ยามเช้าที่หมอกบางลอยคลอเหนือยอดไม้ กลายเป็ภาพที่ลุคเริ่มคุ้นตา เพราะทุกครั้งที่เขาเปิดประตูบ้านใน่เวลาเช่นนี้ มักจะเห็นหญิงสาวผมสีเงินยืนรออยู่ด้วยรอยยิ้มละมุน ฟีน่า ผู้กล้าแห่งการเต้น ผู้หญิงที่ไม่ว่าเมื่อใดก็เปล่งประกายยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ที่ส่องลอดใบไม้ลงมา
“วันนี้…ฉันรบกวนคุณอีกแล้วนะคะ คุณลุค”
เธอมักจะพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนทุกครั้ง น้ำเสียงที่ทำให้ความแข็งกระด้างในใจชายหนุ่มชาวป่าค่อย ๆ หลอมละลาย
แรกเริ่ม ลุคยอมรับว่ารู้สึกระแวง ทุกก้าวย่างของผู้กล้าคือเื่ใหญ่ที่เขาไม่อยากเข้าไปพัวพัน แต่เมื่อวันแล้ววันเล่าผ่านไป ฟีน่ากลับไม่ได้มีท่าทีถือตัวหรือยิ่งใหญ่ เธอเป็เพียงหญิงสาวที่มักจะมองธรรมชาติรอบตัวด้วยแววตาเปี่ยมชีวิตชีวา ดอกไม้เล็ก ๆ ริมลำธารก็ทำให้เธอหยุดยิ้มได้ รอยเท้าสัตว์บนดินชื้นก็ทำให้เธอถามด้วยความใคร่รู้จริง ๆ ไม่ใช่แค่เอื้อนเอ่ยเพื่อฆ่าเวลา
และทุกครั้งที่เธอหันมายิ้มให้…หัวใจของลุคก็เต้นแรงอย่างควบคุมไม่ได้
เส้นผมสีเงินของเธอยาวสลวย เปล่งประกายราวกับเส้นไหมเมื่อกระทบแดดยามสาย ดวงตาสีฟ้าใสของเธอช่างคล้ายอัญมณีที่ยังไม่ได้เจียระไน สดใหม่และเต็มไปด้วยพลังชีวิต เวลาเธอก้าวเดิน เสื้อผ้านักรบที่โอบรัดลำตัวเน้นส่วนเว้าส่วนโค้งอย่างพอดีเผยให้เห็นความสง่างามและความแข็งแกร่งที่อยู่ในคน ๆ เดียวกัน ลุคพยายามไม่มองนานเกินไป แต่สายตาก็มักจะหันกลับไปหาภาพนั้นอยู่เสมอ
เขาไม่ใช่คนช่างพูด แต่ในระหว่างการเดินป่าหลายครั้ง ฟีน่ากลับเป็คนเปิดบทสนทนาให้เสมอ
“คุณชอบป่านี้ใช่ไหมคะ?”
“อืม…ใช่ครับ ผมอยู่กับมันมาตลอดชีวิต”
“ฉันเองก็เริ่มชอบขึ้นทุกครั้งที่ได้เดินกับคุณนะคะ”
เพียงประโยคธรรมดาแบบนั้น ก็ทำให้เขาแทบไม่กล้าสบตา หัวใจร้อนวาบอย่างที่ไม่เคยรู้สึกกับใครมาก่อน
หลายครั้งที่ฟีน่าแสดงออกอย่างเป็กันเองเกินกว่าความสัมพันธ์ระหว่าง “ผู้กล้า” กับ “ชาวป่าธรรมดา” เช่น ตอนที่เธอยื่นมือมาดึงเขาขึ้นจากก้อนหินเปียกริมธาร ตอนที่เธอหัวเราะสดใสเมื่อเขาเล่าเื่ซุ่มซ่ามในวัยเด็ก หรือแม้แต่ตอนที่เธอเอื้อมมาปัดเศษใบไม้บนไหล่เขาโดยไม่คิดอะไร ทว่าทุกการกระทำนั้นกลับสะกิดหัวใจลุคจนสั่นสะท้าน
ค่ำวันหนึ่ง หลังจากเดินทางกลับจากป่า ฟีน่ายืนมองพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าตรงชายป่า ร่างเพรียวของเธอถูกย้อมด้วยแสงสีทองส้มราวกับภาพวาด ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นสะท้อนประกายของตะวันยามเย็นอย่างสวยงามจนลุคเผลอหยุดหายใจ เขายืนมองเธออยู่เงียบ ๆ ไม่กล้าเอ่ยอะไร เพียงแต่หัวใจเต้นแรงจนเจ็บร้าวไปทั้งอก
“คุณลุค”
เธอหันมาพูด น้ำเสียงอ่อนโยนราวกับสายลม
“ขอบคุณนะคะ ที่ครั้งแล้วครั้งเล่าคอยพาฉันเดินทางอย่างไม่บ่นเหน็ดเหนื่อยเลย”
ลุครีบส่ายหน้า
“ผม…ไม่ได้ทำอะไรใหญ่โตหรอกครับ แค่ทำสิ่งที่ถนัด”
ฟีน่าหัวเราะน้อย ๆ ยิ้มละมุนที่ทำให้หัวใจเขาแทบหยุดเต้น
“สำหรับฉัน มันมีค่ามากนะคะ เพราะทุกครั้งที่มีคุณ ฉันรู้สึกปลอดภัย…และสบายใจ”
คำพูดนั้นเหมือนคมดาบที่แทงเข้าในใจชายหนุ่ม แต่แทนที่จะเจ็บกลับเต็มไปด้วยความอบอุ่น เขาไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาจะเดินไปทางไหนต่อ แต่เขารู้เพียงอย่างเดียวว่าผู้กล้าสาวผมสีเงินคนนี้ ได้เข้ามาฝังรากในหัวใจเขาแล้วอย่างแ่า
ในยามที่แสงสุดท้ายของวันค่อย ๆ มืดดับ ลุคยังคงยืนมองแผ่นหลังฟีน่าที่ค่อย ๆ เดินห่างออกไป เส้นผมสีเงินปลิวไหวรับแสงรัตติกาลราวกับเปลวเพลิงเงินที่ลอยหายไปในความมืด เขากำมือแน่น หัวใจเต้นแรง และบอกกับตัวเองในเงียบงันว่า
“บางที…การที่เธอมาขอให้เรานำทางไม่ใช่เื่บังเอิญหรอก มันคือชะตาที่ทำให้เราได้พบกัน”
