เฉินเฟิงคว้าเมล็ดผลเยาหลิงไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง แล้วใช้เมล็ดนั้นดันส้นเท้าขวาของลั่วเทียนเสวียที่ะโเข้ามาเตะ
"ทำไมใส่กระโปรงนักศึกษาแต่ไม่ใส่กางเกงซับใน เห็นหมดแล้วนะ!"
เฉินเฟิงพูดหยอกล้อ
ได้ยินดังนั้น ลั่วเทียนเสวียรีบก้มหน้าลงตรวจดูใต้กระโปรง พบว่าเห็นหมดจริงๆ เธอจึงอายและโกรธจนแทบสติแตก ้าดึงเท้าขวากลับให้เร็วที่สุด
แต่ลั่วเทียนเสวียพบว่าตัวเองขยับร่างกายไม่ได้แม้แต่น้อย
ราวกับถูกอะไรบางอย่างตรึงไว้กับที่
"ขยับไม่ได้ใช่ไหม? ร่างกายเธอค่อนข้างพิเศษ เกิดมาไม่กลัวความหนาวเย็น ถึงได้ใส่กระโปรงนักศึกษาโชว์ต้นขาขาวผ่องกลางหน้าหนาวได้
แต่เธอยังไม่มีพลังพอจะกินผลเยาหลิงหรอกนะ ผลไม้นั่นเร่งพื้นฐานร่างกายบุหลันเยือกแข็งให้ปะทุเร็วขึ้น ทำให้ตอนนี้เธอขยับไม่ได้ยังไงละ"
เฉินเฟิงก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว แล้วเลื่อนเมล็ดผลเยาหลิงที่ใช้ดันส้นเท้าขวาของลั่วเทียนเสวียออก แต่เธอก็ยังไม่สามารถขยับเขยื้อนได้เช่นเดิม ได้แต่ค้างเติ่งอยู่ในท่าทางกางขายกสูงอย่างน่าอับอายอยู่อย่างนั้น เฉินเฟิงจึงหลุดหัวเราะพร้อมทั้งพูดแกล้ง
ลั่วเทียนเสวียฟังคำพูดเฉินเฟิงจบก็พยายามพูดอย่างฝืดเคือง
"นายเป็ใคร? รู้จักพื้นฐานร่างกายบุหลันเยือกแข็งของฉันด้วย!"
ลั่วเทียนเสวียนั้นถูกกายบุหลันเยือกแข็งปะทุขึ้นจนทำให้ตัวเองแข็งทื่อทั้งตัว เหลือเพียงริมฝีปากสีแดงที่ยังพอพูดได้อย่างยากเย็น
"ผลเยาหลิงใช้เวลาถึงหนึ่งร้อยปีกว่าจะงอกเงยขึ้นหนึ่งผล โดนเธอกินเข้าไป หรือว่าต้องรออีกร้อยปีเพื่อทำให้หลินว่านชิงกลับคืนสภาพปกติอย่างสมบูรณ์?
ผลเพิ่งถูกกินลงไปไม่นาน ปราณปีศาจยังไม่ถูกะเิออก ถ้าใช้เคล็ดวิชาอสูรเทาเทียเขมือบโลกาก็น่าจะดูดซับผลของผลเยาหลิงจากทางปากได้มากกว่าครึ่ง บวกกับเมล็ดนี้ อาจพอรักษาหลินว่านชิงได้!"
เฉินเฟิงไม่ตอบลั่วเทียนเสวีย แต่กลับจ้องท้องเธอพลางบ่นพึมพำกับตัวเองในขณะที่ใช้ความคิด
"จะทำอะไร? อย่าบอกนะว่าจะฉวยโอกาสตอนฉันขยับไม่ได้ แล้วขโมยจูบอย่างไร้ยางอายน่ะ!"
ลั่วเทียนเสวียะโเพราะความตื่นตระหนก ลิ้นของเธอเกือบแข็งทื่อตามร่างกายแล้ว อีกไม่นานทั้งปากก็อาจจะขยับไม่ได้
"ต้องดูดสรรพคุณจากผลเยาหลิงที่ยังไม่ถูกร่างกายเธอดูดซึม ถึงจะปลดปล่อยภาวะแข็งตัวจากร่างกายบุหลันเยือกแข็งได้"
เฉินเฟิงเก็บรักษาเมล็ดผลเยาหลิงไว้เป็อย่างดี จากนั้นจึงโอบกอดร่างลั่วเทียนเสวียที่ราวกับหยกน้ำแข็งแกะสลัก เขาอธิบายให้เธอฟังหนึ่งประโยคก่อนประทับจูบลงไปบนริมฝีปากสีแดงเพียงจุดเดียวที่ยังพอมีไออุ่นเหลืออยู่
เมื่อััเข้าก็รู้สึกเย็นเฉียบ ไม่รู้สึกเหมือนการจูบแต่อย่างใด เฉินเฟิงผู้ผ่านสาวงามมานักต่อนักกลับรู้สึกว่าตัวเองกำลังจูบรูปปั้นน้ำแข็งอยู่ รู้สึกแย่จริงๆ
สำหรับตัวลั่วเทียนเสวียแล้ว นี่นับเป็บุญบารมีที่บรรพบุรุษเก้าชั่วโคตรของเธอสะสมมา
เพราะนี่เสมือนกับว่าเป็จุมพิตจากจักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต่ พระเ้าจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ บรรพบุรุษราชวงศ์ถางและิในคราเดียว
หากนี่เป็ในสมัยโบราณแล้วละก็ การจูบนี้เสมือนกับการบินขึ้นไปอยู่บนยอดไม้แล้วกลายเป็นกเฟิ่งหวง กลายเป็เครือญาติของราชวงศ์!
หลังจากนั้น เฉินเฟิงค่อยใช้เคล็ดวิชาอสูรเทาเที่ยเขมือบโลกาเต็มกำลัง ค่อยๆ ดูดสรรพคุณผลเยาหลิงเก้าส่วนที่ยังคงเหลืออยู่ในร่างกายลั่วเทียนเสวียออกมา
เมื่อสรรพคุณผลเยาหลิงที่ยังไม่เกิดผลหายไป ภาวะแข็งตัวของร่างกายบุหลันเยือกแข็งก็สลายหายไปในที่สุด
ในเวลาเดียวกัน เฉินเฟิงก็ส่งผ่านปราณหยางบริสุทธิ์ของตนให้ลั่วเทียนเสวียหนึ่งสาย เพื่อช่วยเธอละลายน้ำแข็งที่แช่ตัวเองในทันที
"เอาสรรพคุณผลเยาหลิงเก้าส่วนสิบที่เธอไม่ควรมีบุญวาสนาจะได้ใช้ออกมาแล้ว เอาเป็ว่าฉันคืนเป็พลังปราณหยางบริสุทธิ์หนึ่งสายเพื่อช่วยละลายน้ำแข็งเป็การแลกเปลี่ยน
ถือว่าเราสองคนไม่ติดหนี้กัน กลับไปที่ที่เธอมาเถอะ" หลังจากทิ้งท้ายไว้หนึ่งประโยค เฉินเฟิงใช้วิชาส่งลั่วเทียนเสวียที่ตัวเพิ่งหายแข็งให้ลอยออกไปนอกเขตป่าเขา
ลั่วเทียนเสวียที่เพิ่งละลายน้ำแข็งภายในพริบตาแล้วก็รู้สึกงุนงงกับเื่ที่เกิดขึ้น
ชายลึกลับแปลกหน้าคนนั้น หลังจากแย่งจูบแรกเธอไปกลับดันเธอทิ้งเหมือนสะพานข้ามแม่น้ำ?
แค่โอกาสจะตบหน้าและโวยวายว่าถูกทำอนาจารยังไม่มี!
หลังจากลอยอยู่ในอากาศอย่างช้าๆ นานถึงหนึ่งนาที ในที่สุดลั่วเทียนเสวียก็ร่อนลงพื้นอย่างนุ่มนวลที่ประตูโรงอาหารของมหาลัย
นี่ยิ่งทำให้เธอตกตะลึงหนักมาก!
'เขารู้ว่าฉันหิวจนเผลอกินผลไม้ประหลาดอะไรนั่นโดยไม่ตั้งใจ? ถึงขนาดส่งถึงหน้าประตูโรงอาหารมหาลัยเลยเหรอ!'
ลั่วเทียนเสวียมองไปรอบๆ ตัว พบว่าไม่มีใครเห็นเธอร่อนลงจากท้องฟ้า เธอจึงบ่นงุบงิบในใจอย่างอดไม่ได้
แต่ไม่ว่าอย่างไร คุณหนูลั่วเทียนเสวียจากตระกูลมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของเมืองเผิงเฉิงจะมากินข้าวที่โรงอาหารมหาลัยได้ยังไงกัน?
หิวแค่ไหนก็ไม่มีทาง!
ดังนั้นลั่วเทียนเสวียจึงรีบออกจากโรงอาหาร มาที่ลานจอดรถแล้วจึงขับแลมโบร์กินีตรงกลับบ้านเพื่อไปกินข้าวเที่ยง
แน่นอนว่าเื่ที่สำคัญที่สุดคือลั่วเทียนเสวียต้องไปรายงานเื่ที่เพิ่งเกิดขึ้นให้คุณปู่ที่ได้รับผลกระทบจากพลังไอเย็นจากตัวเธอจนกลายเป็โรคมนุษย์น้ำแข็งใกล้ตายอยู่ร่อมร่อ
เธอฉวยโอกาสแยกตัวเดินเข้าป่าเขาในมหาวิทยาลัยคนเดียวในเวลาสำหรับอาหารกลางวัน เพราะอยากลองหาวิธีรักษาโรคร้ายของคุณปู่และอาการร่างกายเยือกแข็งของตนในสถานที่แห่งนี้ที่มีตำนานลึกลับซ่อนอยู่
"ผู้ชายคนนั้นถ้ามองผ่านๆ ก็ไม่ได้หล่อมากมายอะไรเป็พิเศษ แต่กลับดูน่ามองใช้ได้ ยิ่งดูยิ่งหล่อ
แต่เขาเป็ใครกัน? รู้จักพื้นฐานร่างกายบุหลันเยือกแข็งไม่พอ ยังสามารถละลายน้ำแข็งได้ในพริบตา"
ระหว่างขับแลมโบร์กินีกลับบ้าน ใบหน้าของเฉินเฟิงผุดขึ้นมาในความคิดของลั่วเทียนเสวียเป็ระยะๆ ไล่อย่างไรก็ไม่หมด ความประทับใจในการพบกันครั้งแรกยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
ในขณะเดียวกัน ทางด้านเฉินเฟิงกำลังรวบรวมสรรพคุณผลเยาหลิงเก้าส่วนที่ดูดกลืนมาบีบอัดให้ตกผลึกเป็ก้อนแล้วคายออกมา
จากนั้นจึงนำก้อนผลึกนั้นมารวมกับเมล็ด กลายเป็ผลเยาหลิงกึ่งรูปธรรม
"อืม... ถ้ากลั่นเอาสรรพคุณในเมล็ดออกมาด้วยก็น่าจะได้พลังยาอีกหนึ่งส่วนสิบ ถึงตอนนั้นก็จะได้ผลเยาหลิงฉบับสมบูรณ์"
เฉินเฟิงมองผลงานชิ้นเอกในมือ เช็ดเหงื่อบนหน้าผากเล็กน้อยแล้วถอนหายใจด้วยความโล่งอก
"น่าเสียดาย ร่ายอาคมแปดทิศไว้ใต้เท้าแล้ว อาคมจะคลายออกเองหลังจากหกสิบสี่วัน
ต่อให้เป็ตัวข้าเองก็ไม่สามารถปลดตราอาคม ไม่มีหนทางเอาผลเยาหลิงให้หลินว่านชิงกินก่อนกำหนดได้"
หลังจากนั้น เฉินเฟิงมองพื้นดินจุดที่เพิ่งฝังโลงศพเสร็จใหม่ๆ ด้วยความเสียดาย ถอนหายใจอย่างจนปัญญา
หลังจากถอนหายใจจนพอใจ เฉินเฟิงก็สลักแผนผังแปดทิศลงบนผลเยาหลิงที่อยู่ในสภาพกึ่งรูปธรรม แล้วกลืนกินผลไม้ทั้งลูกลงท้อง
เพราะนี่เป็เพียงวิธีเดียวที่จะสามารถรักษาสรรพคุณผลเยาหลิงกึ่งรูปธรรมได้ แถมยังสามารถปล่อยให้มันดูดซับปราณของเฉินเฟิงเพื่อเพิ่มพลังให้ตัวเองอีกด้วย
ดังนั้น ในอีกหกสิบสี่วันต่อจากนี้ เฉินเฟิงต้องหวนกลับมาที่แห่งนี้เพื่อขุดโลงศพจิ๋นซีฮ่องเต้ขึ้นมา คายผลเยาหลิงกึ่งรูปธรรมเพื่อป้อนให้หลินว่านชิงในโลงกิน
"เฮ้อ สองเดือนนี้ข้าคงไม่ต้องกลับมาที่ป่าเขาแห่งนี้อีก ได้เวลาแล้ว!"
เฉินเฟิงทำการจดจำตำแหน่งที่ฝังโลงศพไว้ ก่อนจะหันหลังจากไป
ตอนนี้เองสายโทรศัพท์จากตู้ช่านก็โทรกลับมา
เฉินเฟิงยังไม่คุ้นเคยกับสมาร์ทโฟนเท่าไหร่ ทำให้เขาใช้เวลาถึงครึ่งนาทีกว่าจะกดรับสายได้
"ช่านเอ๋อร์เป็ยังไงบ้าง?"
เสียงตื่นเต้นของตู้ช่านดังลอดปลายสาย
"ท่านพ่อ ทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้วครับ คุณจะเป็นักศึกษาย้ายเข้ามาเรียนปีหนึ่งห้องสิบเอ็ด คณะแพทยศาสตร์ สาขาวิชาการแพทย์แผนจีนและปัจจุบันผสมผสานรุ่นยี่สิบของมหาวิทยาลัยเผิงเฉิง"
เฉินเฟิงตอบกลับเรียบๆ
"คงเสียค่าใช้จ่ายไม่น้อยเลยละสิ..."
ตู้ช่านหัวเราะแฮะๆ แล้วพูดต่อ
"เื่ที่ใช้เงินแก้ได้ก็ไม่ถือเป็ค่าใช้จ่าย แค่บริจาคเงินช่วยเหลือด้านการศึกษาให้มหาวิทยาลัยเผิงเฉิงหนึ่งร้อยล้าน ตั้งมูลนิธิวิจัยต่อต้านความชราและยืดอายุขัยในนามเฉินเฟิง
อธิการบดีาุโของมหาวิทยาลัยเผิงเฉิงตอบรับด้วยตัวเองเลยนะว่าจะจัดการเื่การย้ายเข้าเรียนให้คุณ ่บ่ายคุณไปรายงานตัวที่ห้อง 11 ได้เลย"
เฉินเฟิงพยักหน้ารับพร้อมๆ ส่งเสียงหัวเราะ
"ดีๆ ว่างๆ ก็มาเที่ยวเมืองเผิงเฉิงบ้างนะ ร่างข้าสมัยเป็ตู้เยว่ยงก็ฝังไว้ที่เซียงเจียงติดกับเมืองเผิงเฉิงพอดี"
ได้ยินดังนั้น ตู้ช่านรีบตอบรับ
"ท่านพ่อ พอจัดการความวุ่นวายในตระกูลที่เมืองโม๋ตูเสร็จ ผมจะรีบไปหาท่านที่เมืองเผิงเฉิงให้ไวเลยครับ
อยู่มาจนอายุแปดสิบเก้ายังไม่เคยออกจากโม๋ตูเลย!"
เฉินเฟิงวางสายค่อยๆ เดินจากยอดเขาอย่างเชื่องช้า
ระหว่างทางเดินลงเขา เฉินเฟิงยังเห็นคู่รักทำตัวน่าผิดหวังจำนวนไม่น้อยที่ไม่กล้าจ่ายเงินไปเปิดห้องโรงแรมให้ดีๆ ดันพากันมาแอบมีความสัมพันธ์ในป่าในพุ่มกลางแจ้ง
เฉินเฟิงถึงกับบ่นพึมพำ
"ในโลกนี้มีสาวงามมากหน้าหลายตานับไม่ถ้วน แต่นอกจากเรือนร่างปัจจุบันของซูต๋าจีและเมิ่งตงเสวียทั้งสาม
ไม่มีแม้แต่ฝุ่นผงใดเตะตาข้า"
