เล่มที่ 5 บทที่ 137 สถานที่เลี้ยงผีดิบ
ที่น่าหัวร่อออกมาก็คือ ก่อนหน้านี้เขายังหัวเราะเยาะสำนักเชียนซานอยู่เลยว่ามีตาหามีแววไม่ ไม่รู้จักแยกแยะของดีของเลว ทั้งที่มีจุดชีพจรเปลวไฟอยู่กับตัวแต่กลับไม่รู้จักใช้ ปล่อยให้คนนอกอย่างเขามาเช่าใช้ บัดนี้จึงรู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาบนใบหน้าด้วยความกระดากอาย เพราะตนเองก็ไม่ต่างอะไรกับสำนักเชียนซานด้วยซ้ำ
ทั้งที่มีเปลวไฟซานหยินอยู่แต่กลับไม่รู้จักใช้ ดันไปใช้เปลวไฟใต้พิภพแทน...
‘น่าขายหน้าจริงๆเชียว...’
‘แต่คนผู้นี้ก็หยั่งรู้มากไปหน่อยนะ’
จนบัดนี้ฟานซื่อก็ยังไม่เข้าใจว่าหลินเฟยทำได้อย่างไร เพราะมันเป็เื่น่าอัศจรรย์มาก เพียงชี้มั่วๆบอกให้ขุด
ก็ดันขุดเจอเปลวไฟที่มีต้นกำเนิดจากฟ้าดินออกมาเสียแล้ว
‘คิดว่ากำลังชี้นิ้วเลือกหมูเลือกไก่ในตลาดหรืออย่างไร?’
“ข้าไม่เข้าใจ ทำไมถึงรู้ว่าขุดตรงนี้จะเจอเปลวไฟซานหยินกันเล่า?”
“แค่โชคดีเท่านั้นแหละ...” หลินเฟยหัวเราะน้อยๆ แต่ก็ไม่ได้คิดปิดบังอะไร จึงอธิบายต่อ
“ทุกคนต่างก็รู้ว่าจุดที่มีเปลวไฟหยิน จะต้องเป็จุดที่มีพลังหยินเข้มข้น หรือที่เรียกขานกันว่าอุโมงค์ปีศาจ และที่อุโมงค์นี้ก็มักจะมีปีศาจที่มีเสิ่นทงแต่กำเนิดอยู่จำนวนมาก ทุกคนก็คงจะรู้เื่นี้ดี แต่ทุกคนกลับไม่รู้ว่าหากปีศาจตายในอุโมงค์ก่อนจะถือกำเนิดขึ้นมา ไอหยินที่เข้มข้นก็จะสลายกลายเป็เปลวไฟิ ซึ่งมันจะแผดเผาอยู่ภายในอุโมงค์นับร้อยปี สุดท้ายเมื่อเผาไหม้จนหมดก็จะเกิดเป็เปลวไฟซานหยินในที่สุด...”
พูดจบหลินเฟยก็ชี้ไปที่บริเวณเปลวไฟหยินใต้พิภพ
“เปลวไฟหยินใต้พิภพนี้มีสีดำอมสีม่วง นั่นก็หมายความว่ามีไอหยินได้แปรสภาพเป็ไฟิแล้ว ดูท่าตอนที่ท่านขุดจุดชีพจรเปลวไฟนี้คงเพี้ยนไปบ้างเล็กน้อย จึงทำให้ไม่เจอเปลวไฟซานหยิน ข้าก็เลยลองขุดดูเองเท่านั้น...”
“เป็เช่นนี้นี่เอง...” ฟานซื่อได้ยินก็ยกมือคารวะหลินเฟยอีกครั้ง
“ขอบคุณที่ชี้แนะ”
อย่างไรก็ตามฟานซื่อก็อยู่ในขั้นมิ่งหุนเต็มตัว
เขาย่อมไม่เชื่อเื่โชคลาภวาสนาอยู่แล้ว
มีหรือ ที่จะโชคดีขึ้นมาเช่นนี้?
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าผู้บำเพ็ญหนุ่มคนนี้ลึกลับกว่าที่คิด...
“อาจารย์ เกรงว่ากระบี่เล่มนี้เจะขายได้ประมาณสองพันหินิญญากระมัง?” เจียงหลีเองก็ถือว่าเป็ช่างหลอมที่ได้มาตรฐานเลยทีเดียว หลังจากรับกระบี่จากผู้เป็อาจารย์มาดู เขาก็สามารถคาดคะเนราคาได้ดีเลย
ทว่าฟานซื่อได้ยินดังนั้น ก็กลับส่ายหัวทันที
“นั่นมันสำหรับเวลาปกติ...แต่ตอนนี้ใกล้เทศกาลไห่หุ้ยแล้ว เ้าดูผู้บำเพ็ญกระบี่ข้างนอกสิ ทุกคนต่างก็เห็นกระบี่สำคัญยิ่งกว่าอะไร หากเ้านำกระบี่เล่มนี้ออกไปวางขาย ต่อให้ตั้งราคาไว้ที่สามพัน ก็ยังมีคนแย่งกันซื้อ...”
ฟานซื่อพูดจบก็เห็นว่าหลินเฟยทำเพียงยิ้มน้อยๆ ไม่พูดอะไร จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“เ้าไม่พูดอะไรเช่นนี้ หรือว่าสามพันจะแพงเกินไป?”
“ไม่แพงๆ” หลินเฟยส่ายหัว ก่อนจะเอื้อมมือรับกระบี่มา
“แต่ข้าไม่คิดจะขายกระบี่เล่มนี้ให้กับผู้บำเพ็ญกระบี่ ถ้าจะขายก็ต้องขายให้สำนักโยวิในราคาสามหมื่นหินิญญาเท่านั้น”
“...”
พอพูดจบทุกคนในร้านหลอมอาวุธก็เงียบลงทันที ฟานซื่อกับเจียงหลีก็อ้ำๆอึ้งๆพยายามขยับปากเหมือนจะพูดอะไร แต่ก็ไม่กล้าพูดออกมา เอาแต่มองหน้าหลินเฟย ‘ถึงกับจะขายให้สำนักโยวิในราคาสามหมื่นเลยหรือ...’
สำนักโยวิเป็สำนักที่ฝึกฝนบำเพ็ญด้วยไอมารปีศาจและพลังชั่วร้าย ศิษย์ส่วนมากฝึกฝนด้วยพลังชั่วร้าย ซึ่งน้อยคนที่จะบำเพ็ญกระบี่ แต่ผู้บำเพ็ญกระบี่กลุ่มนี้มักจะสันโดษ ไม่ค่อยชอบไปไหนมาไหน อีกอย่าง เต็มที่คนพวกนี้ก็เป็เพียงศิษย์สายในเท่านั้น ไม่ใช่ศิษย์สายตรงแต่อย่างใด แล้วจะมีถึงสามหมื่นหินิญญาหรือ?
อีกอย่างกระบี่นี่ก็ราคาไม่ถึงด้วย...
อาวุธหยินฝูที่มีมนต์สะกดสิบแปดสายหากขายได้ถึงสามพันหินิญญาก็นับว่าเกินพอแล้ว
“อะ...อาจารย์อา จะขายสามหมื่นจริงหรือ?” เจียงหลีใกับราคาจนเสียงสั่น...
“ใช่แล้ว ข้าจะขายที่สามหมื่น ถ้าทำตามที่บอก อย่าว่าแต่สามหมื่นเลย ต่อให้ขายสี่หมื่นถึงห้าหมื่นก็ย่อมได้...”
“หา?”
“ข้าให้เวลาเ้าสามวัน ภายในสามวันนี้เ้าต้องไปหาศิษย์สำนักโยวิ ทางที่ดีจะต้องเป็ศิษย์ขั้นมิ่งหุ่นที่ฝ่าเคราะห์ด่านที่หนึ่งหรือสองแล้ว จะเป็ศิษย์สายในหรือสายตรงก็ได้ หากเจอแล้วไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น ทำเพียงทักทายบรรพบุรุษสิบแปดชั่วโคตรของเขาก็พอ...”
“...” เจียงหลีที่ได้ยินก็ตกตะลึงทันที เอาแต่จ้องหลินเฟยจนตาค้าง เป็นานกว่าจะพูดออกมา
“ล้อข้าเล่นหรือไง?”
หลินเฟยได้ยินคำถามนั้น ก็ไม่คิดตอบ ทำเพียงหันไปมองฟานซื่อ
ฟานซื่อเห็นดังนั้นก็รู้สึกปวดขมับจี๊ดขึ้นมาทันที...
แต่หลังจากลังเลชั่วครู่ ฟานซื่อก็กัดฟันกรอดพร้อมเอ่ยออกมา
“ทำตามที่อาจารย์อาเ้าสั่งนั่นแหละ”
“ข้าเป็ศิษย์แท้ๆของท่านนะ...” เจียงหลีได้ยินผู้เป็อาจารย์เอ่ยออกมาเช่นนั้นก็แทบจะหลั่งน้ำตาออกมาด้วย ‘มีอาจารย์ที่ไหนส่งลูกศิษย์ไปตายอย่างนี้บ้าง...’
ศิษย์ขั้นมิ่งหุนที่ฝ่าเคราะห์ด่านที่หนึ่งและสองของสำนักโยวิ แถมยังเป็สายตรงหรือสายในก็ได้อีก ฟังดูเหมือนจะง่าย แต่คนพวกนี้หาใช่คนธรรมดาไม่ เห็นควรเข้าไปหาเื่อย่างนั้นหรือ ทั้งที่ปกติจะต้องเข้าไปเอาอกเอาใจเสียมากกว่า...
‘อยากให้เขาไปตายนักหรือไง?’
“อาจารย์...”
“หุบปาก!”
“...”
หลังจากถูกผู้เป็อาจารย์ไล่ตะเพิดออกมา เจียงหลีก็อยากจะร้องไห้ออกมาจริงๆ ในหัวก็เอาแต่คิดว่าจะหนีออกจากเมืองวั่งไห่ หรือจะเป็ฏต่อสำนักไปเลยดี?
สำนักโยวิเป็ถึงอันดับหนึ่งจากทั้งหมดสิบสำนักใหญ่ นอกจากจะแข็งแกร่งแล้วยังบำเพ็ญวิชาปีศาจได้อีกด้วย พวกเขาโเี้อำมหิต ชอบกักขังิญญามนุษย์เพื่อเอาไปบำเพ็ญโดยการเผาด้วยเปลวไฟหยินทำให้กลายเป็ผีดิบ การให้ไปหาเื่ศิษย์สำนักโยวิเช่นนี้ จึงไม่ต่างอะไรกับพาตัวเองไปตาย...
เจียงหลีอิดออดอยู่ครึ่งชั่วโมง ทำให้ยังเดินไปไม่พ้นจากละแวกร้านหลอมอาวุธเสียที
‘บ้าเอ๊ย จะต้องคิดหาวิธีก่อน อาจารย์อานั่นช่างใจร้ายผิดมนุษย์มนาจริงๆ...’
“จริงสิ...” หลังจากเดินจนถึงหัวมุม เจียงหลีก็ยกฝ่ามือตบหัวตัวเองทันที ราวกับว่ากำลังนึกอะไรขึ้นมาได้
‘มีวิธีแล้ว!’
พอมีแผนขึ้นมาในใจ ฝีเท้าของเจียงหลีก็เร็วขึ้นไม่น้อย ครู่เดียวก็ออกจากเมืองวั่งไห่ มุ่งหน้าไปยังบึงโคลนที่อยู่ทางใต้ เจียงหลีรู้ดีว่าที่บึงโคลนนั่น มีสถานที่เพาะเลี้ยงผีดิบของสำนักโยวิอยู่ เดิมทีเป็ดินแดนรกร้างกว้างขวางกว่าร้อยลี้ มีไอหยินปกคลุมตลอดทั้งปี เรียกได้ว่าเป็สถานที่เพาะเลี้ยงผีดิบชั้นยอด ไม่รู้ว่าสำนักโยวิมาตั้งรกรากที่นี่ั้แ่เมื่อใด แต่บัดนี้มีผีดิบที่เพาะเลี้ยงไว้จำนวนมากเลยทีเดียว
จึงต้องมีคนเพาะเลี้ยงผีดิบอยู่แน่ๆ
ศิษย์ที่เพาะเลี้ยงผีดิบเหล่านี้ถูกเรียกว่า “โส่วเย่” หรือที่แปลว่าผู้เฝ้ายามวิกาล
และจุดนี้เองที่แตกต่างไปจากสำนักอื่น…
หากเป็สำนักอื่น ศิษย์ที่มีขั้นบำเพ็ญต่ำกว่าย่างหยวนจะไม่มีสิทธิ์เข้ามายังพิภพซ่างจงได้ เพราะที่นี่มีมารปีศาจอาละวาดมากมาย หากผู้บำเพ็ญขั้นย่างชี่หรือจู้จีพิเรนทร์เข้ามาละก็ จะต้องกลายเป็อาหารของเหล่ามารปีศาจแน่นอน
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
