ฮั่วเสี่ยวเหวินปฏิเสธอย่างไรก็ปฏิเสธหลี่อวิ๋นไม่สำเร็จ สุดท้ายเธอก็ได้อาศัยอยู่ที่บ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน
ต้องมาอยู่บ้านคนอื่นเช่นนี้ ทั้งกินทั้งอาศัย ฮั่วเสี่ยวเหวินรู้สึกเกรงใจมาก
เธอไม่รู้ว่าคนอื่นคิดเห็นอย่างไร รู้แต่ว่าอย่างน้อยหัวหน้าหมู่บ้านไม่ค่อยต้อนรับนัก
มีอยู่ครั้งหนึ่งอู๋ซิ่วยกกะละมังน้ำร้อนล้างหน้าเข้ามา จังหวะที่หล่อนเรียกให้ฮั่วเสี่ยวเหวินมาล้างหน้า หัวหน้าหมู่บ้านก็คอยพูดถากถางอยู่ด้านข้างว่า “ทำอย่างกับเธอทำเองไม่เป็”
เมื่อต้องมาอาศัยอยู่บ้านคนอื่นฮั่วเสี่ยวเหวินต้องคอยสังเกตสีหน้าคนอื่นอยู่เสมอ แม้ภายในบ้านจะอบอุ่น แต่ฮั่วเสี่ยวเหวินกลับชอบไปยืนอยู่ด้านนอกมากกว่า บางครั้งก็เดินเตร่ไปทั่ว
เธอทำใจได้แล้ว ถ้าหลังจากนี้จะมีคนเรียกให้ไปเป็เ้าสาวเด็กอีก ไม่ต้องรอให้ใครบังคับ เธอจะยอมเป็แต่โดยดี
เพราะส่วนใหญ่แล้วพวกเขาอยากให้เธออยู่กับลูกชายตลอดชีวิต น้อยมากที่จะทารุณเธอ อย่างน้อยมีอาหารให้กินมีน้ำให้ดื่ม ไม่ต้องคอยสังเกตสีหน้าคนอื่นตลอดเวลา
ทว่า ‘เื่ดีงาม’ เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอีก ทุกคนในหมู่บ้านต่างรู้กันหมดแล้วว่าฮั่วเสี่ยวเหวินมีลุงเป็ ‘ข้าราชการ’ ในกองทัพ
มีแต่พ่อแม่ของเ้าเป๋ที่คอยมาหาเื่อย่างไม่เข็ดหลาบ ตัวอย่างจากฮั่วต้าซานเมื่อคราวก่อนยังไม่พออีกหรือ?
เดิมทีแค่ออกมาเดินเตร่ไปเรื่อย ฮั่วเสี่ยวเหวินไม่รู้ตัวว่าตนเองเดินมาถึงหน้าโรงเรียนั้แ่เมื่อไร “ทั้งที่หมู่บ้านกว้างใหญ่แต่กลับมีคนให้คุยด้วยได้แค่สองสามคน”
“นั่นคือ?” ฮั่วเสี่ยวเหวินหยุดฝีเท้าที่เตรียมจะเดินกลับ เธอเหมือนเห็นจางอิ่นเซิง เขามีรูปร่างสูงโปร่ง ผมสั้นสีดำถูกลมพัดปลิวขึ้นลง สายตาเหม่อมองไปยังทิศไกลๆ
เธอลองร้องเรียกดู “จางอิ่นเซิง…”
ชายหนุ่มหันกลับมามอง มุมปากของเขายกโค้งเป็มุมสมบูรณ์แบบ ฟันขาวสะอาดปรากฏ หากไม่ได้เจอจางเจียิเธออาจตกหลุมรักเขาก็เป็ได้
“ฮั่วเสี่ยวเหวิน เธอ…ไม่เป็อะไรใช่ไหม”
ฮั่วเสี่ยวเหวินเสียใจเล็กน้อยเมื่อพูดถึงเื่วันนั้น ตอนนี้คนในหมู่บ้านไม่ชอบเธอกันหมด ขนาดเกิดเื่เช่นนั้นยังพากันพูดว่า ‘ไปนอนอยู่บ้านเ้าเป๋ตั้งสามวัน จะมีใครเอาเป็ภรรยาอีก ขอบอกก่อนว่าภรรยาของลูกชายฉันต้องสะอาดบริสุทธิ์’
จางอิ่นเซิงปรารถนาดี เธอพยักหน้าตอบอย่างฝืนใจ “ตอนนี้ไม่เป็อะไรแล้ว”
นึกถึงฉากเมื่อครู่ฮั่วเสี่ยวเหวินหยอกเขาว่า “ปัญญาชนแบบพวกคุณชอบเหม่อมองไปข้างหน้าเหมือนมีเื่เครียดกันหมดเลยหรือ?” เธอหัวเราะเมื่อพูดจบ
แต่จางอิ่นเซิงไม่หัวเราะ “เธอไม่เข้าใจ ทุกคนล้วนแต่มีเื่กลัดกลุ้มเป็ของตัวเอง และแต่ละคนมีวิธีขจัดความกังวลไม่เหมือนกัน ส่วนตัวฉันแล้วชอบมองไปยังทิศไกลๆ”
ฮั่วเสี่ยวเหวินแปลกใจ เขามีงานทำและเป็ที่เคารพของคนในหมู่บ้าน คนเช่นนี้จะมีเื่กลัดกลุ้มเช่นกันหรือ?
เธอไม่เชื่อ หนุ่มสาวยังไม่เข้าใจความลำบากในชีวิตแต่ชอบทำเหมือนเข้าใจทุกอย่างแล้ว หรือไม่ก็คนหนุ่มสาวที่ชอบศึกษาศิลปวรรณคดีจะชอบบอกว่าตัวเองมีเื่เครียดเพียงเพราะเื่เล็กๆ
จางอิ่นเซิงถอนหายใจ แขนขาดูไร้เรี่ยวแรง เขากลับไปเหม่อลอยแบบเช่นเมื่อครู่ต่อ “เมื่อไรหมู่บ้านอันทุรกันดารนี้จะเจริญสักที? ประเทศปฏิรูปแล้ว เมื่อไรสายลมแห่งอารยธรรมในเมืองจะพัดมาถึงที่แห่งนี้สักที?”
ฮั่วเสี่ยวเหวินหลุดปากว่า “คุณสามารถเริ่มธุรกิจได้นะ”
“เริ่มธุรกิจ?”
จางอิ่นเซิงมองฮั่วเสี่ยวเหวิน “เธอหมายถึงการสร้างโรงงานหรือ?”
ฮั่วเสี่ยวเหวินพยักหน้า ไม่ได้สนใจจางอิ่นเซิงที่หัวใจเต้นระรัวขึ้น เธอพูดเองคนเดียวว่า “เริ่มจากคิดหาวิธีผลิตของอย่างหนึ่ง จากนั้นลงทุนสร้างโรงงานผลิต อย่างเช่นโรงงานอบใบชา โรงงานผลิตเครื่องเคลือบ”
เธอนึกถึงประวัติศาสตร์ได้พอดี หลังจากการประชุมเต็มคณะครั้งที่สามของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ชุดที่สิบเอ็ด ความคิดและรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คนในประเทศได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หลายคนสามารถพลิกฐานะเป็ร่ำรวยอย่างรวดเร็วได้ในยุคนี้
ฮั่วเสี่ยวเหวินเริ่มตื่นเต้นตาม หากเธอสามารถรวบรวมคนมาสร้างธุรกิจด้วยกันได้ ไม่แน่ว่าจะได้พลิกฐานะด้วยเช่นกัน ต่อไปเวลามีคนพูดถึงสาวโสดเนื้อหอมหรือเศรษฐีจะได้มีชื่อของเธออยู่ในนั้นด้วย
จางอิ่นเซิงสงบสติอารมณ์ได้ก่อน เขาเดินมาตบบ่าของฮั่วเสี่ยวเหวิน “เธออย่าเพิ่งตื่นเต้นเกินไป ปัญหาตอนนี้คือพวกเราทำอะไรไม่เป็ทั้งนั้น อีกอย่าง ธุรกิจหลายอย่างก็ถูกผลิตโดยรัฐวิสาหกิจ การจะสร้างโรงงานขึ้นเองไม่ได้ง่ายขนาดนั้น”
“ก็จริง” ฮั่วเสี่ยวเหวินท้อใจ
ทางประเทศสนับสนุนให้คนส่วนหนึ่งร่ำรวยก่อนไม่ใช่หรือ? มีนโยบายเช่นนี้อยู่การกู้เงินจากธนาคารน่าจะง่ายดาย
เธอมองจางอิ่นเซิง ตัดสินใจแล้วว่าจะเกลี้ยกล่อมให้เขาร่วมธุรกิจให้จงได้ “คุณลองคิดดูนะ ขอแค่พวกเรามีวิธีที่ใช้ผลิตสินค้าดีกว่า ใช้ต้นทุนน้อยกว่าและมีคุณภาพมากกว่า แค่นี้ก็เหนือกว่าพวกเขาแล้วไม่ใช่หรือ”
คนในยุคนี้จะไปทำอะไรได้กัน? แต่เธอเป็คนยุคใหม่จากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดเชียวนะ ไม่ว่าเสนออะไรก็ดีกว่าที่มีอยู่ตอนนี้ทั้งนั้น
ฮั่วเสี่ยวเหวินตื่นเต้น รู้สึกว่าตัวเองอยู่ห่างจากชีวิตเศรษฐีไม่ไกลแล้ว
“ฉันเห็นว่าคุณเป็คนมีความฝันเหมือนกัน ในเมื่อมีความฝันก็ควรรวบรวมความกล้าไปลองทำดู หากสำเร็จพวกเราจะได้ไม่ต้องกังวลถึงความเป็อยู่ไปอีกตลอดชีวิต”
จางอิ่นเซิงมองฮั่วเสี่ยวเหวินที่พูดน้ำไหลไฟดับ แววตามีความสงสัย รอจนเธอพูดจบ เขาจึงลองถามว่า “เธอเป็ใครกันแน่?”
“ฮะ!” ฮั่วเสี่ยวเหวินใสะดุ้ง เหตุใดจู่ๆ เขาจึงถามเช่นนี้ ‘เป็ใครกันแน่?’ หรือจะสงสัยว่าเธอจะเป็ปีศาจปลอมตัวมา?
จางอิ่นเซิงอธิบาย “เธอเป็แค่เด็กอายุสิบขวบ เหตุใดจึงรู้มากขนาดนี้ แค่มีความรู้ระดับมัธยมก็แปลกพอแล้ว นี่ยังจะรู้กระทั่งนโยบายการเมือง รู้ว่าควรก่อร่างสร้างตัวอย่างไร…”
ฮั่วเสี่ยวเหวินถอยหลังสองก้าวตามสัญชาตญาณ สายตาที่เขามองเธอแปลกประหลาดมากเหมือนกำลังมองสัตว์ประหลาด ฮั่วเสี่ยวเหวินรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี
“ก็ได้” ฮั่วเสี่ยวเหวินสารภาพตามตรง “คุณเชื่อเื่การเดินทางข้ามมิติหรือไม่ ฉันบังเอิญทะลุมิติมาอยู่ที่นี่โดยไม่ได้ตั้งใจ”
จางอิ่นเซิงถอนหายใจดังเฮือก “เธอจะบอกว่าตัวเองมาจากอนาคต?”
“ใช่” ฮั่วเสี่ยวเหวินพยักหน้า ในเมื่อเขาเชื่อว่าเธอทะลุมิติมา ไม่ได้คิดว่าประสาทหลอน เธอจึงเล่าเื่ราวที่ตัวเองทะลุมิติมาให้เขาฟังั้แ่ต้นจนจบ
จางอิ่นเซิงทำตาค้างปากค้าง “เธอเรียนชั้นมัธยมปลายในปี 2008? ถ้าอย่างนั้นที่ที่เธอจากมาแตกต่างกับที่นี่ไหม?”
ฮั่วเสี่ยวเหวินนึกย้อนไปถึงความทรงจำเ่าั้ ในเมืองมีสถานบันเทิงเต็มไปหมด สุราขึ้นชื่อถูกนำเข้ามาในประเทศ มีของแปลกใหม่ทุกประเภท ไหนจะเสื้อผ้าเครื่องประดับ คิดถึงเื่ไหนก็พูดนั้น ฮั่วเสี่ยวเหวินเล่าแบบจับประเด็นสำคัญ
“ถ้าอย่างนั้นตอนนี้เธออายุต่างจากฉันไม่มากใช่ไหม?”
ฮั่วเสี่ยวเหวินนึกไม่ถึงว่าเขาจะถามเื่นี้ แต่ขอแค่เขาเชื่อที่เธอพูดก็พอแล้ว อย่างอื่นไม่สำคัญ
เธอพยักหน้า “อายุราวๆ สิบแปด แต่ตอนนี้ร่างกายฉันเป็ของเด็กอายุสิบขวบ”
กว่าจะจางอิ่นเซิงจะเชื่อเธอต้องพูดอยู่นานมาก ตอนนั้นเธอพูดกับจางเจียิแค่ไม่กี่คำเขาก็เชื่อแล้ว แต่กับจางอิ่นเซิงต้องพูดเกือบชั่วโมง
“ถ้าอย่างนั้น คุณยินดีสร้างธุรกิจร่วมกับฉันไหม?” ฮั่วเสี่ยวเหวินรีบตีเหล็กตอนยังร้อน
