ข้าราชการซึ่งกำลังคุกเข่าทั้งสองคนต่างขวัญเสียไม่น้อย พวกเขามองหน้ากันไปมา เดาไม่ออกแม้แต่นิดเดียวว่าเจียงเฉิงกำลังคิดอะไรอยู่
ข้าราชการของเสียนเฟยเหนียงเหนี่ยงรู้จักเจียงเฉิงเป็อย่างดี อย่างน้อยก็รู้ว่าเขาเป็แม่ทัพใหญ่ที่ฮ่องเต้ให้ความสำคัญเป็อย่างมาก
แต่นายอำเภอไม่รู้ว่าเจียงเฉิงเป็ผู้ใด ทว่าดูจากท่าทีตื่นใของข้าราชการข้างกายของเสียนเฟยเหนียงเหนี่ยงแล้วก็พอเดาได้ว่าเป็คนใหญ่คนโต ด้วยเหตุนี้จึงลนลานคุกเข่าแนบศีรษะกับพื้นตาม
“คนร้ายที่ลอบปลงพระชนม์เสียนเฟยเนียงเหนี่ยงไม่มีทางอยู่ในหมู่ประชาชน ปล่อยคนพวกนี้ไปเสีย” เจียงเฉิงออกคำสั่งเสียงเฉียบขาด
ข้าราชการทั้งสองมองหน้ากันไปมา ต่างฝ่ายต่างไม่รู้ว่าควรตอบอะไร
นั่นทำให้เจียงเฉิงเดือดดาลมาก “พวกเ้าไม่ได้ยินที่ข้าพูดหรือ? ปล่อยตัวประชาชนเดี๋ยวนี้”
แม้จะรู้ว่าเขาเป็แม่ทัพใหญ่แห่งราชสำนักที่ไม่ควรล่วงเกิน แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็เสียนเฟยเหนียงเหนี่ยง นี่เป็จึงสถานการณ์ที่น่าลำบากใจยิ่งนัก “ท่านแม่ทัพ แต่ที่นี่อาจมีคนร้ายซ่อนตัวอยู่จริงๆ ก็ได้นะขอรับ เกรงว่าหากปล่อยไปจะ…”
เจียงเฉิงตบโต๊ะดังโครม ข้าราชการนายนั้นรีบก้มหน้าแนบกับพื้นอีกครั้ง ไม่กล้าปริปากพูดอะไรอีก
“ข้าจะอธิบายกับเหนียงเหนี่ยงเอง หากเหนียงเหนี่ยงทรงถาม เ้าก็ตอบไปว่าข้า้าปล่อยตัวประชาชน”
ข้าราชการคนนั้นรีบตอบรับโดยพลัน “ข้าน้อยจะปล่อยประชาชนในห้องขังเดี๋ยวนี้ขอรับ”
สิ้นเสียง ก็หันไปส่งสายตาให้นายอำเภอ ทว่าอีกฝ่ายไม่ได้หันมามองเพราะมัวแต่ตื่นกลัวอยู่ ต้องให้ข้าราชการนายนี้ใช้เท้าเตะเตือน “ยังไม่รีบไปปล่อยตัวอีก เ้ากล้าขัดคำสั่งของท่านแม่ทัพหรือ?”
นายอำเภอใจนปัสสาวะแทบราดอยู่รอมร่อ “ข้าน้อยจะไปเดี๋ยวนี้ขอรับ จะไปเดี๋ยวนี้” ว่าแล้วก็ล้มลุกคลุกคลานวิ่งออกไป จากนั้นจึงสั่งให้พัศดีปล่อยตัวประชาชนที่จับมาทั้งหมด
หลังจากที่จัดการทุกอย่างเรียบร้อย เจียงเฉิงก็ออกจากศาลาว่าการไปรอหลี่อันหรานบนเส้นทางที่ใช้กลับบ้าน
ชาวบ้านที่ถูกจับตัวมาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น หลังถูกปล่อยตัว บรรดาชาวบ้านเ่าั้จึงจับกลุ่มคุยกันก่อนแยกย้ายกันกลับบ้าน
หลี่อันหรานเดินอยู่ด้านหลังสุด สีหน้านางซีดเล็กน้อย แต่โดยรวมแล้วค่อนข้างดูดีเลย เสื้อผ้าที่สวมก็ดูปกติดีเช่นกัน
เจียงเฉิงพลันถอนหายใจโล่งอกเมื่อเห็นดังนี้
“อันหราน” เขาร้องเรียกนาง
หลี่อันหรานหันไปมองตามเสียง นางรีบวิ่งไปหาเมื่อพบว่าเป็เจียงเฉิง ความรู้สึกกังวลใจค่อยเบาบางลงเล็กน้อย “ท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
“ข้ามารับเ้ากลับบ้าน ไปกันเถิด ท่านป้าเป็ห่วงเ้ามาก” เจียงเฉิงพูดแล้วเดินนำนางกลับไปทางหมู่บ้าน
แต่ยังไม่ทันออกจากตัวเมืองก็ได้พบกับท่านลุงจางที่ขับรถม้าออกมาตามหาเสียก่อน ครั้นท่านลุงจางเห็นว่าหลี่อันหรานปลอดภัยดีก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกเช่นกัน พวกนางไม่ได้คุยอะไรกันมาก หากแต่ขึ้นรถม้ากลับหมู่บ้านทันที
ขณะที่นางนั่งอยู่บนรถม้า ก็อดโพล่งถามด้วยความสงสัยไม่ได้ “เหตุใดท่านนายอำเภอจึงจับกุมประชาชนมาเยอะขนาดนี้? ท่านรู้สาเหตุหรือไม่?”
เจียงเฉิงผงะเล็กน้อย “ยามที่พวกเ้าอยู่ในห้องขัง มีผู้ใดเล่าอะไรให้ฟังหรือไม่?”
แต่หลี่อันหรานส่ายหน้า
เจียงเฉิงพลันกัดฟันด้วยความโมโหอีกครั้ง “พวกขุนนางโง่เง่า”
“นี่มันเื่อะไรกันแน่? เหตุใดอยู่ๆ จึงจับคนมาเยอะขนาดนี้?” หลี่อันหรานถามซ้ำอีกครั้ง นางไม่เข้าใจว่าตัวเองทำอะไรผิด อยู่ดีๆ ก็ถูกจับกุมมาโดยไม่รู้เื่รู้ราว
ตอนที่ถูกจับกุมตัว นางรู้สึกกลัวไม่น้อยเลย คิดว่าตัวเองเผลอไปกระทำอันใดผิดหรือไม่ ทว่าเมื่อเข้าห้องขังไปเห็นว่ามีชาวบ้านถูกจับกุมมาเยอะมากจนล้นคุกนางจึงค่อยมั่นใจว่าตัวเองถูกจับมาโดยไม่มีสาเหตุ
ไม่ว่าจะถามผู้ใดก็ไม่ได้รับคำตอบ ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น บางคนถึงขั้นถูกจับกุมขณะที่กำลังเดินบนถนนด้วยซ้ำ
ระหว่างที่อยู่ในห้องขัง ทุกคนต่างคาดเดาไปต่างๆ นานา แต่ไม่มีคำคาดเดาใดที่ดูจะฟังขึ้นเลยสักอย่าง
ในนั้นมีนักโทษหญิงหลายคน ทว่าถูกจับมาแล้วกลับขังรวมกันโดยไม่แยกชายหญิง
“เสียนเฟยเหนียงเหนี่ยงถูกลอบปลงพระชนม์และสั่งให้นายอำเภอตรวจสอบเื่นี้ พวกเขาตามจับคนร้ายตัวจริงไม่ได้จึงจับประชาชนธรรมดามารับโทษแทน”
หลี่อันหรานขมวดคิ้วยับย่นทันที “เหตุใดจึงเป็เช่นนี้? คิดจะกดขี่ข่มเหงประชาชนอย่างไรก็ได้งั้นหรือ?”
เจียงเฉิงได้แต่พ่นลมหายใจยาวๆ “พวกเขาทำไปเพื่อรายงานต่อเบื้องบน ไม่อยากเสียตำแหน่งของตัวเอง”
หลี่อันหรานกัดริมฝีปากแน่นโดยไม่ได้พูดอะไรอีก แต่แล้วผ่านไปสักพักก็เงยหน้าถามเขาอีกครั้ง “ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าอยู่ที่นี่? ในเมื่อนายอำเภอปล่อยตัวพวกข้านี่ก็หมายความว่าจับกุมคนร้ายตัวจริงได้แล้วใช่หรือไม่?”
เจียงเฉิงพลันแน่นิ่งไปครู่หนึ่ง ภายในใจเขารู้ดีว่าคนร้ายตัวจริงยังไม่ถูกจับกุม แต่เขาไม่อาจเปิดเผยข้อมูลมากขนาดนั้นกับหลี่อันหรานได้ “ข้าเองก็ไม่ทราบเื่นั้น ข้าเพียงแต่กลับบ้านมาแล้วได้พบท่านป้า ท่านป้าบอกว่าเ้าถูกทางการจับกุม ด้วยเหตุนี้ข้าจึงมาตามหาที่เมือง ไหนเลยจะรู้ว่าเ้าจะถูกปล่อยตัวออกมาแล้ว”
หว่างคิ้วของหลี่อันหรานย่นเข้าหากันอีกครั้ง “ทราบหรือไม่ว่าเหตุใดจึงได้รับการปล่อยตัว?”
“ข้า… ข้าไม่ทราบ!” เจียงเฉิงจงใจปิดบังเื่นี้ ก่อนจะออกจากศาลาว่าการ เขาไม่ลืมที่จะกำชับข้าราชการข้างกายเสียนเฟยเหนียงเหนี่ยงผู้นั้นว่าห้ามเปิดเผยตัวตนของเขาเด็ดขาด มิเช่นนั้นรอเขากลับไปเมืองหลวงแล้วจะไปคิดบัญชี
แม้หลี่อันหรานจะสงสัย แต่สำหรับชาวบ้านธรรมดาแบบนางแล้วมันไม่มีทางที่จะรู้เบื้องลึกเื้ัได้ ดังนั้น จึงไม่ซักไซ้ต่อ
นางปิดปากเงียบตลอดเส้นทางการเดินทางที่เหลือ
เมื่อกลับถึงบ้าน เสิ่นอิ๋นหวนพรวดเข้ามากอดนางพร้อมกับร้องไห้โฮ ทว่าหลี่อันหรานกลับดูใจเย็นมาก “ท่านแม่ ข้าก็กลับมาแล้วนี่ไงเล่าเ้าคะ ไม่ต้องร้องแล้วเ้าค่ะ ข้าไม่ได้ถูกผู้ใดรังแก” นางว่าพลางช่วยเช็ดน้ำตาให้เสิ่นอิ๋นหวน ภายในใจยังคงเอ่อล้นด้วยความสงสัย
มีคนในหมู่บ้านถูกจับกุมหลายคน แต่ไม่มีคนใดรู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
คืนวันนั้นหลี่อันหรานนอนคิดเื่นี้ไม่ตก จำได้ว่าวันที่ไปไหว้พระที่วัดเทียนหยวน อยู่ๆ เจียงเฉิงก็หายตัวไปนานมาก
นอกจากนี้ยังมีบุรุษปริศนามาแจ้งข่าวเื่เจียงเฉิงต่อนางโดยเฉพาะอีกด้วย
หลี่อันหรานจำบุรุษที่มาแจ้งข่าวเมื่อวันนั้นได้ เขาแต่งกายละม้ายคล้ายคลึงกับพวกข้ารับใช้ของเสียนเฟยเหนียงเหนี่ยงมาก คงมิใช่ปุถุชนธรรมดาเป็แน่
สมมติว่าบุรุษผู้นั้นเป็คนข้างกายของเสียนเฟยเหนียงเหนี่ยง เช่นนั้นเจียงเฉิงก็น่าจะรู้จักกับคนผู้นั้นเช่นกัน การที่เขาสามารถไหว้วานให้อีกฝ่ายช่วยแจ้งข่าวได้ก็หมายความว่ารู้จักกับเสียนเฟยเหนียงเหนี่ยงด้วย
ผู้ที่รู้จักกับพระสนมจากในวังจะเป็…
หลี่อันหรานพลันเด้งตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงเมื่อคิดมาจนถึงตรงนี้ นางพึมพำเสียงแ่เบา “คงไม่ใช่กระมัง”
นางรู้ว่าเจียงเฉิงมาจากเมืองหลวง แต่ไม่รู้ตัวตนที่แท้จริงของเขา รู้เพียงแต่ว่าเขาไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา เดาว่าไม่ได้มีฐานะร่ำรวยก็คงมีตำแหน่งสูงศักดิ์
ทว่าดูจากตอนนี้ ไม่แน่ว่าจะมีทั้งเงินทั้งยศถาบรรดาศักดิ์
แต่เหตุใดบุคคลระดับนั้นจึงต้องมาที่หมู่บ้านเล็กๆ แบบนี้?
อีกอย่าง การคาดเดาของนางถูกต้องแน่หรือ?
