหล่านี้ต่างเป็หลักการและความรู้พื้นฐานของการสร้างวงเวท
ตาเฒ่าเคนเหนื่อยมาก สภาพตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับหมาที่กับหอบแฮ่กๆ เขาพักเหนื่อยเพียงชั่วครู่ จากนั้นก็เริ่มวาง 'อัญมณีตำหนิ' สีแดงทั้งหกก้อนลงบนมุมทั้งหกแฉกของวงเวทอย่างระมัดระวัง ขณะเดี๋ยวกันก็ใส่พลังเวทอ่อนๆ เข้าไป
จากนั้นก็เกิดเหตุการณ์แปลกๆ ขึ้น
เมื่อวงเวทถูกกระตุ้น มันจะเริ่มโคจรพลังตัวเอง พวกเขาต่างเห็นเปลวไฟสีแดงจางๆ ลุกท่วมอัญมณี ก่อนจะไหลไปตามลายเส้น ลายเส้นสีแดงปรากฏอยู่บนพื้น มันค่อยๆ ไหลวนไปตามลายเส้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็ไปกันอยู่ตรงกลางวงเวท จากนั้นวงเวทก็จะเรืองแสงสีแดงแล้วทะยานสู่ท้องฟ้า แรงดูดและระลอกคลื่นมหาศาลก็แพร่กระจายออกมาจากวงเวท พื้นดินเริ่มสั่นเล็กน้อย ผ่านไปไม่กี่นาที เปลวไฟเล็กๆ สีส้มอมเหลืองจางๆ ก็ปรากฏขึ้นมาตรงกลางวงเวทอย่างช้าๆ
“ออกมาแล้ว...ฮ่าๆๆ นี่แหละ 'เปลวไฟของแกนโลก'!”
ตาเฒ่าเคนะโโลดเต้นอย่างดีใจ ไม่ช้า เสียงโห่ร้องของเขาก็ต้องหยุดชะงัก เหมือนแม่ไก่ที่กำลังโก่งคอจะร้องออกมาแต่ก็ถูกคนบีบคอไว้ก่อน เพราะในเวลาที่สำคัญนี้ จู่ๆ วงเวทบนพื้นก็พลันดับลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ ความผันผวนของเวทมนตร์สลายหายไปอย่างรวดเร็ว รวมไปถึงเปลวไฟสีส้มอมเหลืองเล็กๆ ที่เพิ่งปรากฏออกมาก็หายวับไปเช่นกัน
“โธ่เอ๊ย ระดับอัญมณีไม่พอ...” เมื่อตาเฒ่าเคนรีบเดินไปตรวจสอบก็พลันทำหน้าผิดหวัง เพราะ 'อัญมณีตำหนิ' ทั้งหกก้อนต่างสูญเสียพลังเวททั้งหมดและกลายเป็หินสีเทาธรรมดา
“ถ้าอย่างนั้นก็ช่างมันเถอะ ตอนนี้ข้าไม่มีอัญมณีสีแดงระดับสูงอีกหกก้อนเหลือแล้ว เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยลองอีกครั้งแล้วกัน!” ซุนเฟยที่เห็นฉากเมื่อครู่ก็พลันหวนนึกถึงภาพวงเวทที่ตัวเองคัดลอกมาจากก้อนหินในห้องหินก่อนหน้านี้ เมื่อนึกขึ้นได้ก็รีบหยิบมันออกมาให้ตาเฒ่าเคนดู
“เอ๊ะ? นี่มันคืออะไร? แปลกแฮะ ทำไมรู้สึกคุ้นๆ กับลายวงเวทนี้กันนะ...”
โดยไม่คาดคิด โรคบ้างานของตาเฒ่าเคนก็กำเริบขึ้นมา เขามักจะมีนิสัยแบบนี้บ่อยๆ เวลาที่ตัวเองได้ค้นพบสิ่งที่น่าสนใจ เขาจะเข้าสู่สภาวะคลั่งได้อย่างง่ายดาย เพียงกระดาษแผ่นนี้อยู่ในมือ เขาก็เมินเฉยทุกคนแม้กระทั่งทิ้งซุนเฟยที่กำลังยืนรอคำตอบอยู่ข้างๆ อย่างไม่ใยดี แล้วเดินเข้าไปในประตูมิติเพื่อกลับไปค้นคว้าวงเวทพวกนี้ที่ 'ค่ายโร้ก'
ซุนเฟยจึงหันกลับไปมองแม่ชีอาคาร่า ตอนนี้ความโลภบังตานางอยู่ นางยังคงแน่วแน่ในการปีนขึ้นไปบนูเากองกระดูกเพื่อทำการเลือกกระดูกที่ดีที่สุดออกมา เห็นแบบนี้ก็อดส่ายหน้าไม่ได้ ซุนเฟยจึงตัดสินใจเดินกลับไปที่ 'ค่ายโร้ก'
ใน่ห้าหกวันมานี้ การสำรวจของซุนเฟยค่อนข้างราบรื่นและไม่พบอะไรแปลกใหม่แม้แต่น้อย
เมื่ออยู่ที่ค่ายโร้กซุนเฟยก็ใช้ 'ลูกบาศก์ฮอราดริก' ทำการอัพเกรดอัญมณีให้กลายเป็ระดับสมบูรณ์จำนวนมาก จากนั้นก็ย้อนกลับไปที่ห้องหินที่เหวฝั่งตรงข้าม แล้ววางอัญมณีสมบูรณ์ลงบนก้อนหินเล็กๆ พวกนั้น จากนั้นก็ทำการกระตุ้นวงเวททั้งห้า แน่นอนว่ามีการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ เกิดขึ้น บนแท่นหินไร้ชื่อปรากฏแผนที่สีฟ้าใสที่ซุนเฟยดูแล้วไม่เข้าใจขึ้นมา ซุนเฟยเคยมองวงเวทพวกนี้แบบคร่าวๆ ก็อดแปลกใจไม่ได้ เพราะเห็นได้ชัดว่าไม่มีรูปวงกลมชั้นนอก แม้แต่ทิศทางของการโคจรวงเวทก็แตกต่างกัน ขนาดวงเวทยังดูไม่รู้เื่ ยิ่งไม่ต้องไปพูดถึงการดูแผนที่เลย ้าแผนที่เต็มไปด้วยลวดลายมากมาย และเส้นทางที่ซับซ้อน มันดูเหมือนแผนภาพวงจรไฟฟ้าของโลกเก่า บนเส้นทางสีฟ้ามากมายปรากฏจุดวงกลมสีแดงเล็กๆ ดึงดูดความสนใจของเขาอย่างมาก
น่าเสียดายที่นอกเหนือจากการค้นพบนี้ ก็ไม่มีอะไรอื่นอีก
เดิมทีซุนเฟยก็ไม่เข้าใจความหมายของแผนที่บนแผ่นหินไร้ชื่อ ความสามารถของวงเวทบนก้อนหินทั้งห้าวงน่าจะทำได้แค่กระตุ้นแผนที่ให้ปรากฏออกมาบนแท่นหินเท่านั้น นอกเหนือจากนี้ ไม่ว่าจะลองกระตุ้นวงเวทบนเสาหินอย่างไรก็ไม่เกิดอะไรขึ้นอยู่ดี ส่วนตาเฒ่าเคน หลังจากทำการวิจัยภาพวงเวททั้งห้าแผ่น เขาก็คิดว่ารูปแบบพวกนี้แค่ช่วยสนับสนุนวงเวทประเภทถ่ายโอนบางอย่าง ขาดแค่ส่วนกลาง ทำให้ยากที่จะโคจรได้ ใน่เวลานี้ ซุนเฟยก็พาแม่ชีอาคาร่ามาสำรวจห้องหินนี้ด้วย แต่น่าเสียดายที่นางก็ไม่ค้นพบอะไรเช่นกัน
ซุนเฟยไม่มีทางเลือกอื่นจากจะต้องอดทนและเฝ้ารอไปทีละขั้น
ใน่ระยะเวลาสิบวันมานี้ ซุนเฟยใช้เวลาครึ่งวันในการสำรวจอุโมงค์นับพันแห่งบนกำแพงหิน เพื่อหาเส้นทางที่ถูกต้องในการออกจากเขาวงกตนี้ได้ และได้พบกับความลึกลับที่ซ่อนอยู่ด้านหลังเขาวงกตนี้ แม้ว่าจะมีความคืบหน้าเพียงเล็กน้อย แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย ซุนเฟยคาดการณ์ว่า ผ่านไปอีกสิบวัน ไม่แน่ว่าอาจจะค้นหาเส้นทางที่ถูกต้องพบก็ได้ นอกจากนี้ เขายังลองสำรวจพื้นที่ลึกลับขนาดใหญ่ทุกด้านอย่างละเอียดก็ค้นพบว่า มีพื้นที่ว่างฝั่งตรงข้ามอย่างน้อยๆ หลายสิบตารางเมตร ทั้งสามด้านต่างถูกคั่นด้วยเหวน้ำแข็งที่มืดมิด ทำให้ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง พื้นที่นี้เป็รูปเกือกม้านั่นเอง
นอกจากการสำรวจพื้นที่ แน่นอนว่าซุนเฟยไม่ลืมที่จะเข้าไปอัพเลเวลในโลก Diablo
สิบวันต่อมา ซุนเฟยก็ใช้ตัวละครทั้งเจ็ดตัวเคลียร์เควสสองแรกของแผนที่ 'ลุกค์ โกลไลน์' เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ตัวละครคนเถื่อนก็เลเวล 27 จอมเวทเลเวล 27 นักรบอเมซอนเลเวล 26 พาลาดินเลเวล 26 ดรูอิดเลเวล 25 มือสังหารเลเวล 26 และเนโครแมนเซอร์เลเวล 24 เห็นได้ชัดว่า ความแข็งแกร่งของเขาก้าวหน้าขึ้นมาก พลังการต่อสู้ของซุนเฟยเทียบเท่ากับนักรบห้าดาวระยะกลางแล้ว ทว่าซุนเฟยก็สามารถสู้กับนักรบห้าดาวระยะปลายได้อย่างสูสี
นอกจากจะอัพเลเวลแล้ว ทุกๆ วันซุนเฟยจะเปลี่ยนเป็ 'โหมดมือสังหาร' เพื่อััถึงเส้นทางการไหลเวียนของพลังชี่แท้ในร่างแล้วฝึกตามคัมภีร์คลื่นพลังที่ได้มาจากในแหวนมิติเพื่อบุกเบิกเส้นทางคลื่นพลังอื่นๆ และนำมาสร้างเป็คัมภีร์คลื่นพลังเล่มใหม่ ใน่เวลาสิบห้าวันมานี้ ซุนเฟยได้ปรับปรุงคัมภีร์คลื่นพลัง 'หมัดสายฟ้า' ให้ดีขึ้น หลังจากที่ได้ฝึกทดลองและปรับปรุงด้วยตัวเองแล้ว เขาก็มอบให้เอเลน่านำกลับไปที่ 'เมืองวีรบุรุษ' เพื่อมอบให้กับคนสนิท
การที่ซุนเฟยพยายามตลอดเวลา ทำให้คนอื่นๆ ไม่กล้าผ่อนคลาย
ในขณะเดียวกัน ตลอดเวลาสิบห้าวันที่ผ่านมา ตาเฒ่าเคนก็พยายามใช้อัญมณีระดับสมบูรณ์ทั้งห้าก้อนเพื่อกระตุ้นวงเวท และในที่สุดเขาก็ประสบความสำเร็จในการดึง 'เปลวไฟแห่งแกนโลก' ออกมาได้ ตาเฒ่าเคนส่งมอบมันให้แก่ช่างตีเหล็กชาร์ซีเพื่อใช้ในการหลอม 'เหล็กดำ' และสกัดแร่ 'เหล็กดำ' ให้คงระดับความบริสุทธิ์จำนวนมาก โลหะในตำนานกับ ‘โครงกระดูกปีศาจ’ ถือว่าเป็การจับคู่ที่สมบูรณ์แบบที่สุด ชาร์ซีนำ 'เหล็กดำ' มาใส่ใน ‘โครงกระดูกปีศาจ’ แล้วตีมันออกมาจนได้อาวุธและชุดเกราะสีดำบริสุทธิ์จำนวนมาก นี่ถือว่าเป็การปกปิดภาพลักษณ์กระดูกสีขาวที่น่ากลัวไปด้วยในตัว และถือว่าเป็การหลีกเลี่ยงไม่ให้ภาพลักษณ์ของเหล่าผู้นำทหารของเมืองแซมบอร์ดดูน่ากลัวเกินไปในยามสวมใช้ชุดเกราะพวกนี้ ชุดเกราะกระดูกที่เคลือบด้วยแร่ 'เหล็กดำ' เหล่านี้ถูกซุนเฟยยัดใส่แหวนมิติ
ตาเฒ่าเคนและแม่ชีอคาร่าก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการคัดกรอง ‘โครงกระดูกปีศาจ’ซึ่งโครงกระดูกพวกนี้มีระดับสูงและต่ำแตกต่างกันไป ทั้งสองคนถูกยกเว้นไม่ให้ไปบรรยายความรู้ต่างๆให้แก่นักเรียนใน 'เมืองวีรบุรุษ' ชั่วคราว พวกเขาทั้งสองคนใช้เวลาทั้งวันทั้งคืนในการคัดกรองคุณภาพกระดูก และลำเลียง ‘โครงกระดูกปีศาจ’ ที่ผ่านการคัดกรองมาอย่างดีนำไปเก็บไว้ที่ค่ายโร้ก
วันเวลาผ่านไป ซุนเฟยใช้เวลาสองในสามทำการสำรวจเส้นทางต่างๆ บนกำแพงหินที่เหมือนรวงผึ้งนั่น จนกระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างขึ้นในพื้นที่ลึกลับ
“เกิดอะไรขึ้น? ทำไมข้าถึงรู้สึกว่าอุณหภูมิค่อยๆ ร้อนขึ้น?”
ในขณะเดียวกัน ชาร์ซีที่กำลังสอนพวกโร้กสาวใช้ 'เปลวไฟแห่งแกนโลก' หลอมแร่ 'เหล็กดำ' ก็เริ่มขมวดคิ้วขึ้นมา ในฐานะที่เป็ช่างตีเหล็กที่มีพร์และปรมาจารย์ด้านการตีเหล็กเข้ารูป นางมีประสาทััที่ไวต่ออุณหภูมิเหนือกว่าคนทั่วไป แม้ว่าอุณหภูมิจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นทีละนิดอย่างเงียบๆ แต่นางก็ยังสามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจน
เมื่อได้ยินชาร์ซีพูดแบบนี้ พวกโร้กสาวที่กำลังขะมักเขม้นในการทำงานก็พลันหยุดมือ สาวน้อยน่ารักผมสีน้ำทะเลเป็ลอนคลื่นก็เริ่มสังเกตรอบๆ ก่อนจะชี้ไปทางรอยแตกบนพื้นพลางพูดว่า “แย่แล้ว ดูสิ มีไอร้อนลอยออกมาจากรอยแตกนั่น...”
ทุกคนพากันหันไปมอง ก็พบว่ามีไอร้อนจางๆ กำลังลอยออกมาจากรอยแตกนั่นอย่างช้าๆ
ซุนเฟยยื่นมือไปแตะรอยแตกนั่นเบาๆ เขาก็รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า อุณหภูมิใต้พื้นดินค่อยๆ ร้อนขึ้นเรื่อยๆ พื้นที่ลึกลับทั้งหมดเริ่มร้อนอบอ้าวขึ้น และในตอนนี้ เขายังสังเกตเห็นปรากฏการณ์แปลกๆ อีกอย่าง ในอากาศมีหมอกสีขาวบางๆ ลอยอยู่
“หมอก? ทำไมมีหมอกได้ล่ะ?”
ซุนเฟยชะงัก ทันใดนั้นความคิดบางอย่างก็แวบขึ้นมา ใบหน้าเขาเปลี่ยนสีทันที เสียงะเิดังขึ้น พื้นดินใต้เท้าของเขาก็พลันแตกกระจาย ร่างของซุนเฟยพุ่งไปทางเหวลึกที่ขอบพื้นที่กว้างอย่างรวดเร็วดุจลูกะุ ร่างของเขากลายเป็เงาเลือนรางหายไปพร้อมมีะโออกมาเสียงดังว่า “รีบเก็บของ พวกเราจะกลับไปที่ค่ายภายในสิบนาที ห้ามล่าช้าแม้แต่วินาทีเดียว!”
ไม่มีใครกล้าฝ่าฝืนคำสั่งของผู้นำสูงสุด ชาร์ซีและเหล่าโร้กสาวต่างรู้สึกได้ถึงความตึงเครียดในน้ำเสียงของซุนเฟย พวกนางจึงรีบเก็บเต็นท์และกวาดชุดเกราะรอบๆ ที่เสร็จบ้างไม่เสร็จบ้างเก็บใส่ถุง แล้วรีบเดินเข้าไปในประตูมิติเพื่อกลับไปที่ 'ค่ายโร้ก'
เพียงพริบตาเดียว ซุนเฟยก็มาถึงขอบเหว
ไม่ผิดไปจากที่คาดไว้ ลึกลงไปในหุบเหว มีไอหนาวเย็นะเืในเหวกำลังทะยานออกมาอย่างบ้าคลั่ง ไอเย็นของเหวลึกกับไอความร้อนที่พ่นออกมาจากรอยแตกที่พื้นดินกำลังปะทะกัน ทันใดนั้นก็เกิดหมอกสีขาวจำนวนมากขึ้นในอากาศ การปะทะกันของทั้งสองฝ่ายทำให้เกิดลมขึ้นมา...
ลม?
หัวสมองของซุนเฟยแล่น เขาเข้าใจแทบจะในทันทีแล้วว่าแรงดูดมหาศาลในตอนแรกที่เขาเดินในอุโมงค์มาจากที่ไหน ตอนแรกเขาก็รู้สึกแปลกใจ แม้อากาศในพื้นที่นี้จะไหลเวียนอย่างราบรื่น แต่กลับไม่มีการไหลเวียนของอากาศขนาดใหญ่ แล้วเกิดลมได้อย่างไร? ที่แท้ปัญหาก็อยู่ที่นี่
ในเวลาสั้นๆ ที่ซุนเฟยกำลังครุ่นคิด ในหุบเหวลึกก็มีเสียงคำรามที่น่ากลัวดังขึ้น เหมือนเสียงร้องของปีศาจที่กำลังกรีดร้องดิ้นรนอยู่ด้านในเป็จำนวนมาก เมื่อได้ยินเสียงที่น่ากลัวนี้ ก็มีไอหนาวเย็นจำนวนมากทะยานออกมาอย่างคลุ้งคลั่ง ซุนเฟยกำหมัดแน่น ขณะที่มองไปยังไอหนาวนั่น ไม่ต้องเสียเวลาคิดว่าไอความหนาวนั่นมาจากที่ไหน ทันใดนั้นก็เกิดเสียงดังปึงๆๆ ขึ้นมาพร้อมก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่จำนวนนับไม่ถ้วนลอยออกมาจากในหุบเหวลึกนั่น ก่อนจะกลิ้งตกลงมาบนพื้น
“สมควรตาย!”
ซุนเฟยแทบป้องกันไม่ทัน เขารีบหลบอย่างรวดเร็ว
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ก้อนน้ำแข็งที่พ่นออกมาจากเหวเริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จากขนาดเท่าแผ่นเล็กๆ จนถึงขนาดเท่าเนินเขา เหมือนมีมือที่มองไม่เห็นโยนพวกมันออกมา อากาศหนาวเย็นน่าสะพรึงกลัวกำลังกระจายออกมาพร้อมกับชิ้นน้ำแข็ง คิ้วและผมของซุนเฟยปกคลุมด้วยหิมะ แม้แต่จมูกก็เริ่มแข็ง เขารีบเปลี่ยนเป็ 'โหมดจอมเวท' ที่สวมชุด 'ทุกษะของอาร์แคนน่า' ซุนเฟยโคจรเวทมนตร์เพลิงบางๆ เพื่ออบอุ่นร่างของตัวเอง
แต่ไม่ช้า ความหนาวเย็นก็เลวร้ายลงเรื่อยๆ แม้แต่พลังเวทมนตร์ของเลเวล 27 ของซุนเฟยก็ยากที่จะต้านทานความหนาวนี้ได้ หากยังอยู่แบบนี้อีกสักพัก เขาอาจต้องแข็งตายแน่ๆ
ซุนเฟยรีบถอยกลับ
ความร้อนของรอยแยกบนพื้นก็เริ่มร้อนระอุมากขึ้น รอยแตกทั้งหมดเรืองแสงสีแดงขึ้นมา แม้กระทั่งมีเปลวไฟสีเหลืองเล็กๆ ผุดตามออกมา ความร้อนและความเย็นมาพบกันในอากาศ เพียงชั่วพริบตาก็เกิดหมอกสีขาวหนาแน่นขนาดใหญ่ ก่อนจะมีลูกเห็บและหยาดฝนขนาดเท่าเม็ดถั่วตกลงมาจากในอากาศใส่หัวของซุนเฟย...ในพื้นที่ลึกลับก็พลันมีฝนตกชุกทันที
เปรี้ยง!
เสียงฟ้าร้องดังขึ้น ท่ามกลางฟ้าร้องมีฟ้าแลบปรากฏ
จากนั้น การหมุนเวียนในอากาศของพื้นที่ลึกลับก็เริ่มบ้าคลั่งขึ้นเรื่อยๆ ซุนเฟยรีบถอยออกไปที่เสาหินขนาดใหญ่ข้างูเากองกระดูก ฉากตรงหน้าทำเอาเขาใจนหน้าซีด...
----------------------
