บทที่ 142 อวิ๋นหยางออกจากจำศีลภาวนา
หลายคนที่อยู่ด้านนอกเดิมทีก็โทษชายหนุ่มผู้นี้ที่จู่ๆ ก็โผล่หน้ามาที่สำนักเป่ยเฉินของพวกเขา แต่ตอนนี้ยิ่งมาได้ยินเขาพูดอย่างหยิ่งผยอง ก็ยิ่งแสดงสีหน้าบึ้งตึงขึ้นไปอีก เขามันก็เพียงคนนอกหากเกิดเื่ขึ้นมาก็เดินจากไปได้ แต่สำนักเป่ยเฉินของพวกเราจะซวยเอา ไม่รู้ว่าเหตุใดศิษย์พี่หญิงใหญ่ถึงได้เชื่อมั่นในตัวของคุณชายอวี่ผู้นี้ถึงขนาดนี้นะ
คุณชายอวี่? เมื่อครู่นี้เหตุใดศิษย์พี่หญิงใหญ่ถึงเรียกบุรุษผู้นี้ว่านายน้อยลู่อีกเล่า?
เมื่อคนที่ช่างสังเกตนำอักษรทั้งสองตัวนี้มาเรียงเชื่อมกัน ต่างก็หน้าถอดสีไปตามๆ กัน ลู่อวี่! นายน้อยตระกูลลู่หนึ่งในเจ็ดตระกูลใหญ่ของเทียนตู คนปรุงโอสถอัจฉริยะขั้นสี่! ชื่อนี้ผุดขึ้นมาในหัวของทุกคน สีหน้าที่บึ้งตึงก็มีอาการตื่นตระหนกขึ้นมาทันทีก่อนจะเปลี่ยนเป็ตื่นเต้นดีใจ!
จะไม่ให้ดีใจและตื่นเต้นได้อย่างไรเล่า? นายน้อยตระกูลลู่มาด้วยตัวเอง อีกทั้งยังนำยาชิง์น้อยมาให้ด้วยเม็ดหนึ่ง นี่มันให้เกียรติกันไม่น้อยไม่ใช่หรือ? เพียงตระกูลซ่งหากอยู่ตรงหน้าตระกูลลู่จะนับประสาอะไรได้? สู้มดยังไม่ได้เลย เพียงตระกูลลู่ส่งยอดฝีมือมาเพียงผู้เดียว กลัวน่ะสิว่าเพียงระหว่างที่โบกมือก็จัดการตระกูลซ่งให้ราบเป็ฝุ่นผงไปแล้ว มีูเาใหญ่ที่แข็งแกร่งให้พึ่งพิงอาศัยเช่นนี้นี่เอง มิน่าศิษย์พี่หญิงใหญ่ถึงไม่ใส่ใจว่าตระกูลซ่งจะเอาคืน พวกเขาไม่น่าแปลกใจเลยว่าเหตุใดศิษย์พี่หญิงใหญ่ถึงได้เชื่อมั่นนักหนาว่ายาชิง์น้อยเม็ดนั้นคือของจริง เพราะมันไม่มีทางเป็ของปลอมแน่นอน
เสียงวิจารณ์ที่ดังอื้ออึงแซ่ไปหมดข้างนอกแต่เดิมนั้นจู่ๆ ก็เงียบหายไปทันที!
ในเวลานี้เอง ก็มีเสียงฝีเท้าเร่งรีบจากด้านหลังของห้องโถง เมื่อทุกคนหันกลับไปมอง ก็เห็นเงาร่างหลายร่างปรากฏขึ้นต่อหน้าทุกคน
เมื่อฉินเหยียนเจินหันไปเห็น อยู่ๆ ก็ทำหน้าตื่นเต้นดีใจขึ้นมาทันที “ท่านปู่!”
ผู้ที่มาก็คือฉินอวิ๋นหยางที่กินยาชิง์น้อยแล้ว เขามีสมญานามในลัทธิเต๋าว่า อวิ๋นหยางจือ เ้าสำนักคนปัจจุบันของสำนักเป่ยเฉิน
แม้ว่าในเวลานี้ฉินอวิ๋นหยางจะยังดูชราอยู่เหมือนเดิม ทว่าผิวพรรณดูมีเืฝาดและดวงตาสดใส แม้แต่เคราและผมที่ขาวสนิทก็ยังดูเป็ประกาย แม้จะพูดไม่ได้ว่าเต็มไปด้วยชีวิตชีวา แต่ก็ไม่มีร่องรอยแห่งความตายแน่นอน เห็นได้ชัดว่าผลลัพธ์ของยาชิง์น้อยได้ออกแรงอย่างเต็มที่แล้ว
เมื่อบรรดาลูกศิษย์ของสำนักเป่ยเฉินเห็นฉินอวิ๋นหยางออกจากการจำศีลภาวนาในสภาพที่ดีเยี่ยม ต่างพากันดีใจไม่น้อย พร้อมกับทยอยกันคุกเข่าลงและะโเสียงดังว่า “คารวะเ้าสำนัก ขอแสดงความยินดีที่ออกมาจากการจำศีลภาวนา!”
ฉินอวิ๋นไม่สนใจลูกศิษย์พวกนี้ แต่เมื่อสังเกตเห็นชายหนุ่มเพียงคนเดียวที่ยืนอยู่ ก็เดาตัวตนของบุคคลนี้ได้ทันที นอกจากนายน้อยตระกูลลู่ที่นำยาชิง์น้อยนี้มามอบให้เขาแล้วจะเป็ใครอื่นไปได้
โดยไม่พูดอะไรสักคำ เขาสะบัดแขนเสื้อแล้วคุกเข่าลงที่พื้นพร้อมกับโค้งคำนับทันที เพื่อแสดงความขอบคุณ
ลู่อวี่เองก็คิดไม่ถึงว่าเ้าสำนักเป่ยเฉินจะกล่าวคำนับด้วยพิธีรีตองที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ จึงรีบก้าวเข้ามาแล้วยื่นมือออกมาประคองฉินอวิ๋นหยางไว้ทันที และพูดทันทีว่า “นี่เ้าสำนักฉินจะทำอะไร ข้าน้อยมิบังอาจ!”
ฉินอวิ๋นหยางลุกขึ้นและถอนหายใจกล่าวขึ้นว่า “นายน้อยลู่เกรงใจกันเกินไปแล้ว บุญคุณนี้ข้าไม่รู้ว่าจะตอบแทนเช่นไร โค้งคำนับนี้เป็เพียงการขอบคุณต่อน้ำใจที่มอบให้ มันเทียบอะไรไม่ได้กับมิตรภาพที่นายน้อยลู่มอบให้สำนักเป่ยเฉินของเรา!”
ลู่อวี่ยิ้มและส่ายหน้า หลังจากทักทายกันด้วยความสุภาพสองสามคำ ทั้งสองก็พากันนั่งลง
“ข้าจำศีลภาวนามาตลอด ยังคงมึนงงกับยาเม็ดนี้ ลำบากนายน้อยลู่แล้วที่มาส่งด้วยตัวเอง ทำให้ข้ารู้สึกละอายใจจริงๆ!” ขณะที่พูดก็หันไปมองหลานสาวฉินเหยียนเจิน ก็ถามขึ้นว่า “เหยียนเจิน เกิดอะไรขึ้น? นายน้อยลู่อยู่ในสถานะอะไร ถึงได้นำยาอายุวัฒนะมาให้ด้วยตัวเอง เหตุใดก่อนหน้านี้ถึงไม่รายงานให้ข้ารู้?”
ฉินเหยียนเจินก้มหน้าลง ไม่กล้าแก้ตัว หากถูกถามเกี่ยวกับประเด็นสำคัญจริงๆ และเปิดเผยว่าการกระทำของพวกนางที่ทำอะไรมาก่อนหน้านี้ คงจะเลวร้ายไม่น้อย ซึ่งไม่รู้ว่านายน้อยลู่จะปกป้องพวกเขาหรือไม่ ในขณะที่คิดเื่นี้อยู่นั้นนางก็อดใจหันไปมองหน้าลู่อวี่ไม่ได้
การหันมามองครั้งนี้ไม่ได้มีความหมายใดแฝงอยู่ แต่่วินาทีนั้นกลับทำให้ลู่อวี่มองเห็นและรู้สึกถึงท่าทางที่ดูน่าเอ็นดู และงดงามนัก
“ผู้เฒ่าฉิน อย่าตำหนิคุณหนูฉินเลย ก่อนหน้านี้ข้าเคยติดต่อกับคุณหนูฉินมาก่อน แต่เพราะตอนนั้นคุณหนูฉินไม่รู้ตัวตนของข้า ต่อมาเมื่อได้ฟังเื่ของคุณหนูฉิน ถึงได้กลับไปนำยาชิง์น้อยกลับมาให้! แม้ว่ายาชิง์น้อยจะมีค่ามาก แต่สำหรับข้าแล้วมันก็ง่ายเพียงเล็กน้อย ไม่มีอะไรนัก!”
ฉินอวิ๋นหยางจะเชื่อคำพูดของลู่อวี่ทั้งหมดได้อย่างไร นายน้อยลู่ก็เพียงเกรงใจเขาเท่านั้น เขาจะไม่รู้จักหลานสาวของตัวเองเลยงั้นหรือ? ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดหากไม่ทะเลาะกันมาก่อน คงไม่มารู้จักกัน ถึงมารู้จักกับนายน้อยลู่ผู้สูงศักดิ์ที่สุดของเทียนตูผู้นี้ได้
ดังนั้นหลังจากฟังคำพูดของลู่อวี่แล้ว ก็ได้แต่ส่ายหัวอย่างจนใจ แต่ฉินเหยียนเจินกลับพูดขึ้นมาในเวลานี้ “ท่านปู่ตอนที่นายน้อยลู่นำยาชิง์น้อยมาให้ท่าน คุณชายซ่งของตระกูลซ่งก็อยู่ ไม่เพียงแต่ยั่วยุและพยายามทุกวิถีทางเพื่อสกัดกั้นไม่ให้หลานนำยาอายุวัฒนะไปส่งให้ท่านปู่!
ฉินอวิ๋นหยางตกตะลึงไปพักหนึ่ง ก่อนจะขมวดคิ้วและพูดว่า “ไม่ใช่หรอกมั้ง จะอย่างไรข้ากับตระกูลซ่งก็มีมิตรภาพที่ดีต่อกัน!” คำพูดที่พูดออกมานั้นแม้แต่ตัวเขาเองยังรู้สึกว่าเป็การฝืนใจตัวเองให้ยอมรับมัน
ผู้ที่มีมิตรภาพต่อกันยังจะมาขัดขวางไม่ให้ตัวเองได้กินยา เช่นนี้ก็เห็นได้ชัดเลยว่า้าให้ตนเองตาย
ฉินเหยียนเจินไม่มีทางปล่อยผ่านไปเช่นนี้แน่ ก่อนจะหันไปชำเลืองมองปู่แวบหนึ่งแล้วหันมาพูดอีกครั้งว่า “เหตุใดขาไม่อยากให้ท่านปู่กินยา หากตามที่ข้าคิด คืออยากให้ท่านปู่ตาย! เมื่อมีสัญญาการแต่งงานที่ท่านปู่ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ ตระกูลซ่งก็ข้ออ้างเข้ามายุ่งเกี่ยวกับสำนักเป่ยเฉินของเราได้ ตอนนี้เจาหยางอายุเท่าไรกัน ข้าก็เป็เพียงเพียงสตรีผู้หนึ่ง ไม่ว่าจะเป็พลังยุทธ์หรืออำนาจในคำพูดก็มีไม่พอ หากตระกูลซ่งเพียงลงไม้ลงมือเล็กน้อย กิจการของสำนักเป่ยเฉินของเราก็คงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมตระกูลซ่งของพวกเขาแล้ว?”
เมื่อวิเคราะห์ตามฉินเหยียนเจิน สีหน้าของฉินอวิ๋นหยางก็เคร่งขรึมมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าฉินเจาหยางจะอายุเพียงหกเจ็ดขวบ แต่ก็ไม่ได้โง่ เขาช่วยพูดเสริมไปด้วยว่า “ ตอนที่ข้าจะใช้ยาอายุวัฒนะท่านปู่ คุณชายซ่งอะไรนั้นยังใช้ให้คนมาจับตัวข้าไปด้วย หากพี่อวี่ไม่ช่วยไว้ ข้าคงถูกพวกเขาจับตัวไปแล้ว แม้แต่ยาอายุวัฒนะที่พี่อวี่เอามาให้ก็เกือบถูกพวกเขาแย่งชิงไปได้! เมื่อครู่นี้ก่อนที่คุณชายซ่งผู้นั้นจะกลับไปยังข่มขู่พวกเราไว้ด้วย!”
คำพูดของเด็กตรงไปตรงมา ไม่มีอ้อมค้อม และความจริงของเื่ราวก็ยิ่งถูกเปิดเผยชัดเจนยิ่งขึ้น
“ปัง!” ฉินอวิ๋นหยางทุบลงที่ราวจับด้วยฝ่ามือจนมันเป็แหลกเป็ผง เขาตะคอกเสียงดังโมโหจัดด้วยใบหน้าที่ขุ่นเคือง “นี่ ทำเช่นนี้ได้อย่างไร หากตระกูลซ่งไม่สามารถให้คำอธิบายที่น่าพอใจต่อสำนักเป่ยเฉินของเราได้ ไม่มีทางจบกันเพียงนี้แน่! “
นี่เพราะลู่อวี่อยู่ที่นี่ ฉินอวิ๋นหยางถึงได้กล้าพูดเช่นนี้ มิฉะนั้นหากอาศัยเพียงกำลังของสำนักเป่ยเฉิน คงเป็เื่ยากมากที่จะต่อสู้กับตระกูลซ่งได้
ช่วยคนต้องช่วยให้สุด ทำแบบถวายหัวไปเลย ลู่อวี่เองก็ไม่ได้มีเื่เร่งด่วนที่ต้องทำ ดังนั้นจึงพูดว่า “หากผู้เฒ่าฉิน้าไปขอคำอธิบาย ลู่อวี่ก็เต็มใจที่จะเดินทางไปสังเกตการณ์ด้วย ทุกวันนี้ตระกูลบางตระกูลเริ่มทำตัวอันธพาลมากขึ้นเรื่อยๆ หากเพียงเพื่อผลประโยชน์เล็กน้อยสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเองก็คงไม่เป็ไร แต่หากยังคิดใช้วิธีการสกปรกที่น่ารังเกียจ และยอมรับไม่ได้ ลงโทษเพื่อเป็การตักเตือนพวกเขาเสียหน่อยก็ดี!”
เมื่อมีลู่อวี่ค่อยหนุนหลังอยู่ ฉินอวิ๋นหยางรู้สึกมั่นใจมากขึ้น แต่ต่อให้ไม่มีลู่อวี่อยู่ด้วย เขาก็ต้องไปถามหาคำอธิบายกับตระกูลซ่ง แต่ผลลัพธ์ที่ได้ถึงไม่ไปต่างก็รู้ดี คงไม่ได้ประโยชน์อะไรนัก หากมีนายน้อยของตระกูลลู่หนุนหลังอยู่ ต่อให้ตระกูลซ่งจะหยิ่งผยองและบ้าอำนาจเพียงใด ก็คงไม่กล้าลงมือหุนหันพลันแล่นง่ายๆ แน่
“เพียะ!” ซ่งอวี่รู้สึกแสบร้อนบนใบหน้า แม้ว่าจะไม่แรงนัก แต่ก็ยังทำให้เขารู้สึกละอายใจและโกรธอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน แต่เมื่อเผชิญหน้ากับความน่าเกรงขามอย่างยิ่งของปู่ตัวเอง เขาก็ไม่กล้าที่จะมีความคิดอื่นใดและทำได้กัดฟันและอดทนเท่านั้น!
“เพียงเื่น้อยนิดเพียงนี้ก็ทำได้ไม่ดี แล้วจะทำอะไรได้อีก? ยังคิดจะสืบทอดต่อกิจการของตระกูลในอนาคตหรือไม่? จะรักษากิจการของตระกูลได้หรือไม่ แค่นี้ยังมีปัญหา โง่เง่านัก!” ประมุขตระกูลซ่งซ่งจวินอี้มองออกไปไกลด้วยสายตาที่เ็า โดยไม่แม้แต่จะมองดูหลานชายที่ยืนอยู่ไม่ไกลแม้แต่สายตาแวบเดียว
“เด็กๆ ไปแจ้งให้ยอดฝีมือในตระกูลเตรียมตัวให้พร้อมต่อสู้ เผื่อว่าจะมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น!”
ซ่งอวี่ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นใบหน้าก็เปลี่ยนไปไม่น้อย และไม่ทันสนใจสีหน้าที่อาฆาตแค้นและน้อยเนื้อต่ำใจ จึงเอ่ยปากถามว่า “ท่านปู่กังวลว่าสำนักเป่ยเฉินจะมาแก้แค้นใช่หรือไม่? พวกเขาจะกล้าหรือ?”
ซ่งจวินอี้ทำเสียงฮึดฮัด แต่ก็คงยังอธิบายด้วยเสียงที่เ็า “ใช้หัวหมูของเ้าลองคิดดู หากไม่มียาชิง์น้อยเม็ดนั้น สำนักเป่ยเฉินคงไม่กล้าทำเช่นนี้แน่ ตอนนี้ยาอายุวัฒนะเม็ดนั้นช่วยให้อายุขัยของฉินอวิ๋นหยางยาวนานขึ้น ไม่แน่อาจบรรลุพลังยุทธ์ขึ้นเป็ขั้นเกิดเทพเ้าวันไหนขึ้นมาก็เป็ไปได้ แล้วจะไม่กล้ามาได้อย่างไร? ยังมีเ้าหนุ่มนั้นที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้าที่จู่ๆ ก็นำยาชิง์น้อยมาให้แบบไม่มีปี่มีขลุ่ยผู้นั้นด้วย จะใช่คนธรรมดาเสียที่ไหนกัน? ถึงได้มอบยาอายุวัฒนะให้ฉินอวิ๋นหยางชายชราผู้นั้น มันต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับสำนักเป่ยเฉินอยู่แล้ว แล้วจะไม่มาได้อย่างไร?”
ซ่งอวี่ได้ยินเช่นนี้ก็ไม่กังวล แต่กลับมีร่องรอยอาฆาตแค้นฉายขึ้นมาในดวงตาแทน หากไม่ใช่เพราะเ้าหมอนั้น หลังจากที่เขาจะถูกทำให้อับอายที่สำนักเป่ยเฉินแล้วยังจะต้องกลับมาทนรองรับอารมณ์โกรธเช่นนี้หรือ ซึ่งมันอาจส่งผลเสียอย่างมากต่อการสืบทอดต่อกิจการของตระกูลในอนาคตของเขาได้ด้วย? หากครั้งนี้เ้าหมอนั้นมาแล้วไม่หาโอกาสได้ชำระแค้นนี้ จะให้สบายใจได้อย่างไร?
ในขณะที่คิดอยู่ว่าจะเกลี้ยกล่อมปู่ให้ลงมือจัดการกับชายหนุ่มที่น่าเกลียดผู้นี้อย่างไร อยู่ๆ ก็มีเสียงะโดังมาจากข้างนอก “ซ่งจวินอี้ เ้าโผล่หัวออกมาให้ข้าเห็นประเดี๋ยวนี้!”
ซ่งจวินอี้รับหน้าที่เป็ประมุขของตระกูลซ่งมาได้ร้อยกว่าปีแล้ว เคยถูกเรียกชื่อแซ่จริงเช่นนี้เมื่อไรกัน แต่ฟังจากเสียงก็รู้ทันทีว่าผู้ที่มาคือฉินอวิ๋นหยาง เขามีน้ำเสียงที่โกรธเคืองไม่น้อย นี่มันเหมือนใกล้ตายเสียเมื่อไร ดูเหมือนยาชิง์น้อยนั้นจะไม่เลวจริงๆ ก็ไม่รู้ว่าใครกันที่ใจดีขนาดนี้ นำอายุวัฒนะชนิดมามอบให้ไว้ ไม่เพียงแต่จะมีแล้วเก็บไว้กับตัว คิดไม่ถึงว่าจะมีคนนำมามอบให้ผู้อื่นด้วย สิ่งนี้มันยิ่งทำให้เขาสงสัยเกี่ยวกับจ้าเด็กหนุ่มที่หลานชายเล่าให้ฟังมากขึ้น
ซ่งจวินอี้เดินออกไปจากประตูนี้ด้วยความคิดนี้ เมื่อก้าวไปได้อีกก้าว เขาก็เหาะขึ้นไปในอากาศแล้วออกไปต้อนรับแขกที่รออยู่ด้านนอกทันที
“ยินดีต้อนรับพี่ฉิน เหตุใดไม่เข้ามานั่งก่อน หากมีอะไรเข้าใจผิดกัน พี่ฉินก็ได้โปรดให้อภัยด้วย!” ใบหน้าที่เ็าแต่เดิมของซ่งจวินอี้เปลี่ยนไปพร้อมกับรอยยิ้มเหมือนสายลมในฤดูใบไม้ผลิผุดขึ้นมาบนใบหน้าที่มีความสุข หากเป็ผู้ที่ไม่รู้จัก คงคิดว่าเป็การกลับมาพบเจอกันของสหายเก่าหลังจากที่ห่างหายกันไปนาน!
ฉินอวิ๋นหยางมองใบหน้าที่มีความสุขของซ่งจวินอี้และซ่งจุนอี้ ก็หัวเราะแล้วพูดอย่างใจเย็น “กล้าเสียที่ไหน ข้ากลัวว่าหากเข้าไปในตระกูลซ่งของเ้าแล้วไม่ได้กลับออกมานะสิ! คิดว่าหลานชายของเ้าน่าจะบอกกล่าวเื่นี้เกิดขึ้นกับเ้าแล้ว ที่ข้ามาครั้งนี้ก็อยากจะมาสอบถามดู เื่ในครั้งนี้ศิษย์น้องซ่งเป็ผู้อยู่เื้ัแผนนี้ใช่หรือไม่ เพราะคิดว่าฉลาดไหวพริบและตัวตนของหลานชายเ้าคงยังไม่เพ้อฝันทำอะไรเช่นนี้!”
ซ่งจวินอี้ทำหน้ามึนงง ทำราวกับว่าเขาไม่รู้เื่อะไรมาก่อนเลย ก่อนจะพูดว่า “เกรงว่าจะมีเื่อะไรให้เข้าใจผิดกัน พี่ฉิน พวกเราเป็สหายกันมานานหลายปี นิสัยของข้า พี่ก็ใช่ว่าจะไม่รู้? แล้วจะส่งเสริมให้ลูกศิษย์ทำเื่เสื่อมเสียวงศ์ตระกูลได้อย่างไร แต่หากมีเื่เช่นนี้พี่ฉินก็บอกกล่าวมาได้ ข้าจะลงโทษอย่างรุนแรงรับรองว่าไม่อ่อนข้อให้แน่นอน!”
ขณะที่ซ่งจวินอี้พูดอยู่นั้นก็ชำเลืองมองฉินอวิ๋นหยางและพรรคพวกไปด้วย คนพวกนี้นอกจากฉินอวิ๋นหยางแล้ว ฉินเหยียนเจินนั้นเขารู้จัก นอกนั้นก็มีลูกศิษย์ของเขาอีกไม่กี่คน
