แม้เฉียวเยว่จะปกป้องชานมของตนเองไว้ได้ แต่นั่นหาใช่สาระสำคัญสำหรับเวลานี้
ความรู้สึกบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากลต่างหากคือสิ่งสำคัญที่สุด
เมื่อครู่นี้เฉียวเยว่รู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก แต่ตามที่ได้ยินพวกเขาสนทนากัน คนผู้นั้นคงจะเป็มู่หรงจิ่ว แท้จริงแล้วนางก็สามารถคาดเดาได้คร่าวๆ
คณะทูตที่มาเยือนครานี้มีองค์ชายสองพระองค์ คือองค์ชายสี่กับองค์ชายเก้า
หลังจากกลับจวนเฉียวเยว่ก็ยกชานมไปเป็ของกำนัลแก่ไท่ไท่สามอย่างกระตือรือร้น ไท่ไท่สามเห็นนางเป็เช่นนี้ก็ติติง "เ้ารับของจากผู้อื่นอีกแล้ว"
"เอ่ยถึงเื่นี้ ชานมของข้าเกือบถูกคนแย่งชิงไปเสียแล้ว คนผู้นั้นเป็ถึงองค์ชายแคว้นซีเหลียงเชียวนะเ้าคะ"
แม้ไท่ไท่สามจะไม่เคยไปซีเหลียง และไม่เคยไปชายแดน แต่เคยได้ยินเื่ราวจากทางนั้นมาบ้าง "ชาวซีเหลียงจะต้องสูงใหญ่กำยำล่ำสัน ดูไม่คล้ายคนดีเป็แน่"
เฉียวเยว่ส่ายหน้า เห็นไท่ไท่สามไม่ค่อยเชื่อก็กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง "จริงนะเ้าคะ คิ้วตาดูใจดียิ่ง หากไม่เพราะข้าฟังพวกเขาสนทนากัน ข้าก็คงนึกว่าเขาเป็คนจิตใจดีงามมากๆ แต่พอได้ยินบทสนทนาที่เชือดเฉือนอย่างร้ายกาจจากปากเขา ข้าก็รู้ว่าการดูคนมิอาจมองแต่เพียงเปลือกนอก"
ไท่ไท่สามหัวเราะ "เด็กคนนี้ เ้าไหนเลยจะรู้ได้ว่าใครคือคนดีหรือชั่ว แต่การดูคนไม่มองแต่เพียงเปลือกนอกคือถูกต้องแล้ว"
สองแม่ลูกสนทนากันอยู่ครู่หนึ่ง ไท่ไท่สามก็ลูบกาน้ำชาใบใหญ่ "แม้ว่าท่านอ๋องอวี้จะดูเป็คนเ็า แต่อุปนิสัยดียิ่ง ต้องขอบคุณเขาเป็อย่างสูงสำหรับคำเตือนล่วงหน้า"
เมื่อไท่ไท่สามเอ่ยถึงเื่นี้ เฉียวเยว่ก็ฉวยโอกาสถาม "ท่านแม่ เช่นนั้นท่านก็คุยกับข้าสิ เพราะเหตุใดอยู่ดีๆ องค์หญิงหนิงอันถึง้าทำร้ายท่าน ไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย"
ไท่ไท่สามมองท่าทางอยากรู้อยากเห็นของบุตรสาวก็นึกใคร่ครวญดู ก็ตัดสินใจไม่ปกปิดนาง
จะว่าไปความสัมพันธ์นี้ก็เหมือนกับที่เฉียวเยว่คาดคะเนไว้ก่อนหน้า ครานั้นองค์หญิงหนิงอันทรงพึงพระทัยซูซานหลาง และเคยขอพระราชทานสมรสก่อน เพียงแต่ซูซานหลางล่วงรู้ข่าวนี้ 'โดยบังเอิญ' จึงปฏิเสธไปอย่างละมุนละม่อม บอกว่าตนเองมีคนในดวงใจแล้ว
แม้ตอนนั้นจะไม่บอกว่าเป็ผู้ใด แต่องค์หญิงหนิงอันก็สงสัยว่าจะเป็คู่หมั้นของิ่หวาย ตอนนั้นก็ใช้สารพัดวิธีใหญ่น้อยมาจัดการศัตรูหัวใจ
หลังจากนั้นไม่ถึงหนึ่งปี ก็มีข่าวลือจากภายนอกว่าิ่หวายเสียชีวิตในสนามรบ ฉีอิ่งซินจึงได้รับพระราชทานสมรสจากฝ่าาให้แต่งงานกับซูซานหลาง ตอนนั้นองค์หญิงหนิงอันกริ้วจัดอาละวาดจนป่วนไปทั้งวังหลวง แต่ท้ายที่สุดก็ไม่อาจเปลี่ยนพระทัยของฮ่องเต้
วันแต่งงานนางพาิ่หวายที่กลับมาแล้วไปก่อกวนถึงในพิธีกราบไหว้ฟ้าดิน แต่ิ่หวายยอมวางมือก่อน ทำให้นางยิ่งเดือดจัด แต่ไม่ว่าจะแค้นใจเพียงใด ก็ยังคงไร้หนทางพลิกสถานการณ์ พิธีแต่งงานระหว่างซูซานหลางกับฉีอิ่งซินยังคงดำเนินต่อไปตามปรกติ
หลังจากองค์หญิงหนิงอันอภิเษกสมรสไปซีเหลียง ซูซานหลางกับฉีอิ่งซินสองสามีภรรยาถึงครองรักอย่างมีความสุขราวกับฉินเซ่อประสานท่วงทำนอง ราวกับว่าทุกสิ่งกลายเป็หมอกควันอันตรธานไปหมดแล้ว
เฉียวเยว่ฟังมาถึงตรงนี้ ก็ถามว่า "เช่นนั้นเื่นี้ก็ควรจบไปนานแล้ว กล่าวได้ว่าเป็เื่ในอดีตเมื่อสิบห้าสิบหกปีก่อนกระมัง?"
ไท่ไท่สามพยักหน้า "ถูกต้อง เป็เื่เก่านานมากแล้ว แต่บิดาเ้าบอกว่าเมื่ออวี้อ๋องทรงเตือนมาเป็พิเศษ ก็แสดงว่าองค์หญิงหนิงอันยังไม่ปล่อยวาง พวกเราต้องเพิ่มความระมัดระวัง แต่มาตรองดูแล้วก็จริง หลายวันนี้มาแม่แทบจะไม่ออกนอกจวน แต่ถ้าจะออกก็จะพาคนไปด้วย เช่นนี้ถึงจะไม่มีปัญหา"
เฉียวเยว่ยิ้มพลางพยักหน้า "ความไม่ประมาทจึงสามารถแล่นเรือได้นับหมื่นปี"
"อันที่จริงองค์หญิงหนิงอันก็หาได้ชอบพอบิดาเ้าถึงขั้นจะแต่งงานกับเขาให้ได้ แต่คงเป็ความรู้สึกอยากเอาชนะมากกว่า ตอนนั้นมีคนตามเกี้ยวพาราสีนางมากมาย ส่วนใหญ่ล้วนแต่อยากจะเป็ราชบุตรเขย ปรกติแล้วราชบุตรเขยจะไม่สามารถเข้ารับราชการในราชสำนักได้ แต่แม้จะเป็เช่นนี้ ก็ยังคงมีคน้ามากมายแก่งแย่งกันราวกับฝูงเป็ด ส่วนบิดาเ้ากลับปฏิเสธการสมรสมาเลือกข้า จึงสร้างความะเืใจให้นางอย่างรุนแรง"
เฉียวเยว่เอามือลูบคาง กล่าวอย่างจริงจัง "ทุกสิ่งล้วนเป็เจตนา์ หากท่านแม่ไม่แต่งงานกับท่านพ่อ จะมีบุตรสาวที่น่ารักราวกับเทพธิดาน้อยเช่นข้าได้อย่างไร"
ไท่ไท่สามหยิกแก้มของบุตรสาว "เทพธิดาน้อยหรือ ข้าว่าเป็ยายหนูหน้าหนาเสียมากกว่า"
เฉียวเยว่หัวเราะพรืดออกมา
ยากยิ่งนักที่จะได้พักผ่อนถึงสามวัน เมื่อมาสำนักศึกษาสตรีอีกครั้ง ก็เห็นอาจารย์กู้กล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย "คิดว่าทุกคนคงจะเตรียมตัวเตรียมใจสำหรับการแข่งขันกับแคว้นซีเหลียงกันมาบ้างแล้ว"
ทุกคนต่างกลั้นหายใจ รู้สึกว่าไม่สามารถให้คำตอบได้
"ตามพระประสงค์ของฝ่าา การแข่งขันกับซีเหลียงครานี้ใช้ลูกศิษย์จากสำนักศึกษาสตรีเป็หลัก เพียงแต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถเข้าร่วมการแข่งขัน ทั้งสองฝ่ายจะต้องคัดเลือกผู้เรียนระดับต้นจำนวนสิบคน โดยมีว่าที่ชายารัชทายาทซูอิ้งเยว่พาเข้าร่วมแข่งขัน ส่วนคนเข้าแข่งขัน... ให้องค์ชายสี่กับองค์ชายเก้าแคว้นซีเหลียงคัดเลือกจากรายนามของพวกเ้าตามอัธยาศัย เพื่อเป็การประกาศศักดาอันยิ่งใหญ่ของแคว้นเรา"
เฉียวเยว่ก่นด่าในใจให้ตายเถอะเป็หมื่นครั้ง
พูดตามตรง จำเป็ต้องเล่นใหญ่ขนาดนี้ด้วยหรือ ผู้อื่นพาคนมา แต่พวกเขากลับต้องให้ผู้อื่นคัดเลือกจากรายนาม หากพวกเขาเตรียมตัวกันมาล่วงหน้า คัดเลือกแต่คนที่ไม่มีความสามารถโดดเด่น แรงกดดันทั้งหมดย่อมลงมาที่พี่สาวของนาง
ยิ่งไปกว่านั้น... เฉียวเยว่คิดว่าผู้ที่เสนอวิธีนี้จะต้องมีวัตถุประสงค์บางอย่างเป็แน่
บัดนี้พี่สาวของนางยังไม่ใช่ชายารัชทายาท การคัดเลือกคนตามอำเภอใจเช่นนี้ก็ให้นางรับผิดชอบ แล้วถ้าผลลัพธ์เกิดแพ้ขึ้นมาเล่า
นึกมาถึงตรงนี้เฉียวเยว่ก็เม้มปาก เฝ้ารออยู่เงียบๆ ขอให้ครานี้มีตนเองเป็หนึ่งในนั้น แม้ว่านางจะไม่รู้สึกว่าตนเองเก่งกล้าอันใดมากมาย แต่พวกนางสองพี่น้องมองตาก็รู้ใจ หากอยู่ร่วมกันย่อมจะแข็งแกร่งขึ้นมาก
อาจารย์กู้มองทุกคนเงียบๆ ก่อนที่จะประกาศให้รู้ทั่วกัน "ชั้นเรียนของพวกเรามีสองคน หรงฉางเกอ" เขาเว้นจังหวะ "กับซูเฉียวเยว่"
พอเฉียวเยว่ได้ยินว่ามีตนเองด้วยค่อยถอนหายใจอย่างโล่งอก นางหันไปมองหรงฉางเกอ ก็เห็นนางแข็งเป็หินไปแล้ว ท่าทางทึ่มทื่อพูดยังติดอ่าง "ขะ... ขะ... ข้า พวกเขาเลือกข้า?"
ไม่นึกไม่ฝันมาก่อนว่าจะเป็เช่นนี้
"ใช่ เลือกเ้า" อาจารย์กู้พยักหน้า
นางประหลาดใจสุดพรรณนา หลังจากนั้นก็ก่นด่า "ข้าบอกแล้วหรงเจินมิใช่คนดีอันใด เป็นางแพศยาต่ำตม นี่ต้องเป็แผนชั่วของนางแน่ๆ นางรู้ว่าข้าอ่อนวิชาความรู้ถึงได้ทำเื่เช่นนี้ ช่าง..."
"ออกไป!" อาจารย์กู้ไม่แม้แต่จะชำเลืองมอง รู้สึกผิดหวังที่มิอาจหลอมเหล็กให้กลายเป็เหล็กกล้า ร่ำเรียนในสำนักศึกษาสตรีมาปีกว่าแล้ว แต่นางก็ยังทำตัวหยาบกระด้างพูดพล่ามไม่รู้จักควบคุมตนเองอยู่เหมือนเดิม
หรงฉางเกอขบริมฝีปาก แล้วเดินออกจากห้องอย่างคล่องแคล่ว
ต้องบอกว่าถูกลงโทษจนชินเสียแล้ว เพียงแค่นี้ไม่นับว่าเป็อันใดสำหรับท่านหญิงฉางเล่อ
"ซูเฉียวเยว่ พวกเ้ามีเวลาทำความคุ้นเคยกันสามวัน หลังจากนี้ก็ต้องเข้าวังเพื่อร่วมการแข่งขัน" อาจารย์กู้บอก
เฉียวเยว่รับคำเสียงดัง "เ้าค่ะ"
หลังจากเลิกเรียน ทุกคนต่างเข้ามารุมล้อมเฉียวเยว่ "เฉียวเยว่ เ้าอย่ากดดันเกินไปเล่า"
มาพินิจดูอย่างถ้วนถี่ การแข่งขันครานี้ชวนให้พูดไม่ออกจริงๆ ไร้เหตุผลเกินไป ถึงกับเปิดโอกาสให้ฝ่ายตรงข้ามเลือกคนตามอำเภอใจ ชวนให้หมดวาจา
มองเฉพาะทัศนคติของท่านหญิงฉางเล่อก็ไม่น่าจะไหวอยู่แล้ว ผลการเรียนของนางยังต่ำเตี้ยเรี่ยดินทุกปี
เฉียวเยว่เห็นหรงฉางเกอเดินเข้าประตูมา ขณะกำลังคิดจะเอ่ยบางอย่าง ก็เห็นนางเดินดุ่มๆ เข้ามา แล้วยื่นมือออกมาดึงแขนของเฉียวเยว่ "ไป พวกเราไปหาพี่สาวของเ้ากัน ข้าล่ะอยากจะให้นางแพศยาผู้นั้นตายไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด นางนึกว่าตนเองมีเสน่ห์มาก ทุกคนจะต้องหลงใหลคลั่งไคล้ ต้าฉีเลี้ยงนางมาจนโต แต่หลังจากนางออกเรือนไปกลับหันหลังให้กับแว่นแคว้นของตนเอง คนประเภทนี้เห็นแล้วมันเขี้ยวอยากขยี้ให้จมฝ่าเท้า ไปๆๆ"
เฉียวเยว่รู้สึกไม่คาดฝันจริงๆ ดรุณีน้อยที่อยู่ตรงหน้าถึงกับเป็เช่นนี้
นางไม่ขยับ "รอข้าสักครู่" แต่ก็ไม่ปฏิเสธ
สีหน้าของหรงฉางเกอยังคงเป็เดือดเป็แค้น "นึกว่าทุกคนต้องชอบนางหรือ น่าขัน!"
เฉียวเยว่หัวเราะ แล้วกล่าวเรียบๆ "อยู่ในสำนักศึกษาเ้ามิต้องแสดงออกเด่นชัดปานนี้ก็ได้ เดี๋ยวจะระคายหูอาจารย์กู้เข้า"
เอ่ยถึงเื่นี้ หรงฉางเกอก็ยิ่งเดือดจัดปานสายฟ้าฟาด "เขาจะไปชอบฟังได้อย่างไร เขาหลงนางจิ้งจอกผู้นั้นจนเลอะเลือนแล้ว ข้าว่าเขานี่แหละโง่ ระคายหู? หรือที่ข้าพูดไม่ใช่ความจริง คนที่หลงใหลนางทุกคนล้วนเป็คนเขลา"
เห็นหรงฉางเกอเป็แบบนี้ เฉียวเยว่ก็เข้าใจอะไรมากขึ้น นางตระหนักอยู่ในใจ เพียงแต่ไม่สะดวกที่จะพูดอะไรมาก เพียงเอ่ยว่า "พวกเขาคงมิได้คัดคนตามอำเภอใจ แม้เ้าจะบอกว่าพวกเขารู้นิสัยใจคอของเ้า เ้าก็ยิ่งควรเก็บงำ ทำให้พวกเขาคาดเดาไม่ได้"
พอหรงฉางเกอฟังแล้วก็รู้ว่ามีเหตุผลอยู่บ้าง "งั้นก็ได้ เชื่อเ้าแล้วกัน"
แม้ความสัมพันธ์ของทั้งสองจะย่ำแย่ แต่งานใหญ่มากองอยู่ตรงหน้า หรงฉางเกอกลับไม่คิดถึงเื่เก่า ส่วนเฉียวเยว่... แต่ไหนแต่ไรมานางก็คร้านจะถือสาหาความกับเด็กผู้หญิงที่มักหุนหันพลันแล่นอยู่แล้ว
นางรู้สึกปลงตก แต่ในใจก็อยากจะรู้สาเหตุที่ทำให้หรงฉางเกอตื่นเต้นถึงเพียงนี้
ทว่านางเองก็อดรู้สึกชื่นชมความคิดของหรงฉางเกอไม่ได้ คิดว่านางเองก็คงไม่รู้ตัวกระมัง ยิ่งเป็เช่นนี้ก็ยิ่งไม่ควรพูดมากเกินไป
หรงฉางเกอ... นางจะแอบรู้สึกดีกับอาจารย์กู้หรือไม่? แต่อาจารย์กู้อายุสามสิบกว่าแล้ว หรงฉางเกอเป็เพียงแม่นางน้อยคนหนึ่ง จะเป็ไปได้อย่างไร เฉียวเยว่ลอบคาดคะเนในใจ แต่ไม่กล้าเผยออกมาทางสีหน้าแม้แต่กระผีกริ้น
"อาจารย์ไม่ได้บอกหรือว่าแข่งอะไรบ้าง?"
เฉียวเยว่จับมือของหรงฉางเกอ แล้วพูดอย่างหนักแน่น "เ้าอย่าตื่นตระหนก"
นางทั้งพูดมากทั้งพะว้าพะวัง เฉียวเยว่คิดว่าควรปลอบให้นางสงบลงก่อนดีกว่า
หรงฉางเกอสะบัดมือเฉียวเยว่ออก "เ้าอย่าเห็นว่าข้าเป็เด็กสามขวบ ข้ารู้ระดับของข้าว่าไม่อ่อนด้อย แต่ศัตรูมาอยู่ตรงหน้าเช่นนี้ ข้าก็ไม่ยอมอ่อนข้อเหมือนกัน"
เฉียวเยว่พยักหน้า
คนกลุ่มหนึ่งเดินออกมาจากสำนักศึกษาสตรี เมื่อเห็นท่านหญิงฉางเล่อกับซูเฉียวเยว่อยู่ด้วยกัน อย่าว่าแต่ฉีอัน คนอื่นๆ ต่างก็เบิกตากว้าง ด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ ในเมืองหลวงแห่งนี้ใครบ้างไม่รู้ว่าท่านหญิงฉางเล่อกับคุณหนูเจ็ดสกุลซูไม่ถูกกัน
แต่ภาพตรงหน้ากลับไม่เห็นความไม่ลงรอยแม้แต่ส่วนเสี้ยว ท้องฟ้าจะต้องหลั่งฝนเป็สีแดงแน่ๆ
หรือว่าวันนี้พระอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันตก ?
มีคนมองขึ้นไปบนฟ้าทันที
พระอาทิตย์ยังคงเป็ปรกติ และไม่มีฝนสีแดง มารดาเอ๋ย ดูท่าผีจะหลอกแล้ว
ท่านหญิงฉางเล่อไล่รถม้าของตนเองกลับไป "ไปๆๆ ข้าจะนั่งรถม้าของเ้า"
เฉียวเยว่ถอนหายใจอีกหน บัดนี้แม้แต่ความรังเกียจรังงอน ท่านหญิงฉางเล่อก็ลืมสิ้นแล้ว
ฉีอันทำตัวเ็า ไม่มีสีหน้าดีๆ ให้ท่านหญิงฉางเล่อ เหตุการณ์วางยาพิษใส่ม้าปีนั้นหากคนทำไม่ใช่นางถึงจะน่าแปลก ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีกว่านางก็ตั้งตัวเป็ศัตรูกับเฉียวเยว่มาโดยตลอด ตอนนี้กลับเข้ามาใกล้ชิด ไม่รู้ว่าจะมีความคิดเลวร้ายอันใดอีกบ้าง
เขามองหรงฉางเกออย่างพินิจ แต่หรงฉางเกอกลับไม่รู้สึกแม้แต่น้อย ถามเพียงว่า "พวกเราจะไปจวนของเ้าใช่หรือไม่?"
เส้นทางเหมือนจะไม่ใช่
เฉียวเยว่ยิ้มน้อยๆ "ไม่ใช่ เป็จวนของท่านตา วันนี้เวลานี้พี่สาวน่าจะอยู่ที่นั่น"
ไม่นานนัก รถม้าก็หยุดที่ประตูจวนเสนาบดี
ฉีจือโจวกลับถึงจวนพอดี เขาพลิกกายลงจากอาชา ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม "มา ลุงจะจูงเ้าลง"
น้ำเสียงอ่อนโยนยิ่ง
เฉียวเยว่มองออกไป ข้างกายของฉีจือโจวหาใช่ใครอื่น เป็หรงจ้าน
มุมปากของหรงจ้านยกยิ้มคลุมเครือ "ข้ากับเฉียวเยว่ช่างมีวาสนาผูกพันอย่างแน่นแฟ้น ขนาดนี้ยังมาพบกันได้ นับว่าเป็เจตนา์แท้ๆ"
"พี่จ้านสบายดีหรือไม่" เฉียวเยว่ทักทายอย่างน่ารักรู้ความ
เมื่ออยู่ข้างนอก แต่ไหนแต่ไรมานางก็มักวางตัวมีมารยาทและอ่อนน้อมเชื่อฟังเสมอ
ทว่าท่าทางเสแสร้งเช่นนี้ กลับทำให้รอยยิ้มของหรงจ้านกว้างขึ้น "ข้า... ไม่ค่อยสบายเท่าไร"
