ปฏิเสธที่จะหวนรำลึก
ในเมื่อไร้หนทาง สุดท้ายเจี่ยนฮวนจึงทำได้เพียงไปหาอาจารย์
อวี่ชิงยังมิได้พักผ่อน เขาเพิ่งจะไปจัดการเหตุศิษย์ทะเลาะวิวาทกันมา เมื่อกลับมาถึงก็พบเจี่ยนฮวนเข้าพอดี
เขาถอนหายใจออกมาเบาๆ
ตำแหน่งผู้าุโในปีนี้ ช่างเหนื่อยล้ากว่ายามเขาบำเพ็ญเพียรเสียอีก มิน่าเล่าพวกตาเฒ่าเ่าั้ถึงไม่มีใครยอมมารับหน้าที่นี้สักคน
เจี่ยนฮวนเห็นอวี่ชิงเข้า ก็รีบก้าวไปข้างหน้าพร้อมประสานมือคารวะ "ผู้าุโอวี่!"
อวี่ชิงเอ่ยถาม "ดึกดื่นป่านนี้มาหาข้ามีธุระอันใด?"
เจี่ยนฮวนสรุปความสั้นๆ "เมื่อครู่ข้าลองวาดอักขระเคลื่อนย้าย แล้วขอให้ศิษย์พี่เสิ่นช่วยทดสอบให้ ทว่า—" นางชะงักไปครู่หนึ่ง "ทว่าตอนนี้เขายังมิกลับมาเลยเ้าค่ะ"
อวี่ชิงนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง มิกะทันเข้าใจความหมายของนาง "มิกลับมา?"
เจี่ยนฮวนสีหน้าอมทุกข์ "เ้าค่ะ หนึ่งชั่วยาม (2 ชั่วโมง) แล้วเขาก็ยังมิกลับมา ผู้าุโอวี่เคยกบอกว่าอักขระเคลื่อนย้ายที่เราวาดในขั้นนี้ส่งไปได้ไกลเพียงร้อยเมตรมิใช่หรือเ้าคะ? แต่ข้าหาจนทั่วแล้วก็ยังมิพบเขา หรือว่าอักขระของข้าจะมีปัญหา?"
อวี่ชิงรับฟังแล้วนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปหยิบพู่กันและกระดาษอักขระจากตู้ด้านข้างส่งให้นาง "อักขระเคลื่อนย้ายแบบใด เ้าวาดให้ข้าดูอีกแผ่นซิ"
เจี่ยนฮวนวาดออกมาแผ่นหนึ่งตามคำสั่ง
อวี่ชิงมองดูอักขระแผ่นนั้น ทันใดนั้นก็แย้มยิ้มออกมา "ยินดีด้วย"
เจี่ยนฮวนมึนงง "เอ๋?"
อวี่ชิงหยิบอักขระเคลื่อนย้ายแผ่นนั้นขึ้นมาด้วยความพึงพอใจยิ่ง "อักขระแผ่นนี้ของเ้าสามารถส่งคนไปได้ไกลถึงสิบกิโลเมตร สำหรับระดับตบะของเ้าในยามนี้ นับว่าหาได้ยากยิ่งนัก"
เห็นใบไม้ร่วงใบเดียวก็รู้ว่าเป็ฤดูสารท อวี่ชิงมองออกทันทีว่าเจี่ยนฮวนมีพร์ในการััเส้นสายอักขระอย่างยิ่งยวด
อักขระประกอบขึ้นจากเส้นสายอันซับซ้อน ผู้ที่ไร้พร์มักจะหาต้นสายปลายเหตุไม่เจอ ประหนึ่งเดินเข้าเขาวงกตที่ถูกขังอยู่ภายในจนหาทางออกมิพบ
ทว่าเห็นได้ชัดว่าเจี่ยนฮวนมิใช่คนเช่นนั้น
อวี่ชิงส่งอักขระคืนให้เจี่ยนฮวน แววตาแฝงด้วยความชื่นชม "ตั้งใจฝึกฝนต่อไป ภายหน้าเ้าจะมิธรรมดาแน่นอน"
เจี่ยนฮวนรับมาพลางเอ่ยถามอย่างซื่อตรง "แล้วผู้าุโอวี่เ้าคะ ศิษย์พี่เสิ่นเขาจะทำอย่างไรดี?"
อวี่ชิงเอ่ยปลอบนาง "มิเป็ไรหรอก เดี๋ยวเขาก็กลับมาเอง หากเขาเร่งฝีเท้าหน่อย ยามรุ่งสางเ้าก็คงได้เห็นเขาแล้ว กลับไปพักผ่อนเถิด"
เจี่ยนฮวน "..."
บนเตียงในกระท่อมไม้ เจี่ยนฮวนนอนตะแคงหลับสนิทอย่างแสนสุข
ท้องฟ้าภายนอกเริ่มเปลี่ยนจากมืดมิดเป็สว่างไสว แสงอาทิตย์ที่กำลังโผล่พ้นขอบฟ้าอาบย้อมหมู่เมฆให้กลายเป็อาภรณ์หลากสีสัน
ท่ามกลางภาพดวงอาทิตย์อุทัยอันงดงามนั้น เงาร่างของเสิ่นจี้จือค่อยๆ เดินกระย่องกระแย่งมาจากเส้นขอบฟ้า
มวยผมที่เคยเรียบร้อยบัดนี้ยุ่งเหยิงไปนานแล้ว อาภรณ์สีขาวเปรอะเปื้อนจนดูมิได้ ปอยผมปรกระราหน้าผาก ขับเน้นดวงตาที่สงบนิ่งคู่นั้นให้ดูเย็นเยียบราวกับดวงจันทร์เมื่อคืน
เสิ่นจี้จือถือกระบี่ด้วยมือเพียงข้างเดียว เขาผลักประตูไม้เสียงดัง แอ๊ด ก่อนจะเดินเข้ามาหยุดอยู่ที่ข้างเตียง จ้องมองเจี่ยนฮวนนิ่งๆ
เจี่ยนฮวนที่อยู่ในห้วงนิทรารู้สึกหนาวเย็นขึ้นมาวูบหนึ่ง นางขดตัวเข้าหากันแล้วลืมตาขึ้นโดยสัญชาตญาณ
ภายใต้เงาที่ย้อนแสง เสิ่นจี้จือยืนอยู่ตรงนั้นพร้อมกับไอเย็นเยียบแผ่ซ่าน
เจี่ยนฮวนตื่นเต็มตาในทันใด นางรีบผุดลุกขึ้นนั่ง แววตาเปี่ยมด้วยความยินดี "เสิ่นจี้จือ! ในที่สุดท่านก็กลับมาเสียที! ข้าเฝ้ารอท่านมาทั้งคืนเลยนะ!"
เสิ่นจี้จือ "..."
รอ?
นอนหลับรอเนี่ยนะ?
เสิ่นจี้จือนิ่งเงียบไปนานแสนนาน เมื่อสบกับดวงตาเป็ประกายของเจี่ยนฮวน สุดท้ายเขาก็เค้นคำพูดออกมาได้เพียงสองคำเพื่อแสดงความรู้สึกในใจยามนี้ "หึหึ"
เจี่ยนฮวนรู้ดีว่าในใจเขาคงขุ่นมัวมิน้อย จึงเอ่ยอย่างเข้าอกเข้าใจพลางหยิบยาเม็ดละเว้นอาหารออกมาจากอกเสื้อส่งให้ "มาๆๆ กินยาละเว้นอาหารสักเม็ดให้สดชื่นก่อนเ้าค่ะ"
เสิ่นจี้จือปรายตาขึ้นมองเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบยาจากฝ่ามือนางมาเข้าปาก
เจี่ยนฮวนเห็นเขาหยิบไปก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก กำลังจะปิดขวดหยก ทว่าก็เห็นมือข้างเดิมยื่นมาหาอีกครั้ง
นางก้มลงจ้องมองมือนั้น
ฝ่ามือกว้าง นิ้วเรียวยาว
จะว่าดูดีก็ดูดีอยู่หรอก ทว่า—
เจี่ยนฮวนเงยหน้ามองเขา พลางเอ่ยอย่างแฝงนัย "ปกติท่านกินแค่หนึ่งในหกส่วนมิใช่หรือเ้าคะ"
เสิ่นจี้จือจ้องนาง พลางทวนความทีละคำ "ข้าวิ่งข้ามเขาข้ามเนินกลับมาตลอดทาง ขี่กระบี่ก็มิเป็ เจอหน้าผาก็ต้องเดินอ้อม... เ้ารู้หรือไม่ว่าเมื่อคืนข้าวิ่งไปไกลเพียงใด?"
เจี่ยนฮวน "..."
เข้าใจแล้ว หมายถึงการเรียกเก็บเงินเพิ่มทางอ้อมนี่เอง
เอาเถอะ
เจี่ยนฮวนจึงเทยาให้นางอีกเม็ด
ทว่ามือข้างนั้นยังมิยอมถอย กลับยังคงวางนิ่งอยู่ตรงหน้า เป็เชิงบอกว่ายาละเว้นอาหารสองเม็ดก็ยังมิพอ
เจี่ยนฮวนกัดฟัน เทให้อีกหนึ่งเม็ด
ครั้นเป็เช่นนี้ มือนั้นจึงยอมถอนกลับไป
เมื่อเห็นเขาฮุบยาละเว้นอาหารสามเม็ดเข้าไปรวดเดียว เจี่ยนฮวนจึงถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "สรุปว่าท่านถูกเคลื่อนย้ายไปที่ใดรึ?"
หลังจากเสิ่นจี้จือมีพลังปราณแล้ว เขาจึงร่ายอาคมทำความสะอาด ใส่ตัวเอง อาภรณ์ที่เคยเปรอะเปื้อนจึงกลับมาสะอาดสะอ้านดังเดิม
เขานั่งลงบนเบาะรองนั่งพลางเอ่ยตอบเลี่ยงๆ "ูเาร้างแห่งหนึ่งแถวนี้"
หากจะพูดให้ถูกคือ บนต้นไม้ต้นหนึ่งในูเาร้าง
เขาปรากฏตัวกลางอากาศยามตกลงมาอาภรณ์จึงไปเกี่ยวเข้ากับกิ่งไม้
เขาเกรงว่าอาภรณ์จะถูกกิ่งไม้เกี่ยวจนขาดวิ่นเกินเยียวยา แม้จะร่ายอาคมก็ซ่อมมิได้จนต้องซื้อชุดใหม่ เขาจึงมิกล้าขยับตัวแรง ทำได้เพียงค่อยๆ แกะตัวเองออกมาอย่างระมัดระวัง...
ช่างเถิด ชาตินี้เขาไม่อยากจะจดจำเื่ราวเมื่อคืนอีกต่อไปแล้ว
ผิดกับเสิ่นจี้จือที่ปิดกั้นตัวเองจนไม่อยากพูดจา เจี่ยนฮวนในวันนี้เรียกได้ว่าเบิกบานสำราญใจยิ่ง
นางวาดอักขระได้คล่องแคล่วยิ่งขึ้น ผนวกกับการได้รับคำยืนยันจากผู้าุโอวี่และการทดสอบจริงจากเสิ่นจี้จือ เจี่ยนฮวนมองเห็นภาพชีวิตอันมั่งคั่งในภายหน้าของตนเองแล้ว
ก่อนหน้านี้นางซื้อกระดาษอักขระมาเพียงสิบแผ่น อักขระเคลื่อนย้ายแผ่นนั้นถูกเสิ่นจี้จือใช้ไปแล้ว ทว่าภายหลังผู้าุโอวี่กลับมอบแผ่นที่นางวาดต่อหน้าเขาคืนให้มา
เจี่ยนฮวนลูบไล้อักขระเคลื่อนย้ายห้าแผ่นทางซ้าย แล้วลูบอักขระเพิ่มความเร็วห้าแผ่นทางขวา พลางหัวเราะร่าราวกับแมวที่เพิ่งขโมยปลากินสำเร็จ
ที่หน้าหออักขระ มีเสียงหนึ่งะโเรียก "ศิษย์น้องเจี่ยน!"
เจี่ยนฮวนหันไปมอง พบว่าเป็กงเฟยหง
นางรีบลุกออกไปข้างนอก พบว่าแก้มซ้ายของกงเฟยหงบวมปูดขึ้นมา จึงเอ่ยถามอย่างใ "ท่านไปโดนอะไรมาเ้าคะ?!"
กงเฟยหงเจ็บจนต้องสูดปาก "เมื่อคืนเกิดเื่นิดหน่อย ข้ากับหูจื้อตัดขาดกันแล้ว"
เจี่ยนฮวนนิ่งไปครู่หนึ่ง "ได้ยินว่าเมื่อคืนมีศิษย์ทะเลาะวิวาทกัน มิใช่ว่าคือท่านกับหูจื้อหรอกนะเ้าคะ?"
กงเฟยหงคอตก "มิใช่อย่างนั้นเสียทีเดียว มิใช่ข้าเรียนวิชาควบคุมอสูรหรือ แล้วข้าก็ได้รู้จักพี่ชายคนใหม่คนหนึ่ง หูจื้อมีปากเสียงกับพี่ชายคนใหม่ของข้าเล็กน้อย สองคนนั้นเลยตีกัน ข้าเข้าไปห้าม เลยโดน..."
เจี่ยนฮวนเข้าใจแล้ว จึงตบไหล่เขาเบาๆ เป็การปลอบใจ
่สิบวันนี้นางมัวแต่ยุ่งกับการฝึกวาดอักขระ แม้แต่อาหารกลางวันยังมิได้ไปกิน จึงมิมิได้พบหน้ากงเฟยหงเท่าใดนัก
กงเฟยหงถอนหายใจ "พี่หูทำให้ข้าเสียใจยิ่งนัก เมื่อคืนข้าถึงได้รู้ว่าอุดมการณ์ความทะเยอทะยานที่เคยคุยกันถูกคอ ที่แท้เขาจงใจพูดตามน้ำให้ถูกใจข้าเท่านั้นเอง ศิษย์น้องเจี่ยน ข้าควรเชื่อคำเตือนของเ้าแต่แรก"
เจี่ยนฮวนแสดงท่าทีเป็มิตรกับ "เ้าหนี้" ของตนยิ่งนัก "มิเป็ไรเ้าค่ะ เห็นธาตุแท้ตอนนี้ก็ยังมินับว่าสาย"
กงเฟยหงส่ายหน้า "ช่างมันเถิด วันนี้ข้ามาหาเ้าเพื่อจะบอกว่า ประเดี๋ยวข้าจะลงเขาไปฝึกฝนหาประสบการณ์กับศิษย์พี่อีกหลายคน เ้าอยู่ในสำนักก็จงระวังตัวด้วย"
เจี่ยนฮวนพยักหน้า
ศิษย์วิชาควบคุมอสูรต่างกับพวกนางที่เป็สายอักขระ พวกเขาต้องไปตามหาสัตว์อสูรเพื่อเลื่อนขั้น สัตว์ิญญาที่สำนักเลี้ยงไว้ล้วนเชื่องแล้ว มิได้ช่วยให้ก้าวหน้าเท่าใดนัก ทำได้เพียงแค่เป็บทเรียนเริ่มต้นเท่านั้น
เจี่ยนฮวนครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบอักขระเคลื่อนย้ายหนึ่งแผ่นและอักขระเพิ่มความเร็วอีกหนึ่งแผ่นส่งให้ "ข้าเขียนเองเ้าค่ะ ท่านพกติดตัวไว้ เผื่อจะได้ใช้ประโยชน์"
กงเฟยหงรับมา "ขอบใจศิษย์น้องเจี่ยนมาก"
เขาเก็บอักขระเข้าอกเสื้ออย่างไม่ใส่ใจนัก เพราะตัวเขาเองก็ซื้ออักขระเตรียมไว้มิน้อยเช่นกัน
เมื่อกงเฟยหงไม่อยู่ เจี่ยนฮวนย่อมมิยอมเสียเงินไปกินข้าวที่โรงอาหาร
ยามพักกลางวัน หลังจากนางยัดยาละเว้นอาหารเข้าปากไปครึ่งเม็ด ก็มานั่งครุ่นคิดในหออักขระว่าจะหาเงินได้อย่างไร
จากการสังเกตของนาง ในสำนักแทบไม่มีช่องทางทำเงินเลย
ในสำนักอวี้ชิง อักขระระดับสูงมีหอสารพัดนึกขาย ส่วนระดับกลางและล่างก็มีเหล่าศิษย์พี่สายอักขระจัดหาให้
ช่องทางทำเงินควรจะอยู่ในเมืองสิ เมืองหลินเซียนคือเมืองใหญ่ที่อยู่ใกล้สำนักอวี้ชิงที่สุด
คิดได้ดังนั้น เจี่ยนฮวนจึงลากเก้าอี้ไปนั่งข้างเจียงเหมียน แล้วถามว่า "เหมียนเหมียน ได้ยินว่าบ้านเ้าอยู่ในเมืองหลินเซียนรึ?"
เจียงเหมียนที่กำลังเคี้ยวขนมปังน้ำตาลแดงเงยหน้าขึ้น "อื้อๆ อาฮวน เ้าจะไปเที่ยวเมืองหลินเซียนรึ? ข้ารู้จักที่ที่มีของอร่อยเยอะเลยนะ ถ้าเ้าชอบกินของหวาน—"
เจี่ยนฮวนรีบขัดจังหวะ "มิใช่ ข้าอยากรู้ว่าในเมืองหลินเซียนมีสถานที่จำพวกที่เน้นขายอาวุธิญญาหรืออักขระิญญาบ้างไหม"
เจียงเหมียนนิ่งคิด พยายามเคี้ยวขนมปังในปากให้หมดแล้วกลืนลงคอ ก่อนจะขยับเข้ามากระซิบข้างหูเจี่ยนฮวน "มีนะ เห็นว่าชื่อว่า 'หอซ่อนเซียน' ท่านแม่ของข้าเวลารับภารกิจก็มักจะไปรับที่นั่น ท่านแม่บอกว่าในนั้นซื้อขายได้ทุกอย่าง แต่ข้ายังมิเคยไปหรอก ท่านแม่มิยอมให้ข้าไป"
หอซ่อนเซียนรึ?
เจี่ยนฮวนครุ่นคิดอย่างมีนัย
พรุ่งนี้ตรงกับวันขึ้นสิบห้าค่ำพอดี ทั่วทั้งสำนักหยุดพักหนึ่งวัน
หลังจากเรียนวิชาอักขระ่บ่ายจบ เจี่ยนฮวนก็กลับไปที่กระท่อมไม้ เก็บข้าวของเล็กน้อย เปลี่ยนอาภรณ์ชุดใหม่ แล้วมุ่งตรงไปยังเมืองหลินเซียนทันที
แม้ในมือเจี่ยนฮวนจะมีอักขระเพิ่มความเร็ว ทว่ากระดาษิญญาแผ่นละหนึ่งหินิญญา นางจึงมิยอมเสียดายนำมาใช้
กว่าเจี่ยนฮวนจะวิ่งบ้างหยุดบ้างจนถึงประตูเมืองหลินเซียน ท้องฟ้าก็มืดสนิทไปเสียแล้ว
ศิษย์สำนักอวี้ชิงมีมิน้อย บางครั้งก็นับว่าคึกคัก ทว่าความคึกคักเช่นนั้นย่อมมิอาจเปรียบเทียบกับในเมืองได้
เสียงร้องขายของของเหล่าพ่อค้าแม่ค้าตามปากทาง เสียงหัวเราะหยอกเย้าของเด็กๆ เสียงจอแจของผู้ใหญ่ ผสมปนเปกันแล้วพุ่งเข้าสู่โสตประสาทของเจี่ยนฮวน
ทันใดนั้นเจี่ยนฮวนก็มิได้รีบร้อนตามหาหอซ่อนเซียนอีกต่อไป
นางมองหาร้านแลกเงินแห่งหนึ่ง ใช้หินิญญาหนึ่งก้อนแลกเป็เงินสิบตำลึงเงิน แล้วเดินกินไปตลอดทาง
แม้รสชาติมิได้ส่งผลดีต่อร่างกายผู้บำเพ็ญเพียรเท่ากับอาหาริญญาหรือยาละเว้นอาหาร ทว่าของว่างที่ผ่านการทอดหรือผัดเหล่านี้กลับตอบสนองความหิวโหยทางรสััของเจี่ยนฮวนได้เป็อย่างดี
ที่หัวมุมถนน มีท่านย่าผู้หนึ่งกำลังวาดน้ำตาลปั้น เด็กๆ มากมายต่างยืนรออยู่ด้านข้าง
เจี่ยนฮวนกัดลูกชิ้นในมือพลางยืนรอเช่นกัน
ท่านย่ากำลังวาดให้นางอยู่ นางสั่งเป็รูปั
ทว่าทันใดนั้น เจี่ยนฮวนกลับรู้สึกถึงบางอย่าง ดวงตาหรี่ลง จ้องเขม็งไปยังฝั่งตรงข้าม
หลังจากเข้าสู่ขั้นเลี่ยนชี่ สายตาของเจี่ยนฮวนก็มองได้ไกลกว่าคนทั่วไป
ผิดกับความคึกคักทางด้านนี้ ฝั่งตรงข้ามกลับเงียบเชียบยิ่งนัก มีเพียงโคมไฟสีแดงแขวนอยู่ที่ปากทางเข้าตรอก
แสงไฟสีแดงจางๆ สาดประกายประหลาด ดูแปลกแยกราวกับเป็คนละโลก
ชายผู้หนึ่งสวมหมวกปีกกว้าง หาบกระสอบขนาดใหญ่สองใบ เดินอ้อมมาจากด้านข้าง ก้าวเข้าสู่ตรอกที่มีโคมไฟนั้น มุ่งหน้าสู่ความมืดมิดที่แผ่กระจายอยู่ไกลออกไป ยิ่งเดินยิ่งไกล จนกระทั่งหายลับตาไป
ทว่าชายคนที่หาบกระสอบผู้นั้น เจี่ยนฮวนกลับรู้สึกคุ้นตาอย่างยิ่ง
มิใช่ใครที่ไหน แต่คือเสิ่นจี้จือที่วิ่งข้ามูเามาทั้งคืนผู้นั้นนั่นเอง!
เขาก็มาเมืองหลินเซียนด้วยรึ?
แล้วในกระสอบที่เขาหาบมาคือสิ่งใดกัน?
เจี่ยนฮวนมิรอรับน้ำตาลปั้น รีบแอบสะกดรอยตามไปทันที
