ท่านอาจารย์จวีถอนหายใจยาวคราหนึ่ง…
ใบหน้ากลับดูเหยเกคล้ายกำลังจะสิ้นใจ
หนวดเครายาวที่เล็มเป็ระเบียบ ยามนี้กลับยุ่งเหยิงจนต้องทัดไว้หลังหู
ทั้งร่างโถมซบอยู่บนโต๊ะชงชา
ไม่เหลือเค้าความสง่างามเช่นในยามปกติ
ส่วนคนที่กำลังต้มชาอยู่ตอนนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนไกล แต่เป็ท่านอาจารย์ใหญ่จี้จิ่วโหยว
แซ่โหยวนับว่าไม่ค่อยจะพบเห็นได้เท่าไร จี้จิ่วโหยวจึงไม่ค่อยเอ่ยนามตนโดยง่าย
อีกทั้งเพราะเขาแซ่โหยว นามว่าอู้ เมื่อรวมกันแล้วก็เป็โหยวอู้
ฟังดูแล้วราวกับเป็โฉมงามนางหนึ่ง ทว่าจี้จิ่วโหยวไม่มีรูปลักษณ์ใดใกล้เคียงกับความงามแม้แต่น้อย ใบหน้าของเขาดูราวกับไชเท้าเปรี้ยวหัวหนึ่งที่ข้างบนก็แหลม ข้างล่างก็แหลม
เพื่อจะปลดแอกตนเองจากนามที่ฟังแล้วราวกับสาวงามนางหนึ่ง ั้แ่เกิดเขาจึงตั้งใจศึกษาเล่าเรียน
จึงคิดอยากจะใช้ตำแหน่งทางการมาแทนชื่อของตน ให้ทุกคนยามเรียกเขาก็ไม่ต้องเรียกนาม แต่เรียกตำแหน่งทางการของเขาแทน
ผ่านไปค่อนชีวิต ในที่สุดเขาก็ทำสำเร็จเสียที
บัดนี้ยามทุกคนเรียกเขาก็จะเรียกเขาว่าจี้จิ่วโหยว ท่านอาจารย์ใหญ่หรือท่านครูใหญ่
ความสัมพันธ์ระหว่างท่านอาจารย์จวีที่ใครๆ ต่างก็ร่ำลือว่าเคร่งครัดในกฎระเบียบกับท่านจี้จิ่วโหยวใครๆ ก็รู้ว่าพวกเขาแน่นแฟ้นถึงเพียงใด ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองเรียกได้ว่าสามารถถอดรองเท้านอนสนทนากันบนเตียงอุ่นได้เลยทีเดียว
ความสามารถในการชงชาของอาจารย์จวี ก็ยังได้มาจากจี้จิ่วโหยว
“ท่านถอนหายใจเช่นนี้มาหนึ่งชั่วยามแล้ว ไม่ใช่ว่าตอนแรกท่านบอกว่าชั้นเรียนเตรียมความพร้อมนี่ท่านเอาอยู่หรอกหรือ”
“ท่านคงยังไม่รู้ว่าพวกเด็กในชั้นเรียนเตรียมความพร้อมนี่ประหลาดกันเพียงใด ต่อไปจะเรียนได้หรือไม่ได้ข้าไม่รู้ ทว่าสถานะทางบ้านของแต่ละคนมีแต่จะยิ่งใหญ่เสียยิ่งกว่ายิ่งใหญ่ ั้แ่เริ่มเปิดเรียนจนถึงบัดนี้ ข้าไม่รู้แล้วว่าได้รับของขวัญจากบัณฑิตมามากมายเพียงใด”
“ไอ๊หยา เช่นนั้นก็ไม่ดีหรอกหรือ เห็นทีปีนี้จะได้ร่ำรวยกันไปอีกปีหนึ่งแล้ว” จี้จิ่วโหยวกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
ใบหน้ายาวๆ ของเขายามยิ้ม ก็ยิ่งทำให้ดูปลิ้นปล้อนกว่าเดิม
“มอบของขวัญก็แล้วไปเถิด ยังมีเ้าบัณฑิตตัวดีอีกคนที่ถึงขั้นจองตัวแม่นางในหอเฟิงเยว่ไว้ให้ข้า บอกว่าข้าสามารถเข้าไปเมื่อใดก็ได้ตามที่ข้า…สะดวก”
สีหน้าของอาจารย์จวีเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาพร้อมกับขบเขี้ยวฟัน
เขาในฐานะขุนนางในสำนักการศึกษาที่รับตำแหน่งอาจารย์ประจำชั้น เงินเดือนในแต่ละเดือนแม้จะนับว่าไม่น้อย ทว่าก็ยังไม่พอที่จะจองตัวแม่นางในหอเฟิงเยว่ได้
กระทั่งคราที่เขาเคยไปที่แห่งนั้นก็ยังล้วนแต่ไปเพราะสหายเป็คนเชิญอยู่คราสองครา
จี้จิ่วโหยวเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะลั่น “เ้าเด็กนั่น ไฉนจึงได้มือเติบถึงเพียงนั้น”
“ก็เ้าบุตรอนุหลินเฟินของขุนนางกรมพิธีการชือหลางหลินอย่างไรเล่า”
“ชือหลางหลินรึ” จี้จิ่วโหยวไม่ต้องเสียเวลานึกก็รู้ว่าเขาเป็ใคร กรมพิธีการที่แสนจะเคร่งครัด ก็คือผู้ควบคุมดูแลสำนักเชินของพวกเขา
หกกรมเก้าเสนาบดี กรมพิธีการนับว่ามีอำนาจที่สุด วัฒนธรรม การศึกษา สุขภาพความปลอดภัยของแคว้นเชินล้วนแต่ขึ้นอยู่กับกรมพิธีการ
กรมพิธีการไม่เพียงแต่ดูแลสำนักเชินของพวกเขา กระทั่งหอเฟิงเยว่ก็ได้กรมพิธีการเป็ผู้ดูแล จึงไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใดเ้าเด็กคนนั้นจึงกล้าเอ่ยปากว่าได้เหมาแม่นางในหอเฟิงเยว่ไว้ให้ท่านอาจารย์ของตนแล้ว
ชือหลางหลินเป็ขุนนางมีความสามารถ นับว่าเป็บุคคลที่มีอำนาจในกรมพิธีการอย่างแท้จริง ทว่าการบริหารดูแลเื่ในจวนของเขานับว่าธรรมดา
ภรรยาเอกมีบุตรชายหนึ่งคน และบุตรสาวอีกหนึ่งคน ส่วนอนุมีบุตรชาย และบุตรสาวสามคน
หลินเฟินเป็บุตรคนสุดท้องจากอนุ
ชือหลางหลินจึงได้ตามอกตามใจจนกลายเป็คุณชายเสเพล
“แล้วจองแม่นางคนใดไว้หรือ” อาจารย์ใหญ่โหยวหรี่ตาถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเจือความขบขัน
หากว่าคนอื่นมาเห็นเข้าคงได้แต่เกาหัวด้วยความสงสัยเป็แน่ว่าท่านอาจารย์ใหญ่มีด้านนี้ด้วยหรือ
“เอ้อ แม่นางสวีที่เชี่ยวชาญด้านกวี” อาจารย์จวีตอบขึ้นอย่างกระอักกระอ่วน “แต่เ้าก็รู้ว่าภรรยาข้าเป็ถึงคนอำเภอจี๋เล่อ”
จี้จิ่วโหยวเมื่อได้ยินคำว่าอำเภอจี๋เล่อ อำเภอจี๋เล่อนั้นได้ชื่อว่าเป็อำเภอแห่งแม่เสือสาว เมื่อคิดถึงภรรยาของท่านอาจารย์จวีแล้วก็เห็นว่านางยังเป็มารดาของแม่เสืออีกขั้นหนึ่ง เช่นนั้นจึงอดจะตบบ่าปลอบใจท่านอาจารย์จวีด้วยความเวทนาไม่ได้
“เื่แม่นางสวีก็ช่างมันเถิด ยังมีของขวัญชิ้นอื่นอีกหรือไม่ เอามาให้ข้าชมสักหน่อยว่าท่านอาจารย์ประจำชั้นอย่างท่านจะได้ของล้ำค่าอะไรอีก”
อาจารย์จวียื่นมือชี้ไปยังมุมห้อง “ยังอยู่ตรงนั้นอีกกองหนึ่ง หากว่าท่านอาจารย์คนอื่นรู้เข้าว่าข้าได้ของขวัญมากมายเพียงนี้ เกรงว่าตำแหน่งอาจารย์ประจำชั้นของข้าคงจบเห่แล้ว แต่ไหนแต่ไรชื่อเสียงเื่ความเคร่งครัดของข้าก็ล้วนแต่โด่งดังมาโดยตลอด หรือของพวกนี้มันจะเป็กับดักกันนะ”
“ฮ่าๆๆ ท่านเองก็มีวันนี้กับเขาด้วย แต่ไปเถิด ข้ากำลังเบื่อพอดี พวกเราไปช่วยกันแกะของขวัญดีกว่า มาดูกันว่าบัณฑิตชั้นเรียนเตรียมความพร้อมของเราจะมอบของขวัญอะไร” จี้จิ่วโหยวกล่าวอย่างยินดี
อาจารย์จวีก็คิดเช่นนั้น ทั้งยังอยากจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตน
เดิมทีก็ควรจะไล่บัณฑิตเหล่านี้ไป เขาเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าใครเป็ตัวตั้งตัวตี
ดูเหมือนว่าจะเป็เด็กหนุ่มนามว่าอาลู่ที่เอาแต่ยิ้มหวานยื่นของขวัญให้เขา เขาเองก็ยื่นมือออกไปรับโดยไม่ทันคิดอะไร
ไม่คาดคิดว่าต่อมาจะเป็เช่นนี้
จี้จิ่วโหยวที่ภายนอกแสนจะคร่ำเคร่ง บัดนี้กำลังก้มหน้า ชายเสื้อยาวๆ ก็ห้อยต่องแต่ง เริ่มแกะห่อของขวัญออก
“ไอ๊หยา จานฝนหมึกอันนี้ไม่เลว แค่ดูก็รู้ว่าเป็ของดี หลิวช่างเชอเป็คนส่งมา ช่างมือเติบเสียจริง”
“น้ำเต้าทองชิ้นนี้ใช้ได้เลยเชียว วันปกติก็วางประดับเรือนได้ หากร้อนเงินขึ้นมาก็เอาไปใช้แทนเงินได้ จากถังซี เ้าเด็กคนนี้ไม่เลว”
อาจารย์จวีมองจี้จิ่วโหยวที่ก้มหน้าก้มตาพลิกของกำนัลชิ้นนั้นชิ้นนี้แล้วก็หมดคำพูด
เพื่อไม่เป็การให้อีกฝ่ายเหนื่อยเกินไป เขาจึงได้ถือโอกาสหอบของขวัญบางส่วนขึ้นมาวางบนโต๊ะ เพื่อช่วยกันแกะ
“หากข้ารู้ั้แ่แรกว่าชั้นเรียนเตรียมความพร้อมจะให้สินน้ำใจมากถึงเพียงนี้ ข้าคงจะลงสนามเองเสียแล้ว นี่มันงานสบายรายได้ดีชัดๆ” ใต้เท้าจี้จิ่วยิ้มไปก็กล่าวไป
“รายได้ดีอะไรกันเล่า ข้าว่าเหมือนได้เผือกร้อนลวกมือเสียมากกว่า สำนักเชินสร้างรากฐานมาเป็ร้อยปี เกรงว่าจะได้ถูกเ้าเด็กพวกนี้ทำลายก็ครานี้ ยามเข้าเรียนก็แทบหาคนตั้งใจเรียนไม่ได้ แต่ละคนก็ล้วนแต่ใช้สถานภาพทางบ้านมาประจบเอาใจหวังใช้ทางลัดกันทั้งนั้น ทว่ากลับไม่มีใครยอมล้าหลังสักคน ไม่เพียงแค่เหล่าคุณชายในเมืองหลวง แม้แต่เหล่าเด็กจากพื้นที่ห่างไกลและเด็กๆ จากแคว้นอื่นก็ล้วนนิสัยเสียไปตามๆ กันอย่างรวดเร็ว” อาจารย์จวีมองอาจารย์ใหญ่แกะของขวัญอย่างร่าเริง ก็ถือโอกาสหยิบพู่กันกับกระดาษขึ้นมาจดบันทึก โดยใช้ชื่อเหล่าบัณฑิตในการบันทึก
“เช่นนี้ก็เห็นได้ว่าเ้าเด็กพวกนี้มีความสามารถในการเรียนรู้นี่ ไอ๊หยา จี้หยกอันนี้ใช้ได้เลยเชียว ้ายังมีสีจางๆ นี่มันของจากราชวงศ์นี่…ลงนามว่ามาจากสวีเจียเป่า”
อาจารย์จวีไม่ได้มองหยก แต่กลับก้มลงควานหาชื่อของสวีเจียเป่า จากนั้นก็เขียนต่อท้ายด้านหลังว่า “หยกเก่าแก่จากราชวงศ์หนึ่งชิ้น”
แล้วจึงเริ่มบันทึกของก่อนหน้านี้สองสามชิ้นในแบบเดียวกัน
จี้จิ่วยังคงพูดต่อ “แก้วใบนี้ไม่เลว เป็เครื่องลายคราม ขาวนวลดุจแสงจันทร์ เสี่ยวจวี ท่านจะเก็บไว้หรือไม่ หากท่านจะไม่เก็บไว้ก็ยกให้ข้าเถิด”
อาจารย์จวีพลันขมวดคิ้ว “เหล่าโหยว ท่านอย่าทำเป็เล่นไป ใครเป็คนส่งมาหรือ”
“เอ่อ อู๋ต้าห้าว”
ประจวบเหมาะกับที่อาจารย์จวีพบรายชื่อของเขาพอดี ้ายังเขียนอีกว่าของท่านลุงชือหลาง กรมยุทธนาการ……เหล่าทหารนี่ช่างมีเงินถุงเงินถังเสียจริง
“ต่อไป!” อาจารย์จวีถามต่อ
เมื่อได้ยินสหายตอบขึ้นอย่างใ “เนื้อแห่งหนึ่งห่อจากลู่อู่ อันนี้ก็ต้องลงทะเบียนส่งคืนหรือ”
อาจารย์จวีมองเนื้อแห้งที่ถูกส่งมา กลิ่นหอมของมันลอยฟุ้ง ในฐานะอาจารย์ในสำนัก รับสินน้ำใจจากลูกศิษย์บ้างก็ย่อมเป็เื่ธรรมดา
แม้เขาจะเคร่งครัดในกฎระเบียบ แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นไม่รักษาน้ำใจคน
“อันนี้เก็บไว้ เ้าเด็กนี่จริงใจนัก ทั้งยังเป็เด็กจากพื้นที่ห่างไกลที่ผู้ดูแลบัณฑิตเฉินแนะนำ ทั้งยังอยู่ในความดูแลของฮูหยินหลัว ยิ่งกว่านั้นเ้าเด็กนั่นร่างกำยำเหลือเกิน” เขากล่าวไปก็เตรียมบันทึก ห่อเนื้อแห่งนี้ถูกนำไปวางแยกไว้อีกกองหนึ่ง
“อันนี้ใช้ได้ พู่กันเล่มนี้ดูเหมือนว่าจะทำขึ้นเอง ้ามีนามของบัณฑิตที่ส่งมาอยู่ ขนที่ใช้ทำฝีแปรงก็ทั้งนุ่มทั้งเหนียว แค่จับก็รู้ว่าจะต้องใช้ของดี คำว่าศิษย์ลู่สวินขอคารวะก็เขียนได้ไม่เลว อันนี้เก็บไว้ได้ สามารถ…”
อาจารย์จวีมองอาจารย์ใหญ่สหายของตนหยิบพู่กันไปวางไว้กองเดียวกับเนื้อแห้งอย่างหน้าชื่นตาบาน ก็ได้แต่ส่ายหน้าไม่ได้คัดค้านอะไร
หลังจากจดชื่อของลู่สวินแล้วเขาก็ยังเขียนต่อท้ายว่า เชี่ยวชาญงานฝีมือ
ท่านจี้จิ่วและท่านอาจารย์ประจำชั้น ยามนี้อยู่กันเพียงลำพังสองคน คนหนึ่งแกะของขวัญ คนหนึ่งจดบันทึก ดูแล้วเข้ากันเป็ปี่เป็ขลุ่ย ทั้งยังส่งเสียงหัวเราะครื้นเครงกันเป็ระยะ
แสงแดดสาดส่องลงมารำไร ชาเขียวในจอกเปลี่ยนเป็เย็นชืด
ทันใดก็มีเสียงร้องดังขึ้น “อ๊า อ้า อ๊ากกก…”
ท่านจี้จิ่วร้องดังขึ้น
ต่อมาก็มีเสียงร้องดังต่อกันขึ้นมา “โอ๊ย โอ๊ย โอ๊ยย…”
เป็เสียงร้องของท่านอาจารย์จวีที่ดังขึ้น
เหล่าท่านอาจารย์ที่เดินผ่านไปผ่านมาก็ล้วนแต่พรั่นพรึงไปตามกัน ห้องนี้ดูเหมือนว่าจะเป็ห้องของท่านอาจารย์จวี พวกเขาต่างก็ได้ยินมานานแล้วว่าความสัมพันธ์ของท่านอาจารย์ใหญ่และท่านอาจารย์จวีนั้นไม่ปกติ…ทว่ากลางวันแสกๆ เช่นนี้ ทั้งสองคนนั้นอยู่ในห้องกันเพียงลำพัง ทั้งยังส่งเสียงร้องแปลกๆ…ท่านอาจารย์ชราจำต้องยกมืออุดปากด้วยความหวาดผวาแล้วจากไป
“ข้าจะใตาย มีบัณฑิตส่งงูมาตัวหนึ่ง สิ่งนี้จะนับว่าเป็อาหารว่างหรือสัตว์เลี้ยงดีเล่า” ท่านอาจารย์ใหญ่กล่าวขึ้นอย่างตื่นตระหนก
ท่านอาจารย์จวีมองเ้างูที่ถูกมัดเป็เงื่อนผีเสื้อแล้วก็เห็นว่ามันยังขยับอยู่ ก็ะโโหยงไปหลบหลังสหาย รีบหยิบสมุดรายชื่อขึ้นมาแล้วถามขึ้น “เด็กปีศาจตนใดส่งมากัน”
“ลู่เฉินโย่ว”
