บทที่ 81 ตาต่อตา ฟันต่อฟัน
เมื่อซุนหยวนหลี่ลูกศิษย์คนที่สองของเสิ่นตานเจวี๋ยเห็นว่าอาจารย์และศิษย์พี่ใหญ่ต่างก็มีท่าทีเดือดดาล แต่กลับไม่โต้ตอบต่อการกระทำใดของตระกูลลู่ เขาจึงพูดออกมาด้วยความไม่สบายใจว่า “อาจารย์ ศิษย์พี่ใหญ่ สิ่งที่เร่งด่วนไม่ใช่วิธีการแก้แค้นตระกูลลู่ จะจัดการกับวิธีการที่ตระกูลลู่ใช้อยู่ในปัจจุบันอย่างไรดี ตอนนี้ตระกูลลู่เพียงเปิดร้านใหม่ขนาดใหญ่หลายสิบร้านในตลาดเซียนในเทียนตู และมาเป็คู่แข่งของเขาหนิงชุยเฟิง ใครจะรู้ว่าหลังจากนี้จะมีร้านค้ามาเปิดใหม่เพิ่มอีกหรือไม่?ถึงแม้พวกเราทำถูกต้อง แต่ใครจะรู้ว่าในภายภาคหน้าอาจมีร้านเปิดใหม่เพิ่มขึ้นอีก หากเราไม่มีการตอบสนองที่เหมาะสม รากฐานที่ยิ่งใหญ่ของเขาหนิงชุยเฟิงจะไม่สามารถดำรงอยู่และรักษาไว้ได้!”
เสิ่นตานเจวี๋ยรับลูกศิษย์ใกล้ชิดมาทั้งหมดสี่คน ลูกศิษย์ใกล้ชิดอีกสองคนอย่างหลิวหยวนโซ่วและจางหยวนไห่ต่างก็รีบพยักหน้ารับทันที เพราะอย่างไรเสียถึงแม้เขาหนิงชุยเฟิงจะมีคนจำนวนไม่น้อย หลายปีมานี้ก็ได้สะสมทรัพย์สินไว้จำนวนมาก แต่หากไม่มีแหล่งได้รับ ซ้ำยังถูกตระกูลลู่โจมตีจนขายไม่ได้แม้แต่ยาอายุวัฒนะ ความวิบัติคงได้มาเยือนเขาหนิงชุยเฟิงแน่
เสิ่นตานเจวี๋ยเองก็รู้ว่าต่อให้โกรธแค้นตระกูลลู่เพียงใดก็ไร้ประโยชน์ จึงชำเลืองมองเซินหยวนชิงด้วยความไม่พอใจ พร้อมกับพูดขึ้นว่า “ในเมื่อเ้าเป็คนก่อเื่นี้ เช่นนั้นเ้าก็คิดหาวิธีแก้ไขแล้วกัน!” จากนั้นก็เงียบไปสักพัก ครู่หนึ่งเหมือนคิดอะไรออก เขาจึงพูดขึ้นอีกครั้งว่า “แม้ว่าตระกูลลู่จะมีลู่อวี่คนสารเลวน้อยผู้นั้นหนุนหลังอยู่ แต่พลังยุทธ์ของเขายังต่ำอยู่เกินไป ถึงแม้จะปรุงยาอายุวัฒนะที่ขั้นสูงขึ้นทุกวัน แต่ก็มีอยู่ไม่เท่าไร พวกเราเขาหนิงชุยเฟิงย่อมได้เปรียบในเื่นี้ เ้าไปนำยาอายุวัฒนะที่เราเก็บสะสมไว้เ่าั้ออกมาบางส่วน แล้วส่งไปที่ร้านค้าต่างๆ อย่าตั้งราคาให้มันสูงมากนัก ข้าไม่เชื่อว่าตระกูลลู่จะยืนหยัดอยู่ได้นาน!”
เดิมทีเซินหยวนชิงรู้สึกใไม่น้อย หลังจากได้ยินประโยคก่อนหน้า โชคดีที่หลังจากเสิ่นตานเจวี๋ยเสนอวิธีที่เหมือนไม่ใช่วิธีเก่าก่อน ถึงได้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก หากไม่มีประโยคหลังนี้ เขานึกว่าอาจารย์จะทอดทิ้งเขาแล้วเสียอีก
ดังนั้นเขาจึงรีบขานรับทันที หลังจากกล่าวลากับศิษย์น้องสองสามคนแล้ว จึงรีบจากไปอย่างรวดเร็ว เพื่อคิดหาวิธีรับมือกับความวิบัติที่ตระกูลลู่ก่อขึ้น
แม้ว่าในแง่ของยาอายุวัฒนะตระกูลลู่จะไม่ได้สะสมไว้มากเท่ากับเขาหนิงชุยเฟิง แต่เพียงเคล็ดวิชาลับที่ลู่อวี่ถ่ายทอดให้ ร้านค้าของตระกูลลู่ย่อมทำกำไรได้อย่างมั่นคงโดยไม่ขาดทุนแล้ว แม้ว่าเขาหนิงชุยเฟิงจะคิดหาวิธีปกป้องตัวเองหลายวิธีเพื่อให้ดำรงอยู่ในเทียนตูให้ได้ ท้ายที่สุดแล้วไม่เพียงแต่จะรักษาตำแหน่งของตัวเองไว้ไม่ได้ แต่ยังต้องตกอยู่ในสถานะที่เสียเปรียบมาโดยตลอด จนกระทั่งตลาดยาอายุวัฒนะทั่วทั้งเทียนตูถูกตระกูลลู่กวาดไปครองเกือบสี่สิบส่วน การต่อสู้ระหว่างสองตระกูลในตลาดยาอายุวัฒนะถึงคงอยู่ในสภาวะสมดุลที่เปราะบางนัก
เหตุผลที่ว่ามีความเปราะบาง ก็เพราะว่าเมื่อตระกูลลู่ก้าวหน้าและเติบโตขึ้น สภาวะสมดุลนี้ก็จะถูกทำลายลงอีกครั้งอย่างแน่นอน
ซึ่งในนี้ตระกูลลู่ครองไปแล้วสี่สิบส่วน ทางเขาหนิงชุยเฟิงเองก็ครองไปสี่สิบส่วน และอีกยี่สิบส่วนที่เหลือถูกกองกำลังอำนาจอื่นๆ ในเทียนตูแบ่งสันปันส่วนกันไป
แต่ต่อให้ครั้งนี้เขาหนิงชุยเฟิงจะประสบกับความสูญเสียครั้งใหญ่ อย่างน้อยก็สูญเสียส่วนแบ่งในตลาดเซียนไปประมาณสามสิบส่วนจากร้อยส่วน แต่เขาหนิงชุยเฟิงก็ดำเนินกิจการยาอายุวัฒนะมานานหลายร้อยปีแล้ว มันไม่ใช่สิ่งที่ตระกูลลู่จะสามารถพิชิตได้ในเวลาเพียงไม่กี่เดือน แม้ว่า่นี้ตระกูลลู่จะมีความได้เปรียบ กระนั้นแล้ว ทางเขาหนิงชุยเฟิงกลับสูญเสียไปเพียงผิวเผิน และสูญเสียชื่อเสียงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น มันยังไม่ถึงจุดที่กล้ามเนื้อและกระดูกเสียหาย หากเขาหนิงชุยเฟิงสามารถปรับแก้กลยุทธ์และรักษาตำแหน่งไว้ได้ บางทีอาจเอาชนะการต่อสู้กับตระกูลลู่ในตลาดยาได้ในภายภาคหน้า ทว่าเื่นี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อตระกูลลู่หยุดนิ่งไม่พัฒนาต่อ ท้ายที่สุดแล้ว มันก็ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของแต่ละคน!
การต่อสู้ระหว่างตระกูลลู่และเขาหนิงชุยเฟิงทำให้เกิดความปั่นป่วนไปทั่วทิศ ทว่ายังเป็ประโยชน์ต่อผู้ฝึกฝนจำนวนไม่น้อยในโลกการบำเพ็ญแห่งเทียนตู ใน่เวลาสั้นๆ เพียงเดือนเดียว มีหลายคนที่ฝ่าด่านพลังยุทธ์ที่จมปลักอยู่เป็เวลานาน ถือว่าเป็เื่น่ายินดีที่คาดไม่ถึง
หลังจากนั้น หลายเดือนต่อมา นอกจากรักษาการฝึกฝนของตัวเองแล้ว ลู่อวี่ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการสอนคนปรุงโอสถทั้งหลายของตระกูลลู่ โดยเฉพาะผู้เฒ่าห้าลู่หงิ เพราะผู้เฒ่าห้าท่านนี้อาจผ่านความยากลำบากมา เมื่อครู่หลังจากที่ฝ่าด่านมาเป็คนปรุงโอสถขั้นหกได้ไม่นาน ตอนนี้มีลางว่าจะเลื่อนขั้นเป็คนปรุงโอสถขั้นห้า สิ่งนี้ทำให้ลู่อวี่ดีใจจนเกินคาด
แม้ว่าลู่อวี่จะเป็คนปรุงโอสถขั้นห้า เมื่อชาติก่อนหากวันใดไม่ได้ฝึกปรุงโอสถก็จะรู้สึกไม่สบาย แต่เมื่อชีวิตนี้รวมความทรงจำเป็หนึ่งเดียวกับนายน้อยตระกูลลู่แล้ว อีกทั้งเข้าใจถึงความเข้าใจผิดมากมายในการฝึกฝนเมื่อชาติก่อน ในชีวิตนี้จึงไม่คิดที่จะขังตัวเองไว้ในพื้นที่การพัฒนาเล็กๆ ในฐานะคนปรุงโอสถผู้เดียวเช่นนี้
มีสิ่งของมากมายอยู่ในตระกูล เขาจึงต้องใช้เวลาในการจัดการกับสิ่งเ่าั้ แม้ว่าพลังยุทธ์ของเขาจะไม่หยุดพัฒนาเลยนับั้แ่แต่มาถึงที่ตระกูลลู่ แต่เมื่อฝึกฝนขึ้นอย่างไม่สม่ำเสมอและทำให้ประสิทธิภาพของการฝึกฝนของเขาล่าช้าไม่น้อย แต่ตอนนี้ หากมีคนปรุงโอสถขั้นห้าผู้หนึ่งมาแบ่งปันสิ่งจิปาถะเหล่านี้แทนเขา เช่นนั้นคงจะดีไม่น้อย ดังนั้น เขาจึงพยายามเปิดเตาเล็กๆ ให้กับผู้เฒ่าห้าอย่างเต็มที่
แต่มันไม่ง่ายเลยที่จะเป็คนปรุงโอสถขั้นห้าได้ แม้ว่าจะมีลู่อวี่ ซึ่งชาติก่อนเคยเป็ปรมาจารย์ปรุงโอสถผู้ยิ่งใหญ่คอยทำตัวเป็แบบอย่าง ทั้งคำพูดและการกระทำอยู่ข้างกาย แต่ผู้เฒ่าห้าก็ยังคงเลื่อนขั้นเป็คนปรุงโอสถขั้นห้าได้ในเวลาอันสั้น
ตามคำนิยามต่ำสุดของลู่อวี่ที่มีต่อคนปรุงโอสถขั้นห้า คือผู้ที่สามารถปรุงยาอายุวัฒนะขั้นห้าที่แตกต่างกันสามประเภทออกมาเฉพาะ ภายในระยะเวลาที่แน่นอน และย่อมต้องทำสำเร็จมากถึงสามในสิบส่วน แตกต่างจากเสิ่นตานเจวี๋ย าาโอสถของเขาหนิงชุยเฟิง ที่อ้างสิทธิ์ว่าเป็คนปรุงโอสถขั้นห้าแล้ว หลังจากที่เชี่ยวชาญวิธีการปรุงยาอายุวัฒนะเพียงไม่กี่ชนิด มิเช่นนั้น คงไม่ปรุงยาอายุวัฒนะเป็เวลาหลายเดือนอยู่บ่อยๆ
ผู้เฒ่าห้าลู่หงิย่อมรู้ นานทีปีหนนายน้อยถึงจะมีเวลาว่างที่จะมาชี้แนะเขาได้ โอกาสเช่นนี้มันล้ำค่านัก ดังนั้นเขาจึงอุทิศตนอย่างบ้าคลั่งให้กับการฝึกฝนและศึกษาเคล็ดวิชาการปรุงโอสถ
ในเวลาเดียวกัน กลุ่มคนปรุงโอสถรุ่นเยาว์จากตระกูลลู่ก็มารวมตัวกันอยู่รอบๆ ผู้เฒ่าห้า ไม่ว่าจะมาเป็ลูกมือ หรือจัดการกับวัตถุดิบยาให้ก็ดี ต่างได้รับความรู้ภายใต้อิทธิพลนี้และก้าวหน้ามากน้อยไปโดยไม่รู้ตัว
วันนี้ลู่อวี่เพิ่งชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่ลูกศิษย์ตัวน้อยควบคุมเปลวไฟของตัวเอง แต่ทันใดนั้น ยันต์สื่อสารก็บินพรวดตรงมาหาเขาอย่างรวดเร็ว หลังจากเอื้อมมือไปรับมันไว้แล้ว ก็เพ่งจิตมองดู แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความฉงน ครู่เดียวก็ฉายแววประหลาดใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าอย่างอดไม่ได้
เมื่อลูกศิษย์ตัวน้อยจีชิงรั่วเห็นแล้ว ก็อดเอ่ยปากถามอย่างสงสัยไม่ได้ว่า “อาจารย์? มีเื่น่ายินดีอะไรหรือ?”
ลู่อวี่ยิ้มและเคาะศีรษะเล็กๆ ของลูกศิษย์ พร้อมกับพูดว่า “เป็ข่าวน่ายินดี ในที่สุดปู่ห้าของเ้าก็ปรุงยาอายุวัฒนะขั้นห้าชนิดสุดท้ายออกมาได้เสียที อีกทั้งยังทำสำเร็จถึงสามในสิบส่วน”
ทันใดนั้นดวงตากลมโตที่สดใสของจีชิงรั่วก็ฉายแววประหลาดใจและยินดีออกมา นางพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่น่าเอ็นดูว่า “หากเป็เช่นนั้น ปู่ห้าก็กลายเป็คนปรุงโอสถขั้นห้าแล้วใช่หรือไม่?”
หากนับตามลำดับความาุโ ผู้เฒ่าห้าลู่หงิ น่าจะเป็รุ่นปู่ทวดของจีชิงรั่ว แต่เพียงเพื่อความสะดวกในการเรียกขาน อีกทั้งผู้เฒ่าห้าผู้มีชีวิตชีวา ร่าเริง มองโลกในแง่บวก ทั้งยังเปิดกว้าง ไม่ถือสาเื่นี้ ดังนั้นจีชิงรั่วจึงเรียกเขาว่าปู่ห้า แต่ในความเป็จริงแล้ว ลู่หงิเองก็อยู่ในอันดับที่สิบหกของลำดับขั้นในตระกูลลู่ หากต้องให้เรียกกันจริงๆ นับว่าเรียกกันยากอยู่ แต่จะมาเรียกว่าปู่เมื่อเจอหน้ากันไม่ได้ เพราะอย่างไรเสียจีชิงรั่วก็ไม่ใช่คนในตระกูลลู่ ดังนั้นเื่นี้จึงไม่มีผู้ใดถือสา
“ถูกต้อง ตามที่ข้าประมาณการไว้ อาจต้องใช้เวลาหนึ่งหรือสองเดือนก่อนถึงจะได้ผล คิดไม่ถึงว่าผู้เฒ่าห้าจะทุ่มเทแรงกายเช่นนี้ ข่าวนี้พี่ลู่หนานของเ้าส่งมา นางว่างไม่มีอะไรทำอยู่ในห้องปรุงโอสถกับพี่มู่เสวียนของเ้าตลอดทั้งวัน ได้ประโยชน์มาไม่น้อยจากปู่ห้าของเ้า คิดว่าข่าวนี้น่าจะไม่ผิด ไป! พวกเราไปดูกันดีกว่า คุณค่าของคนปรุงโอสถขั้นห้าผู้หนึ่ง สามารถสั่นะเืไปทั่วทั้งเทียนตูได้อย่างแน่นอน ่ไม่กี่วันนี้นอกจากฝึกฝนบำเพ็ญเพียรแล้ว เ้ายังสามารถไปร่วมเปิดหูเปิดตากับลู่หนานได้อีกด้วย!” ลู่อวี่ยิ้มพร้อมกับยืนขึ้น จากนั้นก็รีบจับมือลูกศิษย์ตัวน้อยพลางเดินไปด้วยพูดไปด้วย
ข่าวที่ผู้เฒ่าห้าลู่หงิได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็คนปรุงโอสถขั้นห้าก็กระจายไปทั่วตระกูลลู่ในเวลาสั้นๆ อีกทั้งยังแพร่กระจายไปทั่วโลกการบำเพ็ญเพียรแห่งเทียนตูด้วยอย่างรวดเร็ว
เื่นี้ต่างไปจากการเลื่อนขั้นเป็คนปรุงโอสถขั้นห้าของลู่อวี่ เพราะไม่ว่าชื่อเสียงหรือความแข็งแกร่งของลู่อวี่ในเวลานั้น ล้วนส่งกลิ่นเหม็นฉาวโฉ่ไปทั่วทั้งเทียนตู แม้ว่าข่าวจะแพร่กระจายออกไป ต่างก็ไม่มีใครเชื่อว่ามันเป็เื่จริง หลายๆ คนก็เชื่อว่าตำแหน่งคนปรุงโอสถขั้นห้าของลู่อวี่นั้น ไม่คู่ควรกับชื่อของเขาเอาเสียเลย คาดเดากันไปต่างๆ นานาว่า อาจเพราะมีผู้อื่นคอยช่วยเหลืออยู่เื้ั ดังนั้นจึงไม่ค่อยตื่นเต้นกันสักเท่าไร
ทว่าผู้เฒ่าห้าของตระกูลลู่นั้นกลับต่างออกไป แม้ว่าจะไม่มีชื่อเสียงอะไรมากมายเมื่อในอดีต แต่กองกำลังอำนาจทั้งหมดในเทียนตู ต่างก็จดจำผู้เฒ่าห้าของตระกูลลู่ท่านนี้ได้ บุรุษผู้หนึ่งที่หลงใหล และหมกมุ่นอยู่แต่กับการปรุงโอสถ และสูญเสียกระทั่งเวลาในการฝึกฝนบำเพ็ญเพียร แม้ว่าจะเป็เื่น่าใมากที่ได้รับการเลื่อนขั้นขึ้นเป็คนปรุงโอสถขั้นห้า แต่มันก็สมเหตุสมผล
หลังจากยืนยันแล้วว่า ตระกูลลู่มีเพียงลู่อวี่ที่เป็คนปรุงโอสถขั้นห้าแต่เพียงผู้เดียว หากมีคนปรุงโอสถขั้นห้าโผล่มาอีกคน ความหมายก็คงแตกต่างกัน หากเป็ในแง่ความแข็งแกร่งในการปรุงโอสถ ก็เหนือชั้นกว่าพื้นฐานของเขาหนิงชุยเฟิงมาก บางทีไม่แน่ว่า ตระกูลลู่อาจจะกลายเป็อีกหนึ่งเขาหนิงชุยเฟิงในภายภาคหน้าก็เป็ได้ ดังนั้นหลังจากกองกำลังอำนาจแต่ละแห่งยืนยันข่าวแล้ว ต่างก็รีบตระเตรียมของขวัญ และส่งตัวบุคคลสำคัญมาแสดงความยินดีกับตระกูลลู่ทันที ไม่ว่าความสัมพันธ์ในอดีตจะเป็อย่างไร แต่ตอนนี้ก็ต้องทำตัวเป็มิตรที่ดีไว้ก่อน พยายามทำให้ดีที่สุด เพื่อขจัดอุปสรรค ไม่ให้มาขัดขวางการขอยาอายุวัฒนะในภายภาคหน้า
ประมุขลู่เหว่ยจุน และผู้เฒ่าอีกสี่ท่านรู้ดีว่า การเลื่อนขั้นเป็คนปรุงโอสถขั้นห้าของลู่หงิ มีความสำคัญต่อตระกูลลู่นัก พวกเขาจึงตัดสินใจเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ แม้แต่ผู้เฒ่าผู้บังคับใช้กฎหลายท่านที่มักจะก้มหน้าก้มตาอยู่แต่กับการฝึกฝนเท่านั้น ต่างทยอยกันออกจากการบำเพ็ญเพียรภาวนาหลังจากได้ยินเื่นี้ และเข้าร่วมการเฉลิมฉลอง ให้กับการผงาดขึ้นมามีอำนาจของตระกูลลู่
เวลาเพียงไม่กี่วัน ตระกูลลู่ก็แจกจ่ายบัตรเชิญออกไปแล้ว ตำหนักมหาเทพ สี่สำนักใหญ่ และเจ็ดตระกูลใหญ่ รวมถึงยอดฝีมือผู้มีชื่อเสียงบางส่วน ก็ล้วนแล้วแต่ได้รับคำเชิญ และยังส่งตัวบุคคลสำคัญมาร่วมแสดงความยินดีด้วย แน่นอนว่า สำหรับวังเทพอัคคีและตระกูลเมิ่ง ตระกูลลู่ก็เพียงส่งบัตรเชิญไปให้ส่งๆ เท่านั้น เพราะไม่ว่าพวกเขาจะแสดงเจตนาดีอย่างไร ยามนี้กลับไร้ประโยชน์ ส่วนทางเขาหนิงชุยเฟิง ก็ไม่มีผู้ใดมาร่วมงานแม้แต่ผู้เดียว
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม บนูเาเทียนฉยงของตระกูลลู่ก็ยังคงสนุกสนานและครึกครื้นกันไม่น้อย เพราะใน่ร้อยปีที่ผ่านมา โลกการบำเพ็ญแห่งเทียนตู ไม่มีการจัดงานฉลองอย่างยิ่งใหญ่เช่นนี้มานานแล้ว แม้แต่พิธีฝากตัวเข้าเป็ศิษย์ครั้งใหญ่ของตระกูลหลินก็ยังเทียบไม่ติด ดังนั้น กองกำลังอำนาจต่างๆ ไม่เพียงส่งบุคคลสำคัญมาเท่านั้น แต่ยังนำหลานชายและลูกศิษย์ที่ภาคภูมิใจของแต่ละคนมาที่นี่ด้วย เพียงเพื่อสื่อสารแลกเปลี่ยนกัน และเพิ่มพูนความรู้ผ่านการรวมตัวครั้งใหญ่ในครั้งนี้
ดังนั้นการเฉลิมฉลองของตระกูลลู่ครั้งนี้ จึงกินเวลาไปถึงเจ็ดแปดวันแล้วแต่ก็ยังไม่สิ้นสุด สำหรับนักพรตที่เข้าบำเพ็ญเพียรภาวนาทุกครั้งจะนับปีเป็หลัก เวลาเพียงไม่กี่วันจึงย่อมไม่เก็บเอามาใส่ใจอยู่แล้ว
ผู้เฒ่าสูงสุดของตระกูลลู่ก็เพิ่งได้รับข่าวนี้เช่นกัน เขามีความสุขมาก จนเรียกสมาชิกาุโหลายท่านในตระกูล มาสั่งกำชับให้ฝืนทำในสิ่งที่ไม่ชอบ และยังมอบสมบัติมากมายจากการเดินทางครั้งก่อนหน้านี้ให้เป็รางวัล แน่นอนว่า ผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดก็คือผู้เฒ่าห้าลู่หงิ
