มู่จื่อหลิงชำเลืองมองสหายเก่า เขาลุกขึ้นจากที่นั่งอย่างสง่างาม เผยรอยยิ้มอ่อนโยนให้กับพวกเขา
ยามเห็นรอยยิ้มอันอ่อนโยนนั้น มุมปากของมู่จื่อหลิงก็กระตุกเล็กน้อย คำสามคำก็ปรากฏขึ้นในใจโดยไม่ได้ตั้งใจ เหว่ยเล่อเทียน
ใช่แล้ว ชายสง่างามในชุดขาวผู้นั้นคือเล่อเทียน
แม้ว่านางจะให้ร้ายเล่อเทียนอยู่ในใจ แต่ก็เป็เื่ยากสำหรับมู่จื่อหลิงที่จะพบคนรู้จักในสถานที่จริงจังเช่นนี้ ดังนั้นนางจึงเลือกที่จะไม่เพิกเฉยต่อเขา ทักทายเขาด้วย ‘ความกระตือรือร้น’
บรรยากาศในห้องทรงพระอักษรช่างน่าหดหู่จริงๆ หดหู่จนแทบหายใจไม่ออก คนที่ไม่ประหม่าในตอนแรกเริ่มตึงเครียด
ทันทีที่มู่จื่อหลิงเข้ามา นางก็คิดตลอดว่าจะทำลายบรรยากาศอึดอัดกดดันนี้ได้อย่างไร
ดังนั้นเป้าหมายของนางจึงมุ่งไปที่เล่อเทียน
ดวงตาของมู่จื่อหลิงฉายแววเ้าเล่ห์ แสร้งทำราวกำลังมองคนแปลกหน้า มองเล่อเทียนอย่างเฉยเมย จากนั้นจึงหันมองไปทางอื่น เดินตามหลงเซี่ยวอวี่อย่างสง่างาม
ในทางกลับกัน ในยามที่หลงเซี่ยวอวี่เดินเข้ามา นอกจากจับมือเล็กของมู่จื่อหลิงไว้แน่นแล้ว เขาก็ยังคงเฉยชาเช่นเดิม
ดูเหมือนว่าห้องทรงพระอักษรซึ่งแต่เดิมมีบรรยากาศเคร่งขรึม กลับกลายเป็เ็ารกร้างมากขึ้นเนื่องจากการมาถึงของฉีอ๋อง
จากหางตา ขุนนางหลายคนเมื่อเห็นหลงเซี่ยวอวี่เดินเข้ามาก็ผงะไป จากนั้นพวกเขาจึงหลีกทางให้ด้วยความเคารพและอ่อนน้อมถ่อมตน ก้าวกลับไปยืนอยู่ด้านข้าง
พวกเขาไม่คาดคิดว่าฉีอ๋องจะเสด็จมา นับประสาอะไรกับการที่พระองค์จับมือฉีหวางเฟยเสด็จเข้าสู่ห้องทรงพระอักษรอย่างใกล้ชิด ั้แ่ต้นจนบัดนี้ไม่เคยมีความคิดที่จะปล่อยมือเลย
ต้องรู้ว่านี่คือห้องทรงงานของฮ่องเต้ ไม่ใช่สถานที่ทั่วไปที่แม้แต่ฮ่องเต้ก็ไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับสนมในสถานที่เคร่งเครียดเช่นนี้
แต่ฉีอ๋องไม่เพียงแต่ทำเท่านั้น แต่ยังทรงนำสตรีผู้หนึ่งเข้าสู่ห้องทรงพระอักษรอย่างสงบเยือกเย็นต่อหน้าฮ่องเต้ แต่กลับทำให้คนมองรู้สึกว่ามันเป็เื่ธรรมดา ไม่หยาบคายแม้แต่น้อย
ฉีอ๋องทรงเกิดมาพร้อมกับแสงเจิดจ้าราวกับดวงอาทิตย์ ทำให้คนได้แต่หวัง ไม่สามารถได้ใกล้ชิดได้ [1] ไม่ว่าจะทำสิ่งใด ก็ไม่มีใครอยากเข้าไปจับผิด
ประกายความเป็ผู้นำและความเย่อหยิ่งที่ไม่มีใครเทียบได้ทำให้คนเคารพเขาอย่างสุดซึ้ง
มู่จื่อหลิงรู้ดีว่าภายใต้สายตาที่จับตามองของทุกคน ทั้งยังอยู่ต่อหน้าฮ่องเต้ การถูกจับมือเดินเช่นนี้ ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ไม่เหมาะสม
นางพยายามดิ้นให้หลุดจากมือของหลงเซี่ยวอวี่หลายครั้งแล้ว แต่เขายิ่งจับแน่นขึ้นเรื่อยๆ ทำให้นิ้วของนางไม่สามารถขยับได้ ราวกับว่ามือเล็กๆ ของนางติดอยู่กับมือใหญ่ของเขาไปเสียแล้ว ถูกเขากุมไว้แน่นในฝ่ามืออบอุ่น
ด้วยความสิ้นหวัง มู่จื่อหลิงพูดด้วยน้ำเสียงแ่เบา “หลงเซี่ยวอวี่ ท่านปล่อยเถิด ข้าเดินเองได้”
เสียงของมู่จื่อหลิงเบามาก นางไม่รู้ว่าหลงเซี่ยวอวี่ได้ยินหรือไม่
ผ่านไปครู่หนึ่ง หลงเซี่ยวอวี่ก็ยังไม่ปล่อยทั้งยังไม่ส่งเสียง
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่มู่จื่อหลิงกำลังจะเพิ่มระดับเสียงขึ้นอีกเล็กน้อย เสียงที่ลึกล้ำทรงพลังของหลงเซี่ยวอวี่ก็ดังมาจากข้างกาย “ไม่ปล่อย”
สมควรตาย...มู่จื่อหลิงกัดฟันแน่น
มีช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างความแข็งแกร่งทางกายภาพของเขาและนาง ยามนึกถึงประเด็นที่น่าเศร้านี้ มู่จื่อหลิงมักจะโกรธ แต่ในยามนี้นางกลับไม่กล้าะเิออกมา ดังนั้นนางจึงได้แต่ถูกพาเดินอย่างหมดหนทาง
ดวงตาของมู่จื่อหลิงกลอกไปมาอย่างมีเล่ห์เหลี่ยม คิดว่าจะแกล้งเล่อเทียนอย่างไรดี
ยามเห็นว่าคนสองคนที่เดินเข้ามาจากประตูไม่สนใจเขา เล่อเทียนอดกลั้นความอยากแตะจมูกด้วยความอับอายไม่ได้ เขาทรุดตัวลงนั่งอย่างไม่พอใจพร้อมบ่นในใจ
สองสามีภรรยาคู่นี้ไร้ยางอายจริงๆ เขารออยู่ที่นี่มาทั้งวัน นั่งจนแทบจะมีรากงอกออกมา [2] พวกเขาช่างดีจริงๆ ล่าช้าจนกระทั่งมืดค่ำเช่นนี้ เมื่อมาถึง ยังไม่คิดจะทักทายกันอีก มองเขาเหมือนคนแปลกหน้า น่ารำคาญจริงๆ
หากไม่ใช่เพราะความประสงค์ของใครบางคน เขาไม่ชอบที่จะก้าวเข้ามาในวังแห่งนี้ การทนอยู่ในนี้ทั้งวันช่างทรมานจริงๆ...
แม้จะเป็ห้องทรงพระอักษร แต่ก็มีขนาดใหญ่มากเช่นกัน หลงเซี่ยวอวี่กับมู่จื่อหลิงเดินเป็ระยะทางไกลกว่าจะถึงโต๊ะยาว
“ลูกถวายบังคมเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ”
“หม่อมฉันถวายบังคมฝ่าาเพคะ”
ทั้งสองทำความเคารพต่อฮ่องเต้เหวินอิ้น
“อวี่เอ๋อร์ หลิงเอ๋อร์มาแล้ว นั่งลงก่อน” ฮ่องเต้เหวินอิ้นแสดงรอยยิ้มที่เป็มิตร โบกมือเป็สัญญาณให้พวกเขานั่งลง
เมื่อเห็นว่าฮ่องเต้เหวินอิ้นทรงเป็มิตรมาก มู่จื่อหลิงก็ตกตะลึงไปครู่หนึ่ง ไม่สามารถตอบโต้ได้ชั่วขณะ
นี่เป็ครั้งแรกที่นางเห็นฮ่องเต้เหวินอิ้นยิ้ม ฮ่องเต้เหวินอิ้นไม่ตำหนินางที่มาสาย แม้ว่าพระองค์จะไม่ตำหนินาง อย่างน้อยก็ควรพูดสักสองสามคำ แต่นี่พระองค์ทรงใจดีถึงเพียงนี้เลยหรือ?
ฮ่องเต้เหวินอิ้นที่อยู่ต่อหน้านางแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากที่นางเคยเห็น เป็เพราะหลงเซี่ยวอวี่หรือ? มู่จื่อหลิงอดไม่ได้ที่จะมองไปที่หลงเซี่ยวอวี่
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่นางจะเห็นใบหน้าของหลงเซี่ยวอวี่อย่างชัดเจน หลงเซี่ยวอวี่ก็พานางไปนั่งด้านข้างโดยไม่แม้แต่จะกล่าวขอบพระทัยฮ่องเต้
มู่จื่อหลิงพูดไม่ออก ก่อนหน้านี้หลงเซี่ยวอวี่เฉยเมย จากสัญชาตญาณของนาง บอกว่าต้องมีช่องว่างระหว่างหลงเซี่ยวอวี่และฮ่องเต้เหวินอิ้นเป็แน่...
หลังจากนั่งลงแล้ว หลงเซี่ยวอวี่ชงชาราวกับว่าไม่มีใครอยู่โดยรอบ
ในเวลาเดียวกัน หมอหลวงและขุนนางหลายคนที่ยืนอยู่ด้านข้างก็เอ่ยทักทายทั้งสองคนด้วยความเคารพ
ในบรรดาคนไม่กี่คนเ่าั้ มู่จื่อหลิงเคยพบหมอหลวงและขุนนางบางคนมาก่อน...นางชำเลืองมองใบหน้าที่ไม่คุ้นเคย
ในขณะนั้นเอง มู่จื่อหลิงก็เหลือบไปเห็นดวงตาดอกท้อ [3] คู่หนึ่งที่กำลังยิ้มมาทางนางท่ามกลางฝูงชน
ดวงตาที่จ้องมองมาเช่นนี้ทำให้มู่จื่อหลิงตกตะลึง อดไม่ได้ที่จะตัวสั่น น่ากลัวจริงๆ
คนผู้นี้โดดเด่นที่สุดในบรรดาขุนนางหลายคน เขาสวมชุดสีแดงสดของวังหลวง ทั้งยังดูเด็กที่สุด
คนคนนี้ช่างคุ้นเคยเหลือเกิน โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้น
ดวงตาดอกท้อคู่นั้นที่ดูเหมือนจะยิ้มแต่ไม่ยิ้ม เต็มไปด้วยความดึงดูด มู่จื่อหลิงขมวดคิ้ว ดูเหมือนจะเคยเห็นคนผู้นี้ที่ไหนมาก่อน
แววตาของมู่จื่อหลิงเต็มไปด้วยความสับสน นางคิดไม่ออก บางทีภาพลักษณ์ของคนคนนี้อาจค่อนข้างคล้ายกับผู้แสวงหากำไรรายใหญ่ [4] ดังนั้นนางจึงรู้สึกคุ้นเคย
คนที่อยู่ตรงหน้าเขาแพรวพราวไปด้วยเสน่ห์ แลดูมีความชั่วร้ายของผู้แสวงหากำไรรายใหญ่ แม้ว่าจะมีเสน่ห์ แต่ก็มีในแบบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
คนตรงหน้านางดูคล้ายหญิงสาวมาก มีความเป็แม่ เพียงเหลือบมอง แต่นางก็ไม่มีความปรารถนาที่จะมองอีกเป็ครั้งที่สอง ดังนั้นมู่จื่อหลิงจึงชำเลืองมองมันเพียงผ่านๆ แล้วถอนสายตาออกมา นางกลัวว่าหากนางมองต่อไป นางคงขนลุกซู่ไปทั้งตัว
แต่หลังจากนั่งลง ทั้งห้องยังคงเงียบเช่นเดิม หดหู่ยิ่งกว่าเดิม
ฮ่องเต้เหวินอิ้นยังคงจัดการกับฎีกา ขุนนางหลายคนยังคงนิ่งเฉย
สักพักบรรยากาศก็แปลกไป
มู่จื่อหลิงคิดไม่ออก มีคนมากมาย เหตุใดพวกเขาถึงยังรู้สึกหดหู่เช่นนี้ การพูดคุยเื่สำคัญไม่ควรเงียบเช่นนี้! เกินจะทน
ฮ่องเต้เหวินอิ้นหยิบฎีกาสำคัญสองสามฉบับจากบนโต๊ะกำลังจะตรัสบางอย่าง...
เล่อเทียนที่อยู่ตรงนั้นยังคงบ่นอยู่ในใจ ยังไม่วายแอบบ่นว่า ขนาดต้องนั่งนิ่งเพียงครู่เดียว มู่จื่อหลิงก็นั่งนิ่งไม่ไหวแล้ว นางมองเล่อเทียนอีกครั้ง แววตายังคงแปลกประหลาดไม่ต่างจากเมื่อครู่
แต่เล่อเทียนที่ได้รับการจ้องมองจากมู่จื่อหลิง ยังคงส่งยิ้มที่เป็มิตรให้กับนาง
ทันใดนั้น แววตาแปลกๆ ของมู่จื่อหลิง ก็เปลี่ยนไปโดยไม่คาดคิด จากมุมที่มีเพียงเล่อเทียนเท่านั้นที่มองเห็น นางยิ้มอย่างแข็งกร้าวมาที่เขา
คนอื่นไม่ได้สังเกตว่ามู่จื่อหลิงกำลังยิ้มให้เล่อเทียน แต่หลงเซี่ยวอวี่สามารถเห็นได้อย่างชัดเจน ใบหน้าของเขามืดลงในทันที
เขาจึงยื่นมือออกมาจับมือเล็กของมู่จื่อหลิง เพิ่มแรงกระชับที่มือจนแน่น
หลังจากมู่จื่อหลิงยิ้มให้กับเล่อเทียน นางก็เสียใจเพราะจู่ๆ นางก็รู้สึกถึงความเ็ปจากมือเล็กที่ถูกจับกุม
เจ็บ! มันเจ็บ!
ความเ็ปที่มือของนางรุนแรงมาก ทำให้มู่จื่อหลิงขมวดคิ้ว แต่นางเม้มปากแน่น ไม่กล้าเปล่งเสียงแม้แต่คำเดียว ปล่อยให้มือถูกบีบโดยหลงเซี่ยวอวี่เช่นนั้น
ในทางกลับกัน
แทนที่จะหัวเราะเยาะเล่อเทียน มู่จื่อหลิงกลับทำหน้าบึ้งใส่เขา
หลังจากได้รับหน้าตาบูดบึ้งของมู่จื่อหลิง ท่าทางที่นุ่มนวลบนใบหน้าของเล่อเทียนก็กลั้นไว้ไม่ไหวอีก เขาส่งเสียง ‘หึ’ ออกมา
“หึ” เล่อเทียน อดกลั้นไม่ไหวจนหลุดหัวเราะออกมา
เมื่อเล่อเทียนรู้ตัวในภายหลัง ก็สายเกินไปแล้ว
ทันทีที่เสียงหัวเราะที่ไม่น่าฟังของเล่อเทียนหลุดออกมา บรรยากาศเคร่งขรึมดั้งเดิมถูกทำลายลงในทันที
ขุนนางหลายคนมองไปที่เล่อเทียนอย่างพร้อมเพรียงกัน
เมื่อเห็นสายตาสองสามคู่จ้องมองมาที่เขา เล่อเทียนรู้สึกอับอายมาก แอบตำหนิมู่จื่อหลิงเป็พันครั้งในใจ
เขากำลังยั่วโมโหใครบางคน ฉีหวางเฟยผู้นี้ไม่สามารถทักทายเขาได้ นางตลกเช่นนี้เป็ด้วยหรือ? ทันใดนั้นเล่อเทียนก็อยากจะเงยหน้าขึ้นแล้วหลั่งน้ำตา
สิ่งที่ทำให้เล่อเทียนเดือดดาลที่สุดคือ หลงเซี่ยวอวี่ผู้ที่ต่อให้เขาไท่ซานทรุดลงต่อหน้า แต่สีหน้ากลับไม่เปลี่ยนผู้นี้ เหตุใดถึงไม่สามารถระงับอารมณ์ได้เมื่อเป็เื่เกี่ยวกับมู่จื่อหลิง? นี่มันบ้าอะไรกัน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้หัวใจของเล่อเทียนแตกสลายยิ่งกว่านั้นก็คือ เหล่าขุนนางหลายคนที่มองเขาด้วยสีหน้าที่แตกต่างกัน ซึ่งดูจะแปลกใจมาก ทั้งยังมีเสียงสนทนาเบาๆ ตามมาอีกด้วย
“ไม่ว่าอย่างไรท่านหมอเล่อก็เป็คนละเอียดลออ เขาทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมเช่นนี้ได้อย่างไร”
“ใช่ ไม่เหมาะสมจริงๆ”
“อาจจะทนไม่ไหวแล้วก็เป็ได้...”
ขุนนางบางคนยกมือขึ้นแตะจมูก ราวกับว่าพวกเขาคิดว่าเล่อเทียนเพียงแค่ผายลม ทุกคนขมวดคิ้ว กลั้นหายใจ ทำท่าดูขยะแขยง
แม้แต่ฮ่องเต้เหวินอิ้นก็ไม่มีข้อยกเว้น พระองค์ขมวดคิ้ว มองไปที่เล่อเทียนด้วยท่าทางแปลกๆ “ท่านหมอเล่อ?”
ฮ่องเต้เหวินอิ้นเรียกสั้นๆ ราวกับถามว่าเกิดอะไรขึ้น
เล่อเทียนหน้าแดง ไอสองสามครั้งด้วยความลำบากใจ ลุกขึ้นยืน ผสานมือแล้วพูดว่า “อะแฮ่ม...กระหม่อมทรมานจากลมหนาวและความหนาวเย็นใน่สองสามวันที่ผ่านมา กระ...กระหม่อมไม่สามารถทนได้จึงไอออกมา ไม่ได้ตั้งใจจะรบกวนฝ่าา อย่าถือสากระหม่อมเลยพ่ะย่ะค่ะ”
หากมู่จื่อหลิงได้ยินคำอธิบายที่น่าอายเช่นนี้จากเล่อเทียนก่อนหน้านี้ แม้ว่านางจะไม่กล้าหัวเราะออกมา แต่นางก็จะหัวเราะในใจอย่างแน่นอน แต่ยามนี้ไม่ว่าภายนอกหรือในใจของนาง นางก็อยากร้องไห้
ฮือ ฮือ หลงเซี่ยวอวี่จับมือนางไว้แน่นมาก มันเจ็บ! เจ็บมาก!
......
---------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] ได้แต่หวัง ไม่สามารถได้ใกล้ชิดได้ (可望而不可及) เป็วลี มีความหมายว่า ได้แต่มองไม่อาจเอื้อมถึง หรือสิ่งที่ไม่อาจทำให้สำเร็จได้
[2] นั่งจนแทบจะมีรากงอกออกมา (坐得屁股都快长草) เป็วลี มีความหมายว่า นั่งมานานโดยไม่ขยับตัวไปไหนเลย
[3] ดวงตาดอกท้อ (桃花眼) ลักษณะตาที่เชื่อกันว่ามีเสน่ห์เย้ายวนใจที่สุด
[4] ผู้แสวงหากำไรรายใหญ่ (大奸商) เป็คำอุปมา มีความหมายว่า นักธุรกิจที่มุ่งแต่เอากำไรเกินควร ไม่มีคุณธรรม