ติงเหว่ยที่กำลังยุ่งอยู่กับการเก็บของและจัดการเื่เล็กๆ น้อยๆ ต่างๆ นางจึงไม่ได้สนใจเื่เหล่านี้ และก็เลยเอาเปรียบกงจื้อิ
ประกอบกับที่เขากลับมาจากในเมืองอย่างเร่งรีบ จึงไม่ได้เอาของเล่นมาเอาใจลูก เขาอุ้มอันเกอเอ๋อร์ขึ้นไปอย่างง่ายดายและให้เขาเด็ดทีละลูกๆ อันเกอเอ๋อร์มีความสุขปรบมือจนแดงไปหมด
คงไม่ต้องบอกว่าในมือของต้าหวา เอ้อร์หวาและเสี่ยวชิงที่หน้าแดงอยู่ก็เต็มไปด้วยลูกสาลี่ สายลมพัดมา กลิ่นหอมของลูกสาลี่ก็ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ
ติงเหว่ยยกบะหมี่ออกมา นางทนมองเสี่ยวชิงที่กำลังน้ำลายไหลไม่ไหวแล้วแอบมองสีหน้าของกงจื้อิอย่างระมัดระวัง ราวกับจะไล่ให้นางไปล้างสาลี่มาหนึ่งจาน แล้วก็แบ่งให้เหล่าทหารด้านนอกสักจำนวนหนึ่ง
เสี่ยวชิงวิ่งออกไปอย่างมีความสุขและปล่อยให้กงจื้อิอุ้มอันเกอเอ๋อร์นั่งเล่นอยู่บนม้าหินอ่อน เขาพูดกำชับด้วยความอิจฉาเล็กน้อย “เ้าไม่จำเป็ต้องเปลืองแรงหรอก เรียกให้ป้าหลี่เอาไปให้พวกเขาก็พอแล้ว”
ติงเหว่ยอดไม่ได้ที่จะแกล้งตำหนิเขาออกไปว่า “พวกเขาล้วนเป็องครักษ์ของท่าน ปกป้องท่านด้วยชีวิตในสนามรบ ทำไมข้าจะปฏิบัติต่อพวกเขาดีสักหน่อยไม่ได้?”
กงจื้อิได้ฟังแล้วก็รู้สึกร้อนใจขึ้นมา เขาอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นจัดผมที่กระจัดกระจายอยู่ของนาง “อยู่เคียงข้างข้าทำให้เ้าต้องลำบากแล้ว”
ติงเหว่ยคิดถึงท่านพ่อท่านแม่ขึ้นมา แววตาของนางมีความเศร้าสลดปรากฏขึ้นมาครู่หนึ่ง แต่ในไม่ช้าก็พูดด้วยรอยยิ้มออกมาว่า “ลำบากที่ไหนกัน มีเรือนที่ใหญ่ขนาดนี้ให้อยู่อาศัย มีที่เพาะปลูกใหญ่ขนาดนี้ให้ข้าได้จัดการ อีกอย่างถ้าจะบอกว่าลำบากอีก เกรงว่า์ก็คงต้องฟ้าผ่าข้าตายเสียแล้ว!”
กงจื้อิขมวดคิ้วและตำหนิออกมาว่า “เ้าอย่าพูดส่งเดช!”
ติงเหว่ยยิ้มออกมาอย่างมีความสุข นางรับลูกชายไปพร้อมเร่งให้เขาไปกินข้าว “รีบไปกินข้าวเถอะ เมื่อครู่นี้ข้าไปดูรอบๆ จแห่งนี้มาหนึ่งรอบ ที่ดินผืนนี้เลือกซื้อได้ดีจริงๆ เหมือนอย่างที่ข้าอยากได้เลย ข้าเตรียมจะสร้างเล้าหมูและเล้าไก่ไว้ที่เชิงเขา ในฤดูหนาวก็จุดไฟให้ความอบอุ่น อีกอย่างหมูนั้นเติบโตรวดเร็ว แล้วก็ซื้อลูกไก่มาจำนวนหนึ่งเอาไว้ออกไข่ พอถึง่ตรุษจีนค่อยส่งเนื้อไปที่ค่ายทหารสักหน่อย ท่านว่าเป็เช่นไร?”
กงจื้อิกินน้ำแกงแพะร้อนๆ เขาเงยหน้ามองหญิงสาวอันเป็ที่รักของเขาพูดถึงการเตรียมการเหล่านี้ ใบหน้าของเขาก็แดงก่ำ คิ้วและดวงตาของนางเต็มไปด้วยความมั่นใจ หากว่าที่ดินผืนนี้เป็สนามรบ เช่นนั้นนางก็เป็แม่ทัพที่มีภาพต้นไผ่อยู่ในใจ [1] แล้วอย่างไม่ต้องสงสัย ความฉลาดเฉลียวราวกับเทพเ้าของนางก็เป็สิ่งที่เขาหลงใหลเป็อย่างมาก
บนโลกใบนี้มีกุลสตรีที่อ่อนโยน สวยงาม และโดดเด่นมากมาย แต่หญิงสาวที่มีชีวิตชีวาและเข้มแข็งเกรงว่าจะมีแค่คนผู้นี้คนเดียว เขาช่างโชคดีขนาดไหนกัน?
ติงเหว่ยที่ป้อนข้าวบดให้ลูกชายกิน เมื่อไม่ได้รับการตอบรับเป็เวลานานก็เงยหน้าขึ้นมาเร่งว่า “ทำไมไม่พูดอะไรเลย การจัดการเช่นนี้ไม่ดีอย่างนั้นหรือ?”
“เอาเถอะ อย่างที่ข้าเคยบอกไว้ ที่ดินแห่งนี้ข้าซื้อให้เ้า หากว่ามีใครทำให้เ้าขุ่นเคืองก็จัดการได้เต็มที่เลย นอกจากข้าแล้วจะไม่มีใครสามารถทำให้เ้าน้อยใจได้” กงจื้อิพูดด้วยน้ำเสียงไม่ดัง แต่ว่าสายตาของเขาก็เต็มไปด้วยความเป็เ้าข้าวเ้าของอย่างเอาแต่ใจ ติงเหว่ยกลับหน้าแดงขึ้นมา
นางรีบหันซ้ายหันขวา เมื่อแน่ใจว่าไม่มีคนอยู่ใกล้ๆ ก็พูดตำหนิออกมาว่า “ท่านจะพูดคำเหล่านี้ออกมาทำไม? รีบกินบะหมี่เข้าไป หากเย็นแล้วน้ำแกงจะมีกลิ่นคาวเอาได้”
หลังจากพูดจบนางก็รีบก้มหน้าไปป้อนข้าวลูกชายต่อ ราวกับว่ากำลังยุ่งเป็อย่างมาก แต่ว่าหูของนางกลับเป็สีแดงก่ำและเปิดเผยความหอมหวานในใจของนางออกมา
รอยยิ้มในดวงตาของกงจื้อิก็ค่อยๆ เอ่อล้นออกมา เขาเลิกคิ้วขึ้นแล้วก็ค่อยๆ กินบะหมี่เข้าไป
หลังจากที่สองผู้ใหญ่และหนึ่งเด็กกินอิ่มแล้วก็เก็บโต๊ะอาหาร ท้องฟ้ามืดสนิทและลมฤดูใบไม้ร่วงที่พัดมาก็เย็นขึ้น อวิ๋นอิ่งก้าวมาข้างหน้าและรับอันเกอเอ๋อร์เข้าไปพักในห้องหลังจากเหนื่อยมาตลอดทั้งวัน เ้าเด็กอ้วนก็คงจะเหนื่อยมาก ศีรษะน้อยๆ ของเขาสัปหงกเหมือนลูกไก่ที่จิกกินข้าวไม่หยุด เขานอนหลับพักผ่อนอย่างว่าง่ายไม่เหมือนวันก่อนที่งอแงไม่หยุดเลยแม้แต่นิดเดียว
กงจื้อิยื่นมือไปดึงติงเหว่ยที่กำลังจะไปชงชาให้มานั่งคุยเล่นกันที่ใต้ต้นไม้ เฟิงจิ่วที่หัวเราะคิกคักก็ปรากฏตัวขึ้นมาจากไหนไม่รู้ มือทั้งสองของเขาถือเสื้อคลุมตัวใหญ่มาแล้วยื่นให้นาง
ติงเหว่ยก็พูดด้วยรอยยิ้มว่า “เสี่ยวจิว เดี๋ยวจัดการเื่ยุ่งๆ ไม่กี่วันนี้ข้าจะทำหมูสามชั้นน้ำแดงให้ อย่าลืมช่วยข้าเอาไปแบ่งให้เหล่าพี่น้องด้วย ขอบคุณพวกเขาที่ทำงานอย่างหนัก คอยปกป้องพวกเราอย่างลับๆ มาตลอดทางใน่ก่อน!”
“ตกลง ขอบคุณพี่ติง” เฟิงจิ่วยิ้มตาหยีอย่างมีความสุข เขายังอยากจะพูดอีกสองสามประโยคแต่เมื่อกวาดตาไปมองสีหน้าที่เคร่งขรึมของนายน้อยของตนเอง
ท่าทางที่ผิดแปลกและดูน่าขบขันของเขาทำให้ติงเหว่ยหัวเราะออกมา กงจื้อิไม่รู้จะทำอย่างไรเขาจึงทำได้เพียงดึงเสื้อคลุมแล้วเอานางเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขนแแ่ เขาถอนหายใจออกมา “เ้านี่นะ ใจดีกับทุกคนมากเกินไปแล้ว ระวังพวกเขาจะไม่เคารพเ้า!”
ติงเหว่ยกลับไม่สนใจและโต้กลับไปว่า “ผู้คนปฏิบัติต่อกันต่างก็ต้องใช้ใจแลกใจ หากข้าปฏิบัติต่อพวกเขาเป็อย่างดี พวกเขาจะมีเจตนาร้ายได้ยังไง อีกอย่างข้าก็ยังมีท่านอยู่ด้วยไม่ใช่หรือ? ท่านพูดเองว่าจะไม่ปล่อยให้ข้าต้องน้อยใจ!”
ประโยคสุดท้ายนี้ทำให้กงจื้อิมีความสุขอย่างที่คาดไว้จริงๆ เขาก้มหน้าลงไปจูบที่คอของนาง “เ้าอย่าได้กังวล ข้าจำได้อยู่แล้ว”
“ฮึ่ม ท่านจะลืมไม่ได้เด็ดขาด ท่านอาจารย์ของข้ากำลังรีบมาที่นี่ เมื่อถึงตอนนั้นหากว่าท่านกล้าปฏิบัติต่อข้าไม่ดี เขามีวิธีการมากมายที่จะจัดการกับท่าน!”
ทันทีที่สิ้นเสียง ติงเหว่ยก็เห็นว่าใบหน้าของกงจื้อิมืดคล้ำลงไปในทันที และรอยยิ้มของนางก็สั่นเทามากขึ้นเรื่อยๆ คงไม่ต้องบอกว่าริมฝีปากของนางจึงถูกปิดสนิทในไม่ช้า จนนางแทบจะหายใจไม่ออก
ใน่เวลาอันแสนหวานและอบอุ่นเช่นนี้ จู่ๆ ก็มีเสียงของอวี้ฉือหุ่ยดังขึ้นที่ด้านนอกประตู “ท่านแม่ทัพ ข้าน้อยมีรายงานด่วนเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการทหาร!”
……
ติงเหว่ยที่ได้ยินก็ตกตะลึง นางรีบลุกขึ้นมาและใช้มือจัดทรงผมและเสื้อผ้าของกงจื้อิให้เรียบร้อย กงจื้อิเลิกคิ้วขึ้นสูงและะโถามเสียงดังว่า “มีเื่อะไรหรือ?”
อวี้ฉือหุ่ยก้าวเข้ามาในลานอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นติงเหว่ยอยู่ข้างๆ เขาก็ยิ้มออกมาอย่างประหม่าเล็กน้อย จากนั้นก็ตอบว่า “กองกำลังสอดแนมรายงานว่า มีทหารและม้ามารวมตัวกันที่จูโจว เกรงว่าทางราชสำนักจะเริ่มมีการเคลื่อนไหวบางอย่างแล้ว”
ทันใดนั้นดวงตาของกงจื้อิก็ทอแสงสว่างขึ้น “ดี กำลังรอให้พวกเขาลงมืออยู่! พวกเ้ากลับเข้าเมืองทันที!”
“ขอรับ ท่านแม่ทัพ” อวี้ฉือหุ่ยตอบรับเสียงดัง จากนั้นเขาก็ก้าวออกไปเรียกเหล่าองครักษ์คนอื่นๆ อย่างรวดเร็ว
สีหน้าของกงจื้อิมีความรู้สึกผิดอยู่หลายส่วน ในขณะที่เขากำลังจะเอ่ยปากพูด ติงเหว่ยก็ส่ายหน้าและบอกว่า “ท่านไม่จำเป็ต้องกังวลเื่ที่นี่ ่นี้ข้าเองก็ต้องจัดการเื่ในที่ดินแห่งนี้ เดี๋ยวท่านจัดการเื่ในเมืองเสร็จแล้วค่อยกลับมาดู บางทีอาจเปลี่ยนไปมากเลยก็ได้”
“ตกลง หากว่าเ้ามีเื่อะไรก็ให้คนส่งข่าวมาให้ข้าได้ตลอดเวลา” เหตุใดกงจื้อิจะไม่เห็นความเศร้าใจและอาลัยอาวรณ์ในดวงตาของติงเหว่ย ยิ่งทำให้เขารู้สึกผิดมากขึ้นไปอีกที่นางเข้าใจเขา
“ตกลง ท่านเองก็ระวังตัวด้วย อย่าลืมนำองครักษ์ออกไปด้วยทุกครั้ง แล้วทุกวันก็อย่าลืมยาที่ท่านอาจารย์ให้ไว้ หลังจากที่อาจารย์กลับมาแล้ว พอตรวจชีพจรแล้วยังต้องปรับยาอีก มิเช่นนั้นสาเหตุของโรคจะไม่หมดไป ต่อไปท่านยังต้องลำบากอีก”
ต่อให้มีคำพูดเป็หมื่นคำที่อยากจะกำชับ แต่อย่างไรสุดท้ายก็ต้องยอมปล่อยมือไปอยู่ดี
กงจื้อิพยักหน้าน้อยๆ จากนั้นเขาก็มองไปที่ห้องด้านข้างที่มีแสงสลัวๆ เกรงว่าเ้าเด็กอ้วนคงจะนอนกรนไปแล้ว ดังนั้นเขาจึงฝืนใจระงับความอาลัยอาวรณ์เอาไว้ และพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ข้าไปก่อนนะ”
“ตกลง”
ติงเหว่ยตอบกลับและไปส่งเขาที่หน้าลาน เมื่อเห็นว่าอวี้ฉือหุ่ยและเหล่าองครักษ์ต่างก็ขึ้นมารอกันหมดแล้ว นางคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็หยุดฝีเท้า กงจื้อิพลิกตัวขึ้นบนหลังม้า เสื้อคลุมสีดำของเขาสะบัดพลิ้วไปตามลม แสงจันทร์ที่เงียบสงัดทำให้ดวงตาของเขาเ็ายิ่งขึ้น แต่เมื่อเขาหันกลับมามองแววตาของเขากลับมีความอบอุ่นน้อยๆ
“ออกเดินทางได้!”
หลังจากสิ้นเสียงคำสั่ง ฝูงม้าก็วิ่งออกไปราวกับลูกศรของคันธนูที่พุ่งออกไป เสียงฝีเท้าที่ดังจนฝุ่นควันลอยคละคลุ้งขึ้นมา ทำให้ครอบครัวชาวนาที่อยู่ไม่ไกลพากันจุดไฟและออกมาชะเง้อดู สุนัขแก่หลายตัวที่ออกมาเห่าอยู่ครึ่งหนึ่งก็ถูกเ้าของตำหนิและกลับเข้าไปในคอกแล้ว
ติงเหว่ยมองไปที่เงาคนไกลๆ นางรู้สึกว่าสายลมในค่ำคืนนี้เย็นลงอีกหลายส่วน และในที่สุดลุงหลี่ก็ทนดูไม่ไหวอีกต่อไป เขาก้าวไปข้างหน้าและพูดว่า “แม่นาง ฟ้ามืดแล้ว ยังไงก็รีบเข้าไปพักก่อนสักหน่อยเถอะ มีคนในครอบครัวใหญ่ของพวกเรากำลังรอให้แม่นางแบ่งงานให้ในวันพรุ่งนี้”
“ตกลง ลุงหลี่” ติงเหว่ยฝืนตั้งสติกลับมา นางยิ้มและบอกว่า “คืนนี้เฝ้าประตูให้ดีและเตรียมคนออกลาดตระเวนด้วย พรุ่งนี้ก็ให้คนเรียกหยวนชิงเหอมาหาข้าหน่อย ข้ามีเื่จะกำชับกับเขา”
“แม่นางอย่าได้กังวล ผู้ดูแลเฉิงเตรียมการไว้เรียบร้อยแล้ว” ลุงหลี่ยิ้มและปิดประตูจวน ลานบ้านที่มีเสียงดังคึกคักเกือบตลอดทั้งวันก็ตกอยู่ในความเงียบงันในที่สุด
……
ติงเหว่ยกลับเข้าไปในห้องและไล่ให้อวิ๋นอิ่งไปพักผ่อนแล้วนางก็ไปอาบน้ำ จากนั้นก็กอดลูกชายตัวอ้วนๆ ไว้ในอ้อมแขน และถอนหายใจยาวๆ ออกมาในที่สุด
เกรงว่าคนคนนั้นคงจะเข้าไปในเมืองแล้ว ไม่รู้เลยว่าสถานการณ์ทางทหารนั้นเป็อย่างไร เมื่อนึกถึงาขึ้นมา นางในฐานะคนที่เกิดมาในยุคที่สงบสุขและเติบโตท่ามกลางแสงแดด อย่างไรก็รู้สึกว่าคำคำนี้ช่างห่างไกลจากตัวนางนัก ทว่าเมื่อครู่นี้ในชั่วพริบตาที่ชายหนุ่มที่นางรักพลิกตัวขึ้นหลังม้า นางกลับรู้สึกได้ลางๆ ถึงกลิ่นเืที่คละคลุ้งจำนวนหนึ่ง…
นี่อาจเป็ความเสียใจของคนที่ปล่อยให้สามีเข้าร่วมกองทัพ ความรู้สึกในใจก็คงจะเป็เช่นนี้แหละ แต่ใครกันล่ะที่ทำให้นางเอาแต่หลงรักชายหนุ่มแบบนี้ และกำหนดให้นางทำได้เพียงเป็ต้นไม้ใหญ่ที่พยายามยืนหยัดอยู่เคียงข้างเขา ในยามที่เขาองอาจห้าวหาญนางก็กวัดแกว่งไปมาอย่างมีความสุขภายใต้ท้องฟ้าที่แจ่มใส หากว่าเขาเหนื่อยล้านางก็จะเป็ที่พึ่งให้แก่เขา ให้เขาได้พักผ่อนบนไหล่ของนางอย่างเงียบๆ
ในใจของนางคิดถึงแผนการในการจัดระเบียบที่ดินผืนนี้ และติงเหว่ยก็ค่อยๆ หลับไป ในความฝันของนางมีทั้งการดิ้นรนและการยืนหยัด สุดท้ายก็หลอมรวมกันกลายเป็ความรักอันแสนหวาน…
ในตอนเช้าของปลายฤดูใบไม้ร่วงและต้นฤดูหนาว เมื่อเทียบกับพื้นที่อื่น เฉียนโจวแห่งนี้ก็ไม่ถือว่าหนาวเกินไป เนื่องจากตำแหน่งที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของซีเฮ่า ต่อให้ในหนึ่งปีจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้หนึ่งครั้ง แต่หลังจากที่เก็บเกี่ยวแล้วก็ยังสามารถปลูกผักกาดขาวและมันฝรั่งได้ หากว่า์เมตตา ในฤดูหนาวหิมะตกน้อยลงสักหน่อย ครอบครัวชาวนาเ่าั้ก็จะได้กินอิ่มท้องกันมากขึ้น แต่หากว่า์โหดร้ายก็ทำสิ่งใดไม่ได้ ผักกาดขาวที่แข็งเป็น้ำแข็งก็จะถูกหั่นออกมาและนำไปลวกในน้ำ จากนั้นก็ตากแห้งแล้วกินคู่กับน้ำจิ้มที่ทำจากถั่ว รับรองว่าจะทำให้เหล่าเด็กซุกซนในครอบครัวกินโจ๊กข้าวโพดได้มากขึ้นอีกครึ่งชามเป็แน่
ในวันนี้ ครอบครัวชาวนาในหมู่บ้านที่อยู่นอกเมืองเฉียนโจวที่แต่เดิมเรียกว่าหลี่เจียจวง ก็พากันตื่นเช้าขึ้นมา แม้ว่าพวกเขาจะกำลังกินโจ๊กอยู่ แต่หูของทุกคนในครอบครัวต่างก็ตั้งใจยกขึ้นสูงเพื่อคอยฟัง
เหตุผลนั้นไม่มีสิ่งอื่นใด ก็แค่เ้าบ้านของพวกเขาเปลี่ยนคนแล้ว เ้าบ้านคนก่อนเห็นว่าสถานการณ์ไม่ค่อยสงบพวกเขาก็เลยขายทรัพย์สินและย้ายไปที่เมืองหลวงเพื่อหลบภัย หัวหน้าหยวนกลับมาเมื่อวานและบอกว่าเ้าบ้านคนใหม่เป็หญิงสาว ดูท่าทางใจดีไม่น้อย และพวกเด็กๆ ในหมู่บ้านก็ถือแผ่นแป้งกลับมาครึ่งแผ่น หลังจากโดยตีหลายครั้งพวกเขาก็ร้องไห้ออกมาแล้วบอกว่าเ้าบ้านคนใหม่ให้มา
สิ่งนี้กลับทำให้ทุกคนรู้สึกสบายใจขึ้นมานิดหน่อย บางทีวันที่ชีวิตดีๆ ของหลี่เจียจวงจะมาถึงแล้วจริงๆ
เ้าของที่ดินคนก่อนไม่เพียงแต่ไม่ให้เด็กๆ กินแป้งปิ่งนั้น แม้แต่ผลไม้เน่าที่อยู่บนูเาหากเด็กๆ หยิบขึ้นมากินก็จะถูกลากออกไปทุบตีจนเกือบตาย
อย่างไรก็ตามกาลเวลาจะพิสูจน์คน วันนี้เป็แค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น ไม่แน่ว่าเ้าบ้านคนใหม่นี้อาจจะพยายามซื้อใจคนก็เป็ได้ และเมื่อตั้งรกรากที่นี่แล้วก็อาจแสดงความร้ายกาจออกมาก็เป็ได้?
ชาวนาทุกคนต่างก็รู้สึกไม่สบายใจ พวกเขาแทบจะนอนไม่หลับเลยทั้งคืน รอคอยเพียงการเรียกหาของเ้าบ้าน
เป็อย่างที่คาดไว้ ทันทีที่ดวงอาทิตย์ขึ้นเหนือูเาตงซาน หัวหน้าหยวนก็รีบสั่งให้ทุกคนไปที่หน้าจวนเพื่อคำนับนายท่าน
ติงเหว่ยใช้เวลาคิดอยู่ครึ่งคืนว่านางจะดูแลจวนและไร่ผืนนี้อย่างไร นางตื่นแต่เช้าและรีบไปหาเฉิงต้าโหยวเพื่อกำชับเื่เล็กๆ น้อยๆ ต่างๆ ตอนนี้เพิ่งจะกินข้าวเช้าเสร็จ ก็เลยขอให้อวิ๋นอิ่งช่วยไปหาชุดกระโปรง และเลือกหน้ากากสีแดงทองมาให้นางหนึ่งอัน
-----------------------------------------
[1] มีภาพต้นไผ่อยู่ในใจ 胸有成竹 หมายถึง ก่อนที่จะทำอะไรมีการเตรียมพร้อม มีความมั่นใจมาเป็อย่างดีแล้ว หรือวางแผนการเอาไว้เรียบร้อย(มีแผนในใจอยู่แล้ว) ซึ่งมีที่มาจากในสมัยราชวงศ์ซ่ง(宋朝) ในสมัยนั้นมีชายชื่อ เหวินถง(文同) เป็นักวาดภาพที่มีฝีมือ เขาชอบวาดต้นไผ่เป็ชีวิตจิตใจ และใช้เวลาทุกวันในการฝึกฝน จนเขาสามารถจดจำได้ทุกแบบ แค่หลับตาก็สามารถวาดออกมาได้สวยงามเสมือนต้นไผ่จริงๆ
