ความจริงแล้วอันเจิงนอนไม่หลับเลยเพราะมัวแต่คิดว่าจะเอาลีเหยียนเนียนไปไว้ที่ไหนดีหากอันเจิงอยู่ตัวคนเดียวก็คงจะให้ลีเหยียนเนียนอยู่ด้วยแล้ว แต่ที่ทำแบบนี้ไม่ได้เพราะสำนักวรยุทธ์เบิก์มีคนอยู่มากหากที่อยู่ของลีเหยียนเนียนถูกเผยออกไป ไม่เพียงแค่เขาคนเดียวที่ต้องตาย แต่คงไม่ต่ำกว่าร้อยชีวิตแน่
อันเจิงยังคงยืนยันคำเดิม ไม่ว่าเขาจะช่วยพีซือหนูหรือลีเหยียนเนียนก็ตามมันก็คือการทำความดีทั้งนั้น แต่การทำความดีจะไม่นำหายนะเข้ามาสู่ครอบครัวตัวเองเด็ดขาด
อันเจิงเพิ่งหลับไปก่อนพระอาทิตย์ขึ้นไม่นานแต่เขาก็ตื่นตามเวลาเช่นในทุก ๆ เช้า
หลังจากที่ตื่นนอนแล้วอันเจิงก็ไปปลุกลีเหยียนเนียน นำเงินสามพันตำลึงมอบให้เขาไปซื้อบ้านที่อยู่ไกลออกไปเงินที่เหลือจากการซื้อบ้านก็เพียงพอสำหรับการใช้จ่ายหลายปี อันเจิงบอกให้ลีเหยียนเนียนออกจากบ้านให้น้อยที่สุดเขาได้เตรียมของกินของใช้ที่เพียงพอให้แล้ว หากทำกับข้าวไม่เป็ก็ต้องเริ่มฝึกทำหากไม่อร่อยก็ต้องฝืนกิน ต้องฝึกทำจนกว่าจะเป็ ถ้าอยากกินไข่ก็ต้องเลี้ยงไก่ถ้าอยากกินเนื้อหมูก็ต้องเลี้ยงหมู ทุกอย่างก็เป็เื่ง่าย ๆ แค่นี้เองคงไม่ทำให้อดีตขุนนางบุ๋นอย่างลีเหยียนเนียนถึงตายหรอก
แม้ไทเฮาจะมีอำนาจที่ยิ่งใหญ่ครอบคลุมเมืองฟางกู้อยู่แต่คนของไทเฮาในหน่วยฟางกู้กับกรมราชทัณฑ์คงไม่กล้าทำอะไรเกินหน้าเกินตาในสองสามวันนี้แน่แต่ถึงกระนั้น อันเจิงเดาว่าไทเฮาต้องหาทางให้หน่วยฟางกู้ปิดคดีนี้ให้เร็วที่สุดหากเป็แบบนั้นแล้ว คนของตัวเองจะได้สืบหาที่อยู่ของลีเหยียนเนียนสะดวกขึ้น เขาอยู่กรมตุลาการมานานจึงคุ้นเคยการทำคดีแบบนี้มากฉะนั้น เขาจึงรู้ดีว่าใน่นี้คงไม่มีใครหาที่อยู่ของลีเหยียนเนียนเจอแน่นอน
ตระกูลของไทเฮาต้องเริ่มสืบค้นจากญาติมิตรของลีเหยียนเนียนก่อนหากสืบไม่เจอ ก็จะเริ่มพุ่งความสนใจไปที่วัด หรือสถานปฏิบัติธรรมต่าง ๆเพราะสถานที่พวกนี้ แค่มีเงินก็สามารถเข้าไปอยู่ได้ และถ้ายังหาไม่เจออีกก็คงต้องรอดูโชคชะตาแล้วล่ะ รอให้คนที่ดูแลเื่นี้เปลี่ยนไปทำเื่ที่สำคัญกว่าแล้วปล่อยเื่นี้เอาไว้ก่อน
ฉะนั้นอันเจิงจึงมั่นใจระดับหนึ่งว่าการให้ลีเหยียนเนียนอยู่ที่นี่ต่ออีกหลายเดือนก็ไม่น่าจะเกิดอันตราย
ตอนซื้อบ้านอันเจิงให้ผู้ช่วยในสำนักเป็คนไปซื้อ ผู้ช่วยคนนี้สามารถเปลี่ยนชื่อได้ง่าย ๆหลังจากซื้อบ้านแล้ว อันเจิงก็ให้เขาออกจากประตูเมืองที่ไกลที่สุด แล้วกลับไปอยู่ที่แถบชายแดนก่อนสักพักเมื่อทุกอย่างปลอดภัยแล้วอันเจิงจะส่งคนไปบอกข่าวเอง
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จก็ถึงตอนเที่ยงพอดีพวกเขาทุกคนกินข้าวกันพร้อมหน้า จากนั้นอันเจิงก็พาเพื่อน ๆ ไปสำนักวรยุทธ์ชาง
ใน่ที่พวกเขากำลังลงทะเบียนเข้าทดสอบก็เจอปัญหาใหญ่อีกแล้ว
คนที่รับผิดชอบการลงทะเบียนในครั้งนี้มีชื่อว่าลีซื่อไห่เป็ฝ่ายทะเบียนในสำนักวรยุทธ์ชาง เขาไม่รู้เื่เกี่ยวกับการฝึกพลังวัตรและยังเป็คนที่ค่อนข้างหัวรั้น แต่กลับมาทำงานในหน่วยทหารและสำนักวรยุทธ์ของหน่วยทหารนี่ถือเป็การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และการให้คนหัวรั้นมาดูแลการลงทะเบียนทดสอบก็ไม่ได้ถือเป็เื่ร้ายแรงอะไร
ลีซื่อไห่หัวรั้นเื่กฎเกณฑ์หากเป็กฎที่เขียนไว้เป็ลายลักษณ์อักษร ก็จะทำตามทุกประการและไม่อ่อนข้อให้เด็ดขาดหรือหากไม่มีกฎเขียนว่าทำได้เขาก็ยังเข้มงวดอยู่ดี
สรุปได้สั้น ๆ คือหากมีกฎห้ามทำหรือไม่มีกฎเขียนบอกว่าทำได้ก็ไม่สามารถต่อรองได้ทั้งนั้น
“มีสิทธิ์อะไรตัดสินแบบนี้!”
ตู้โซ่วโซ่วตบโต๊ะอย่างแรง“เ้ามีสิทธิ์อะไรมาบอกว่าหลิวซีไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมทดสอบ!”
ลีซื่อไห่ขยับแว่นตา จากนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“วันที่หน่วยทหารแคว้นเยี่ยนตรากฎว่าผู้หญิงไม่มีสิทธิ์เข้ามาเรียนในสำนักวรยุทธ์พวกเ้ารู้หรือไม่ว่ามันคือวันไหน? คือ่เดือนเจ็ดเมื่อเจ็ดสิบเจ็ดปีก่อนจนถึงตอนนี้ก็เป็เวลาเจ็ดสิบเจ็ดปีแล้ว หากเ้าถามข้าว่ามีสิทธิ์อะไรมันช่างเป็คำถามที่ไร้เหตุผลสิ้นดี”
ตู้โซ่วโซ่วชะงักไปทันทีเขาไม่รู้ว่าควรพูดอะไรต่อ
ชวีหลิวซีดึงแขนตู้โซ่วโซ่วจากนั้นก็มองอันเจิงแวบหนึ่ง“ช่างเถอะ ในเมื่อมันเป็กฎระเบียบของสำนักวรยุทธ์ชางที่ไม่ให้ผู้หญิงเข้าไปเรียน เช่นนั้นข้าอยู่สำนักวรยุทธ์เบิก์แล้วฝึกเอาเองก็ได้มันไม่ต่างกันเท่าไหร่นักหรอก”
แต่อันเจิงกลับส่ายหน้า“ต่อให้จะเป็กฎของราชสำนัก แต่ไม่เหมาะสมก็คือไม่เหมาะสมอยู่ดี”
เหอะ! ลีซื่อไห่เปล่งเสียงออกมา“ช่างกล้าจริง ๆ เ้าคือคนเดียวในรอบเจ็ดสิบเจ็ดปีนี้ที่สงสัยกฎของราชสำนักหากเ้าไม่พอใจก็ไปที่หน่วยทหารนู่น ไปฟ้องที่รองเ้ากรม แต่ถึงอย่างนั้นท่านรองเ้ากรมก็คงไม่รับปากเ้าหรอกนะ ฉะนั้นข้าแนะนำให้เ้าไปหาเสนาบดีเลยจะดีกว่าจะได้ไม่ต้องเหนื่อยเปล่า ไม่แน่ท่านอาจยอมเปลี่ยนกฎบังคับก็ได้นะ”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวกับไม่รู้ร้อนรู้หนาวแต่น้ำเสียงที่เขาพูดออกมามันคือการเยาะเย้ยอันเจิงชัด ๆ สำหรับเขาผู้หญิงไม่มีสิทธิ์เข้าสำนักวรยุทธ์ชาง นี่เป็กฎที่เปลี่ยนไม่ได้ แต่ถึงกับมีคนสงสัยในกฎตายนี้ช่างเป็เื่น่าขันสิ้นดี
อันเจิงหันหลังกลับแล้วกดเสียงต่ำพูดข้างหูชวีหลิวซี “ตอบข้ามาตามตรง ตอนนี้เ้าคิดอะไรอยู่หากเ้าไม่อยากเข้าสำนักวรยุทธ์ชางเื่นี้ก็ปล่อยให้ผ่านไปข้าไม่มีเวลามาถกเถียงเื่นี้เพื่อผู้หญิงในใต้หล้า ตอนนี้ข้ายังไม่ได้ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นแต่หากเ้าอยากเข้าสำนักวรยุทธ์ชางจริง ๆ ข้าจะหาวิธีให้ไอ้สุนัขนี่เปลี่ยนกฎให้ได้”
ชวีหลิวซีตอบอย่างจริงจัง “ข้าอยากเข้าสำนักวรยุทธ์ชางแต่ไม่ได้อยากหาเื่ปวดหัวมาให้เ้า ข้าแค่รู้สึกว่ากฎนี้ไม่ถูกต้องเป็ผู้หญิงแล้วอย่างไร ผู้หญิงจะเป็ทหารไม่ได้หรือ?”
อันเจิงขยับนิ้ว “เช่นนั้นข้าจะช่วยเ้าเอง”
เขาหมุนตัวกลับไปที่ลีซื่อไห่ “เช่นนั้นข้าก็ไม่มีอะไรจะคุยกับเ้าแล้วเพราะหน้าที่เ้าคือรักษากฎทุกข้อแต่เ้าจะไม่มีวันได้เข้าใกล้คำว่าเปลี่ยนแปลงกฎอย่างแน่นอน”
ลีซื่อไห่ตบโต๊ะด้วยความโมโห“เ้าหมายความว่าอย่างไร? ดูถูกข้ารึ?”
อันเจิงยักไหล่ “ไม่นี่ ข้าชื่นชมเ้ามากเ้าสูงส่งถึงเพียงนั้น ข้าจะกล้าดูถูกได้อย่างไร”
พูดจบอันเจิงและคนอื่น ๆ ก็เดินจากไป ลีซื่อไห่ใช้พู่กันขีดฆ่าชื่อของอันเจิงเสี่ยวชีเต้าและตู้โซ่วโซ่วออก
ระหว่างเดินกลับอันเจิงคิดมาตลอดทางจะทำอย่างไรให้สามารถเปลี่ยนกฎบังคับนี้ได้
ทุกวันนี้อำนาจก็ตกอยู่ในมือของผู้หญิงแต่ผู้หญิงที่กุมอำนาจคนนี้ก็ดูจะมีความคิดที่แปลกประหลาด คงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้
อันเจิงให้ตู้โซ่วโซ่วและคนอื่น ๆ กลับสำนักก่อนจากนั้นเขาก็ไปที่หน่วยทหารเพียงคนเดียว
เพิ่งเริ่มเดินเข้าประตูหน่วยทหารอันเจิงก็เจอคนที่คุ้นเคย แม่ทัพหวังไคไท่นั่นเอง
“น้องชายทำไมยังไม่ไปลงชื่อที่สำนักวรยุทธ์ชางอีก”
หวังไคไท่ก็เป็ทหารจากชายแดนเขาอยู่ชายแดนมานานถึงสิบสองปี ตอนที่อันเจิงเพิ่งเดินทางไปชายแดนนั้นหวังไคไท่เพิ่งถูกย้ายออกจากชายแดนได้ไม่นาน
อันเจิงบอกเหตุผลที่ตัวเองมาที่นี่จากนั้นหวังไคไท่ก็หัวเราะ “ข้าก็นึกว่าเื่อะไร เื่นี้ไม่ยากเดี๋ยวข้าจะเชิญท่านเสนาบดีไปบอกสำนักวรยุทธ์ จากนั้นให้น้องสาวเ้าแต่งตัวเป็ชายเสียหน่อยแค่นี้ก็ได้แล้วหลายปีมานี้ก็มีเื่แบบนี้อยู่หลายครั้ง ส่วนใหญ่ก็ทำแบบนี้กันทั้งนั้นแหละแต่ถึงอย่างนั้น ผู้หญิงจะเข้ามาเป็ทหารทำไมกันเื่พวกนี้มันเป็เื่ของผู้ชายอยู่แล้ว แต่ในเมื่ออยากรู้ก็เข้าไปดูเข้าไปเรียน เมื่อความอยากรู้อยากเห็นผ่านไปแล้วก็กลับบ้าน อะไรสมควรทำก็ทำไป”
หลังจากฟังหวังไคไท่พูดจบอันเจิงก็ตอบกลับด้วยสีหน้าจริงจัง “ความหมายก็คือ...ไม่สามารถเข้าไปในฐานะผู้หญิงสินะ?”
หวังไคไท่ชะงักไปเล็กน้อย“แน่นอนอยู่แล้ว นี่เป็กฎที่ตราขึ้นมานานหลายสิบปี ก่อนหน้าที่จะมีกฎนี้ ผู้หญิงก็เข้าหน่วยทหารไม่ได้อยู่ดีสำนักวรยุทธ์ชางเป็สถานที่อะไรกัน? อีกหน่อยศิษย์ที่มีความสามารถก็จะต้องเป็ผู้นำทหารทั้งนั้นเ้าจะให้ผู้หญิงเข้าไปเป็ทหาร มันไม่น่าขันไปหน่อยหรือ น้องชาย...เ้าอย่าหัวแข็งไปหน่อยเลยก็แค่อยากเข้าไปเรียนไม่ใช่หรือ แบบนั้นน่ะได้อยู่แล้ว เพียงแค่แต่งตัวเป็ชายทุกคนก็จะแกล้งไม่รู้ไม่ชี้ แต่เมื่อเรียนจบไปแล้วจะไปเป็ทหารไม่ได้เด็ดขาด”
“เช่นนั้นข้าจะไปถามท่านเสนาบดี”
หวังไคไท่ลากอันเจิงเอาไว้“เ้าคิดจะทำอะไร?”
อันเจิงตอบกลับอย่างจริงจัง“ข้าอยากให้นางได้ใส่ชุดที่ตัวเองอยากใส่ ได้ไปที่ที่ตัวเองอยากไป”
หวังไคไท่ส่ายหน้า “ข้าว่าเ้าหัวแข็งดูสิ เ้าหัวแข็งมากจริง ๆ จะใส่ชุดอะไรสำคัญด้วยหรือ?”
“สำคัญมาก”
หวังไคไท่โบกมือส่ง ๆ “ช่างเถอะ ๆคนอย่างเ้าไม่ได้เจอบ่อย ๆ ข้ามีธุระต้องไปก่อน เ้าก็ไปหาท่านเสนาบดีเถอะ แต่ข้าว่าอย่างไรท่านเสนาบดีก็ไม่ตกลงหรอกคืนนี้ข้าจะเลี้ยงเหล้าเ้าเอง อยากขอบคุณเ้าแทนพี่น้องทหารที่อยู่แถบชายแดน”
อันเจิงโค้งตัว “ขอบคุณท่านแม่ทัพข้าต้องไปแน่นอน”
หวังไคไท่ตอบรับก่อนจะเดินจากไปหลังจากเดินออกไปไม่กี่ก้าวก็หยุดฝีเท้าลง “อันเจิง ข้าอยากเตือนเ้าสักหน่อย...ทหารอย่างพวกเราไม่เกลียดคนเก่งยิ่งเก่งก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่ามีอนาคต แต่พวกเราเกลียดคนไม่รู้จักแยกแยะผู้หญิงเป็ทหารไม่ได้ นั่นคือกฎเหล็กที่ใครก็เปลี่ยนไม่ได้ทั้งนั้น”
อันเจิงส่ายหน้า “กฎเหล็กที่ไม่เหมาะสม เช่นนั้นก็ต้องเปลี่ยนสิ”
หวังไคไท่ถอนหายใจ จากนั้นก็ก้าวยาว ๆจากไป
อันเจิงรอที่หน้าห้องของห่าวผิงอันราวหนึ่งชั่วโมงถึงได้พบนั่นก็เพราะเขามีงานด่วนมากพอสมควร หลังจากอันเจิงเดินเข้าประตูไป ห่าวผิงอันก็ชี้เก้าอี้ตรงหน้า“นั่งเถอะ อีกประเดี๋ยวข้าจะต้องเข้าวัง ที่ชายแดนใต้พวกเรากับแคว้นโยวฆ่าฟันกันไม่หยุดความเป็อยู่ของทหารสำคัญที่สุด ข้าต้องไปเข้าเฝ้าาา ต้องเร่งกรมเสบียงมากยิ่งขึ้น”
อันเจิงบอกเหตุผลที่ตัวเองมาทันใดนั้นสีหน้าของห่าวผิงอันก็เปลี่ยนไปทันที “เ้ามาหาข้าเพราะเื่แค่นี้รึ?”
อันเจิงพยักหน้า “ใช่”
ห่าวผิงอันเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้น“อันเจิง เ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมข้าถึงยอมพบเ้า? เพราะข้ารู้สึกว่าเ้าเป็คนอายุน้อยและมีความคิดที่ดีสามารถเป็ต้นกล้าให้กับแคว้นเราได้ อีกหน่อยจะให้เ้าทำงานอยู่ในหน่วยทหารแต่เมื่อเ้าบอกเหตุผลที่ตัวเองมาในครั้งนี้ ทำให้ความรู้สึกดีที่ข้ามีต่อเ้าลดลงครึ่งหนึ่งเ้ามาหาข้าเพราะเื่ส่วนตัวเล็ก ๆ แบบนี้ ยิ่งไปกว่านั้นยังจะให้น้องสาวเ้าแต่งตัวเป็ผู้หญิงเข้าไปเรียนในสำนักอีก มันเกินไปแล้ว ที่จริงข้าสามารถให้คนอื่นมาเจอเ้าแทนข้าเลยก็ได้แต่เพราะว่าก่อนหน้านี้ข้ามีความรู้สึกดี ๆ กับเ้ามาก ฉะนั้นข้าจึงอยากเตือนเ้าสักหน่อย”
“อันเจิง คนเราต้องรู้จักกาลเทศะเ้าทำเพื่อเพื่อนของตัวเอง หรืออาจทำเพื่อเด็กสาวที่มีความสัมพันธ์อย่างอื่นแล้วจะให้ข้ามาแก้กฎที่เก่าแก่แบบนี้ มันไม่เกินไปหน่อยหรือ?ผู้หญิงก็คือผู้หญิง ไม่ได้ก็คือไม่ได้หากเ้าพิสูจน์ให้ข้าเห็นว่าผู้หญิงแข็งแกร่งกว่าผู้ชาย ข้าก็จะเสี่ยงชีวิตไปกราบทูลาาให้พระองค์ทรงตัดสินแต่ความหมายของข้าคือผู้หญิงส่วนใหญ่แข็งแกร่งกว่าผู้ชายนะไม่ใช่แค่เพื่อนเ้าคนเดียว เพื่อนเ้าฝึกพลังวัตรได้ก็ต้องแข็งแกร่งกว่าผู้ชายอยู่แล้วแต่ผู้หญิงที่ฝึกพลังวัตรไม่ได้เล่า พวกนางมีสิทธิ์อะไรเข้าสำนักวรยุทธ์ชางมีสิทธิ์อะไรเข้าร่วมเป็ทหาร”
อันเจิงลุกขึ้น“ขอบคุณที่ท่านสละเวลามาพบข้า ข้าน้อยขอตัวกลับก่อน”
ห่าวผิงอันมองอันเจิงที่เดินจากไปจากนั้นก็ส่ายหัวอย่างอดไม่ได้ “หัวรั้นจริง ๆ”
เขาลุกขึ้นจากนั้นก็ไปตำหนักวิหาร์อย่างรีบร้อน
เมื่ออันเจิงกลับถึงสำนักวรยุทธ์เบิก์ก็เกือบค่ำแล้วระหว่างทางกลับ อันเจิงคิดมาตลอดทางว่าจะทำอย่างไรถึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงกฎเหล็กนี้ได้ แต่เท่าที่คิดมาราวกับไม่มีวิธีใดที่สมเหตุสมผลเลยสักข้อ
อันเจิงนึกถึงสมุดร้องขอ เขาอยากให้ทุกคนมาร่วมลงนามเห็นด้วยแต่เมื่อคิดอีกที คนส่วนใหญ่ก็คงรู้สึกว่าเื่นี้ไร้สาระเกินไป เพราะในสายตาพวกเขาการที่ผู้หญิงไม่เข้าสำนักวรยุทธ์นั่นก็ถือเป็เื่ปกติ เป็ผู้หญิงก็ควรทำงานบ้านและเลี้ยงลูกอย่างเดียว
ต่อให้จะสามารถใช้วิธียื่นสมุดร้องขอได้ แต่ก็คงมีคนจำนวนไม่มากนักที่จะเห็นด้วยกับเื่นี้
อันเจิงรู้สึกกังวลเล็กน้อยนี่เป็ครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าตัวเองไม่มีอำนาจในการทำตามใจอยาก
ในสมองของอันเจิงมีแต่ใบหน้าของชวีหลิวซีลอยเข้ามาจากนั้นเขาก็ยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย...ผู้หญิงในใต้หล้าไม่เกี่ยวข้องกับข้าทั้งนั้นข้าไม่ได้อยากผดุงความยุติธรรมให้กับผู้หญิงคนไหน ข้าแค่อยากให้เ้าเจอแต่ความยุติธรรมเท่านั้นเอง...
