เวลาผ่านไปราวกับติดปีก เพียงชั่วพริบตาวันอภิเษกสมรสก็มาถึง งานอภิเษกสมรสของรัชทายาททั้งทีย่อมจะยิ่งใหญ่อลังการ เพิ่งจะยามสี่ [1] เฉียวเยว่ก็ถูกปลุกให้ตื่น นางขยี้ตา "เช้าขนาดนี้เลยหรือ?" น้ำเสียงค่อนข้างแ่เบา
"คุณหนูอิ้งเยว่ตื่นั้แ่ยังไม่ถึงยามสาม คุณหนูรีบลุกมาแต่งตัวเถิดเ้าค่ะ ท่านเป็น้องสาวของเ้าสาว งานจะขาดท่านไม่ได้"
เฉียวเยว่เข้าใจเหตุผลนี้ ไม่ช้าหญิงรับใช้าุโก็ก็ยกน้ำร้อนเข้ามา แต่เฉียวเยว่ยังรู้สึกงัวเงีย ก็ถูกอวิ๋นเอ๋อร์กับเสี่ยวชุ่ยดันเข้าไป หลังจากนั้นก็ผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ แต่งหน้า ทำผมให้อย่างคล่องแคล่ว
วันนี้เฉียวเยว่แต่งหน้าให้ดูอ่อนเยาว์หน่อย พี่สาวของนางเป็เ้าสาว นางจะไม่่ชิงความโดดเด่นไป
นางกำชับแล้วกำชับอีก "แต่งให้ข้าอ่อนจางหน่อย อื้ม ลงให้เป็เงาตรงนี้ใบหน้าจะได้ดูกลมขึ้น"
อวิ๋นเอ๋อร์หัวเราะพรืดออกมา "ผู้อื่นมีแต่อยากจะให้ใบหน้าเป็รูปเมล็ดแตงกันทั้งนั้น แต่คุณหนูกลับอยากหน้ากลม"
"เมื่อจะแต่งให้หน้าดูสดใสอ่อนเยาว์ ก็ต้องให้อ่อนลงอย่างนี้แหละถึงจะดี"
เฉียวเยว่รู้ดีว่าตนเองควรวางตัวอย่างไรในโอกาสแบบไหน นางลงมือแก้การแต่งหน้าด้วยตนเอง ก่อนที่จะแสดงความพึงพอใจ "อย่างนี้ดีกว่า ไปกันเถอะ ข้ามิได้สลักสำคัญอันใด ไปหาพี่สาวดีกว่า"
วันนี้เฉียวเยว่สวมชุดกระโปรงสีชมพูอ่อน มาแนวดรุณีน้อยอ่อนเยาว์ผู้น่ารักสดใส
เมื่อนางมาถึงห้องของอิ้งเยว่ ก็เห็นฮูหยินอีกสองสามท่านกับเหล่าคุณหนูในจวนล้วนอยู่ในห้องของอิ้งเยว่ ถึงอย่างไรอิ้งเยว่ก็ตบแต่งให้รัชทายาท และกำลังจะเป็ชายารัชทายาท ทุกคนย่อมให้ความสนใจเป็พิเศษ
เมื่อเห็นเฉียวเยว่มาถึง หรงเยว่ก็ดึงนางไปด้านข้าง
เฉียวเยว่เห็นฝีมือการแต่งหน้าของาุโหญิงผู้นั้นก็ทอดถอนใจ ใครว่าคนโบราณแต่งหน้าเ้าสาวไม่เป็ แต่งแล้วดูฉูดฉาดบาดตาเหลือจะทนได้ แต่เป็เช่นนั้นที่ไหนกันเล่า หลังแต่งหน้าเสร็จพี่สาวของนางดูราวกับเทพธิดาจากสรวง์ งดงามอย่างที่ผู้ใดก็มิอาจเปรียบปาน สวยจนต้องตกตะลึง
มิเพียงแต่งดงามเท่านั้น ยังให้ความรู้สึกสูงศักดิ์เปี่ยมไปด้วยสง่าราศี เหมือนประโยคที่ว่าอะไรนะ?
ทางเหนือมียอดพธู โฉมตรูเพียงหนึ่งเดียวในใต้หล้า
เฉียวเยว่เองยังมองจนตาค้าง ขณะนั้นมีหมัวมัวพาหลันเยว่เข้ามา หลันเยว่ไม่สนิทกับไท่ไท่รอง นางเพียงยอบกายเล็กน้อยเป็การทักทาย แล้วก็จ้องอิ้งเยว่เขม็ง
"พี่หญิงอิ้งเยว่งดงามเหลือเกิน" หลันเยว่จ้องตาแป๋ว
อีกไม่นานจะเข้าสู่ฤดูร้อน ประกอบกับชุดเ้าสาวมีหลายชั้น ทั้งหนาและหนักมาก เพียงครู่เดียวอิ้งเยว่ก็เริ่มมีเหงื่อซึม
เฉียวเยว่เห็นเช่นนั้นก็หยิบผ้าเช็ดหน้าเข้าไปซับเหงื่อให้เบาๆ ก่อนเติมหน้าเสริมให้กับนาง หลังจากนั้นก็มองซ้ายมองขวาอย่างพึงพอใจ
าุโหญิงที่ปรนนิบัติอยู่ด้านข้างเห็นแล้วก็ยิ้มตาม "พี่น้องคู่นี้ช่างมีจิตใจสื่อถึงกัน คุณหนูเจ็ดก็ดูคล่องแคล่วยิ่งนัก" หลังจากนั้นก็หันมาพูดกับเ้าสาว "เ้าสาวต้องจดจำไว้ว่าอย่าใช้มือหรือแขนเสื้อเช็ดใบหน้า หากเหงื่อออกเล็กน้อยก็ต้องทนเอาหน่อย เพราะหากเช็ดแล้ว เครื่องสำอางอาจเลอะได้"
"ทราบแล้ว" น้ำเสียงของอิ้งเยว่มีความตื่นเต้นเจืออยู่รางๆ
เฉียวเยว่ไหนเลยจะฟังไม่รู้ นางไม่นำพาว่ามีคนอยู่เยอะ ทำสีหน้าแก่นแก้ว ยิ้มตาหยี "พี่สาวข้างดงามเป็หนึ่งในใต้หล้า เสด็จพี่รัชทายาทได้เปรียบแท้ๆ"
อิ้งเยว่มองดูใบหน้าของตนเองผ่านคันฉ่องทองแดง ประณีตงดงามมากจริงๆ ต้องกล่าวว่าการแต่งเติมของเฉียวเยว่มิได้ทำให้เครื่องสำอางเดิมหลุดออกไป นางเลื่อนคันฉ่องออกไปไกลอีกนิด ดูเรือนผมของตนเอง แต่กลับเห็นเฉียวเยว่ยืนยิ้มกริ่มดวงตาโค้งเป็รูปจันทร์เสี้ยว ก็หัวเราะออกมา ดูเหมือนว่าจะไม่ตื่นเต้นอีกแล้ว
"เหตุใดเ้ามัดผมเป็ซาลาเปาสองข้างอีกแล้วเล่า?"
นางชี้ไปที่ผมของน้องสาว พลางหัวเราะออกมาอีกครั้ง
"ข้าหน้าตาสะสวยและน่ารักมาก แต่ไม่อยาก่ชิงความโดดเด่นของพี่สาว จึงต้องแต่งให้ดูอัปลักษณ์เสียหน่อย แต่ช่วยไม่ได้ ข้าหาใช่คนขี้ริ้วขี้เหร่ ไม่ว่าจะแต่งอย่างไรก็ดูน่ารักอยู่ดี"
แท้จริงแล้ววันแบบนี้ไม่ว่าอิ้งเยว่หรือไท่ไท่สามล้วนรู้สึกเศร้าใจ แต่พอเฉียวเยว่เข้ามาสร้างความครื้นเครงเช่นนี้ ทุกคนต่างก็รู้สึกขบขัน ไม่มีความคิดจะโศกเศร้าแม้แต่น้อย
อิ้งเยว่ย่อมรู้ว่าน้องสาวทำเพื่ออะไร นางจับมือของเฉียวเยว่ แล้วพูดอย่างจริงจัง "ต่อไปข้าออกเรือนไปแล้ว เ้าต้องเชื่อฟังท่านพ่อท่านแม่ดีๆ เข้าใจหรือไม่?"
เฉียวเยว่มองอิ้งเยว่ด้วยสายตาคลางแคลง "ข้าเคยไม่เชื่อฟังั้แ่เมื่อไร? ข้าน่ะขึ้นชื่อเื่ว่านอนสอนง่ายที่สุดแล้ว"
ทุกคนต่างหัวเราะกันครืนอีกหน วันแบบนี้ ต่อให้นางก่อกวนหนักแค่ไหน ก็ไม่มีใครเอาไปลือในทางเสียหายอยู่แล้ว
แม่เฒ่ามงคลสองคนล้วนแต่เป็คนมีไหวพริบ เห็นการแสดงออกของซูเฉียวเยว่ก็รู้ว่านางทำเพื่ออะไร ในใจนึกชื่นชมในความเฉลียวฉลาดของแม่นางน้อยผู้นี้ งานแต่งงานควรสนุกสนานครึกครื้นเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะถึงจะเป็มงคล
แน่นอนว่ายามออกจากเรือนไม่มีใครไม่ร้องไห้ เพียงแต่หากเริ่มร้องั้แ่ตอนนี้ เครื่องสำอางก็คงเลอะจนดูไม่ได้
หากเป็ครอบครัวคนธรรมดาก็แล้วไป แต่นี่ไม่ใช่ เมื่อแต่งเข้าจวนรัชทายาท ก็กลายเป็สะใภ้แห่งราชวงศ์ และเป็ว่าที่ฮองเฮาในภายภาคหน้า เมื่อคิดเช่นนี้ พวกนางก็สดใสกระปรี้กระเปร่าทันควัน
แม่เฒ่ามงคลหยิบปิ่นปู้เหยามาปักให้คุณหนูห้าสกุลซู หลังจากมองซ้ายมองขวาพิจารณาแล้ว ก็หยิบปิ่นผีเสืออีกอันมาปักเสริมลงไป แล้วถึงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
"แม่เฒ่าอย่างพวกเราปรนนิบัติเ้าสาวมามากมาย แต่ไม่มีผู้ใดงดงามเฉิดฉันเหมือนคุณหนูห้าเลยสักคน" นี่คือชายารัชทายาทที่แท้จริง ไยพวกนางจะไม่ประจบสอพลอให้ดีหน่อยเล่า
มีเสียงดังแว่วมาจากด้านนอก เฉียวเยว่ชะโงกศีรษะออกไปดู ฉีอันใช้สัญญาณมือแจ้งข่าวอยู่หน้าประตู เฉียวเยว่ก็เข้าใจทันที
"เสด็จพี่รัชทายาทน่าจะมาถึงแล้ว"
ไท่ไท่สามคลุมผ้าคลุมหน้าเ้าสาวสีแดงให้กับอิ้งเยว่ นางถูกสาวใช้สองคนประคองออกไป เมื่อมาถึงห้องโถงก็คุกเข่าคารวะผู้าุโทุกท่าน พวกเฉียวเยว่ตามอยู่ด้านหลัง ไท่ไท่สามจับมือของเฉียวเยว่ นางหันไปมอง เห็นขอบตาของมารดาแดงก่ำ ก็กุมมือมารดาเอาไว้อย่างแ่า
เมื่ออิ้งเยว่คารวะผู้าุโและบิดามารดาเสร็จ เสียงประทัดก็ดังเปรี้ยงปร้างอีกระลอก หลังจากนั้นเ้าสาวก็ถูกประคองออกจากประตู และไปขึ้นเกี้ยว
เสียงฆ้องและกลองประโคมขึ้น เคล้าเสียงประทัดดังสนั่น
จนกระทั่งเกี้ยวเ้าสาวออกไปแล้ว ไท่ไท่สามก็ร้องไห้ออกมา เฉียวเยว่เองก็เสียใจ แต่ยังเข้าไปประคองมารดา แล้วเอ่ยเสียงเบา "ท่านแม่ อย่าร้องไห้เลย พี่สาวเพียงแต่งออกเรือนเท่านั้น ต่อไปยังกลับมาเยี่ยมบ่อยๆ ได้ อีกอย่างเสด็จพี่รัชทายาทก็เป็คนดีมากนะเ้าคะ"
ไท่ไท่สามไหนเลยจะไม่เข้าใจเหตุผล เพียงแต่เข้าใจก็ส่วนเข้าใจ รู้ก็ส่วนรู้ ทว่ายังคงเศร้าใจอยู่ดี
"เมื่อก่อนเคยเห็นนางอยู่ทุกวันก็ไม่รู้สึกอะไร แต่ตอนนี้พอนึกว่านางกำลังจะกลายเป็สะใภ้ของผู้อื่นแล้ว ในใจข้าก็หดหู่อย่างบอกไม่ถูก"
เฉียวเยว่กระซิบปลอบไท่ไท่สาม "ท่านยังมีข้าอีกคน เช่นนั้นต่อไปข้าไม่แต่งงานก็ได้ ข้าจะอยู่เป็เพื่อนท่านตลอดไป"
ไท่ไท่สามตีบุตรสาวไม่หนักไม่เบาไปหนึ่งที "พูดเหลวไหลอีกแล้ว เ้าจะไม่แต่งงานได้อย่างไร"
เฉียวเยว่ยิ้มพราย "เช่นนั้นข้าจะหาบุรุษแต่งเข้าบ้านเสียเลย ท่านจะได้เห็นข้าทุกวัน หากเขาไม่เชื่อฟังก็ใช้แส้เฆี่ยนได้เลย"
ไท่ไท่สามหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก "ถึงกับจะเอาแส้เฆี่ยนเลยหรือ ข้าจะคอยดูความสามารถเ้าแล้วกัน แต่ข้าว่านับวันเ้าก็ยิ่งทำตัวไร้สาระ เอาล่ะ เอาล่ะ แม่รู้ว่าเ้าอยากปลอบใจ แค่เ้าเป็เด็กดี แม่ก็ดีใจแล้ว เพียงแต่..."
"เพียงแต่ควบคุมตนเองไม่ได้" เฉียวเยว่รู้ทัน
ไท่ไท่สามกลอกตาใส่นาง "เ้านี่นะ ยังเป็เด็กที่ไม่รู้อะไรเลย"
เฉียวเยว่น้ำตาร่วงเผาะ เอ่ยเสียงเบา "ใครว่าข้าไม่รู้ เข้าก็เสียใจที่พี่สาวกลายเป็คนของครอบครัวอื่น ดีที่คนผู้นั้นคือเสด็จพี่รัชทายาทที่ข้าค่อนข้างคุ้นเคย หากเป็คนแปลกหน้า ข้าคงนอนไม่หลับ เป็กังวลทุกเมื่อเชื่อวัน"
บทสนทนาของสองแม่ลูกทำเอาฮูหยินผู้เฒ่าหัวเราะจนน้ำตาไหล
"พวกเ้านี่จริงๆ เลย เื่น่ายินดีเช่นนี้จะร้องไห้ทำไม เื่มงคล นี่คือเื่มงคล"
ไท่ไท่รองมักเป็คนไม่รู้จักกาลเทศะเสมอ เห็นผู้อื่นเป็เช่นนี้ ก็พล่ามขึ้นมาบ้าง "อิ้งเยว่แต่งออกไปแล้ว ต่อไปก็ถึงคราหรงเยว่ของพวกเราบ้าง ท่านแม่ต้องหาบุรุษที่ไม่แพ้รัชทายาทมาให้หรงเยว่ เช่นนี้..." พูดยังไม่ทันจบความ ก็เริ่มรู้สึกตัวว่าไม่ถูกต้อง พอเห็นสีหน้าฮูหยินผู้เฒ่าเริ่มจะบึ้งตึง ก็รู้ว่าวันนี้คนเยอะ หากเื่แพร่งพรายออกไป จะกลายเป็เื่ใหญ่ได้ จึงตบปากของตนเองทันควัน "ดูข้าสิ พูดเหลวไหลอีกแล้ว"
หรงเยว่ขอบตาแดงมองไท่ไท่รองแล้วเอ่ยว่า "ท่านแม่ ไม่มีอะไรท่านก็อย่าพูดเรื่อยเปื่อยดีกว่า คนครอบครัวเดียวกันรู้ว่าท่านล้อเล่น แต่หากคนไม่รู้มาได้ยินเข้า ก็ไม่แน่ว่าจะคิดเช่นไร พวกเราไม่ควรทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิด"
ไท่ไท่รองไม่คิดจะสั่งสอนหรงเยว่เวลานี้ นางยิ้มเก้อเขิน ก่อนตอบกลับไป "ถูกต้อง ถูกต้อง"
หลันเยว่เห็นมารดาเป็เช่นนี้ ก็วิ่งไปหลบด้านหลังฮูหยินผู้เฒ่า ฮูหยินผู้ตบๆ มือของหลันเยว่ นางเงยหน้าแล้วยิ้มแฉ่ง
เฉียวเยว่มองป้าสะใภ้รองปล่อยไก่อีกแล้ว ก็รู้สึกเห็นใจหรงเยว่อยู่บ้าง หากป้าสะใภ้รองไม่ก่อความวุ่นวาย บางทีความน่าอึดอัดใจต่างๆ ของนางก็อาจน้อยลง และมีชีวิตที่ราบรื่นกว่านี้
วันนี้มีคนเข้าๆ ออกๆ มากมาย บรรยากาศจึงคึกคักมากเป็พิเศษ
เวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อก็มีรถม้ามารับ เฉียวเยว่และคนอื่นๆ ก็ถูกพาไปจวนของรัชทายาทในฐานะญาติฝ่ายเ้าสาว
นี่คือคฤหาสน์ที่ฝ่าาพระราชทานให้รัชทายาท เฉียวเยว่ยังไม่เคยมา นี่เป็ครั้งแรกจึงรู้สึกตื่นตาตื่นใจเป็อย่างยิ่ง
แต่เมื่อคิดว่ายังมีเวลาเยี่ยมชมอีกมาก วันนี้คนเยอะเป็พิเศษ นางจึงไม่อยากให้เกิดปัญหา เฉียวเยว่เป็คนเช่นนี้เอง แม้จะเป็คนร่าเริงสดใส แต่ก็ไม่้าสร้างปัญหา
กฎทองคำสำหรับสตรีข้ามภพก็คือเหตุสุดวิสัยมักเกิดขึ้นในสถานที่ที่มีคนมาก เฉียวเยว่ไม่อยากให้เกิดอะไรขึ้นในงานแต่งงานของพี่สาว
"แม่หนูน้อย โอ้โห... วันนี้เ้าแต่งตัว..."
หรงจ้านเป็ฝ่ายเดินเข้ามาทางญาติฝ่ายหญิง เพื่อเลี่ยงข้อสงสัย
"คารวะพี่จ้าน" เฉียวเยว่ทอยิ้มน้อยๆ
กิริยาท่าทางแม้จะอ่อนโยน แต่กลับมีคำเตือนฉายชัดอยู่ในแววตา หรงจ้านไม่ค่อยเห็นสายตาดุดันเช่นนี้ของนางบ่อยนัก รู้สึกว่าน่าสนใจมากทีเดียว "ภาพที่วาดคราก่อน ข้าเข้ากรอบเรียบร้อยแล้ว"
เฉียวเยว่เลิกคิ้ว รอฟังเขาพูดต่อ
แต่หรงจ้าน... ไม่พูดอะไรอีก
เฉียวเยว่รู้สึกสุดจะบรรยายออกมาเป็คำพูดจริงๆ
นางนิ่งไปชั่วขณะก่อนกล่าวว่า "แล้วอย่างไร"
หรงจ้านแบมือทั้งสอง "ก็ไม่อย่างไร ข้าแค่มาบอกเ้าเฉยๆ เอาล่ะ ทางนี้มีแต่สตรี ข้าเป็บุรุษคนเดียวอยู่ตรงนี้คงไม่เหมาะสม ภาพหลังใส่กรอบดูไม่เลว เอาไว้วันหน้าจะเชิญเ้ามาชม"
เฉียวเยว่ เอ๋? เอ๋เอ๋?
เชิญนางไปชม? ชิ เป็ภาพของนางชัดๆ ไม่ควรมอบให้นางหรือ?
เ้าแมวเหมียวเอ๊ย ทำไมถึงเป็คนแบบนี้กันนะ!
...
[1] การนับยามแบ่งออกเป็ 5 ่ ได้แก่ ยามหนึ่งหมายถึง่เวลาั้แ่ 19.00-21.00 ยามสองหมายถึง่เวลาั้แ่ 21.01-23.00 ยามสามหมายถึง่เวลาั้แ่ 23.01-1.00 ยามสี่หมายถึง่เวลาั้แ่ 1.01-3.00 ยามห้าหมายถึง่เวลาั้แ่ 3.01-5.00 ในสมัยโบราณจะมีคนใช้อุปกรณ์ตีบอกเวลาเช่นฆ้อง โลหะ หรือกลอง เป็ต้น
