เกราะัเพลิงค่อยๆ จากไปไกล จนกระทั่งหายลับไม่เห็นเงา
“ของล้ำค่าระดับเชื่อมโยงิญญา!”
ดวงตาของคนอื่นๆ ที่เหลือต่างก็มองตามไปยังทิศทางที่เกราะัเพลิงจากไป ยังคงตกอยู่ท่ามกลางความตื่นตะลึง
หัวคิ้วที่ขมวดมุ่นของเนี่ยเทียนค่อยๆ คลายออก พูดกับตัวเองในใจ “ดูท่าหลังจากที่มันดูดซับเอาเส้นผลึกเพลิงพิภพมาได้มากขึ้น จิตสำนึกของิญญาที่ซุกซ่อนจึงค่อยๆ ฟื้นตื่นขึ้นมาในที่สุด”
นับั้แ่ที่เขาอายุครบหนึ่งขวบก็ได้รับกระดูกสัตว์ที่มีชื่อว่าแกนเืชิ้นนั้น ทว่าก่อนหน้านี้เขากลับไม่เคยสื่อสารกับแกนเืมาก่อน
เมื่อไม่นานมานี้ ตอนที่แกนเืดึงเอาพลังเปลวเพลิงในหินเมฆอัคคีทั้งหมดมาจากเหมืองแร่ เพื่อก่อตัวขึ้นเป็หยดเืหนึ่งหยด เขาเองก็เพียงแค่เห็นความผิดปกติบางอย่าง แต่กลับััไม่ได้ถึงปราณของจิติญญาใดๆ
จนกระทั่งตอนที่อยู่ๆ เกราะัเพลิงก็มาจากไปโดยที่ไม่สนใจเสียงเรียกจากเขา ดึงดันจะมุดเข้าไปในจุดลึกใต้ดินให้ได้ เขาถึงตระหนักได้ว่าแกนเืนั้นน่าจะมีจิตสำนึกเป็ของตัวเอง
ทว่าเวลานั้นเขาก็แค่ััได้อย่างเลือนรางว่าระหว่างเขาและแกนเืมีความเชื่อมโยงกันอยู่
แต่เมื่อครู่นี้ เขากลับได้รับคลื่นิญญาแปลกประหลาดกลุ่มหนึ่งจากแกนเือย่างชัดเจน!
คลื่นิญญานั้นตรงดิ่งเข้ามายังมหาสมุทรจิตสำนึกของเขา ทำให้เขาเข้าใจทันทีว่าความประหลาดมากมายที่เกิดขึ้นกับเกราะัเพลิงก็เป็เพราะมัน้าเส้นผลึกเพลิงพิภพของเทือกเขาชื่อเหยียน
ดูเหมือนว่าเกราะัเพลิงจะ้าเส้นผลึกเพลิงพิภพเ่าั้ไปปลุกจิติญญาที่อยู่ลึกมากกว่าเดิม เพื่อจะได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของตัวเสื้อเกราะ
มันเป็ฝ่ายส่งความคิดมาให้เขาด้วยตัวเอง ทำให้เนี่ยเทียนรู้สึกว่ารอจนเมื่อเกราะัเพลิงรวบรวมเส้นผลึกเพลิงพิภพที่มีอยู่ในเทือกเขาชื่อเหยียนเสร็จเรียบร้อยแล้ว มันก็น่าจะกลับมาหาเขาเอง
เขาจึงวางใจขึ้นมาโดยพลัน
“หึ!” เฟิงหลัวที่ยืนอยู่บนหินั์ก้อนหนึ่งโดยมีธารน้ำหลายเส้นและร่องลึกที่เต็มไปด้วยลาวาอีกหลายแห่งขวางกั้นเอาไว้พลันแสยะปากหัวเราะเสียงแปลกแปร่ง “ตาเฒ่าอูแก่แล้วก็เลอะเลือนจริงๆ ถึงได้มอบอาวุธล้ำค่าระดับเชื่อมโยงิญญาให้กับเด็กคนหนึ่งที่มีขอบเขตอยู่เพียงขั้นท้าย์ หรือเขาไม่รู้ว่าวัตถุระดับเชื่อมโยงิญญาทุกชิ้นล้วนมีิญญาของวัตถุอยู่?”
“ิญญาของวัตถุถึงจะเป็นายของวัตถุล้ำค่าเชื่อมโยงิญญา และิญญาของวัตถุจะเลือกนายด้วยตัวเอง!”
“วัตถุล้ำค่าเชื่อมโยงิญญามีหรือจะยอมรับใช้คนอ่อนด้อยขอบเขตท้าย์คนหนึ่ง?”
“ตอนนี้ดีนักล่ะ วัตถุล้ำค่าเชื่อมโยงิญญาที่ไม่รู้ว่าตาเฒ่าอูไปได้มาด้วยวิธีการใดกลับหนีจากไปแล้ว ข้าว่าตาเฒ่าอูคงต้องเสียใจอย่างสุดซึ้งแน่นอน!”
กลัวว่าพวกเนี่ยเทียนจะไม่ได้ยิน เฟิงหลัวจึงจงใจเพิ่มระดับเสียงให้สูงขึ้น เอ่ยเย้ยหยันด้วยน้ำเสียงขัดหู
ในสายตาของเขา ที่เกราะัเพลิงจากไป นั่นก็เพราะขอบเขตและความสามารถของเนี่ยเทียนที่เป็นายคนใหม่นั้นต่ำต้อยเกินไป ไม่คู่ควรจะที่ควบคุมมัน ดังนั้นมันถึงได้ทิ้งเนี่ยเทียนไป
แม้ว่าปากเขาจะเยาะเย้ย ทว่าสายตาของเขายังคงหยุดอยู่ตรงตำแหน่งที่เกราะัเพลิงจากไป ใบหน้าเต็มไปด้วยความอิจฉา
ตลอดทั้งอาณาจักรหลีเทียน วัตถุล้ำค่าระดับเชื่อมโยงิญญาถือว่าหาได้ยากยิ่ง ต้องมาเห็นว่าวัตถุที่มีคุณค่ามหาศาลแบบนี้จากไปคาตาของตัวเอง เขาจึงรู้สึกผิดหวังยากจะยอมรับได้
เนี่ยเทียนแสร้งทำเป็หูทวนลมกับคำเย้ยหยันของเขา สีหน้านิ่งสงบ คล้ายว่าไม่ได้รู้สึกอะไรเลยสักนิดเดียว
เจียงหลิงจู เย่กูโม่ที่รู้ว่าเกราะัเพลิงชิ้นนั้นเนี่ยเทียนซื้อมาจากงานพินิจของวิเศษต่างก็ไม่ได้โต้ตอบอะไรเฟิงหลัว แต่เหม่อมองเนี่ยเทียนด้วยความอึ้งตะลึง
ตอนที่มองเห็นเกราะัเพลิงจากไป อันซืออี๋ อันอิ่งและพันเทาล้วนแอบร้อนใจแทนเนี่ยเทียน
“คือว่า...” เจียงหลิงจูลังเลอยู่ชั่วครู่ก็พูดขึ้นมากะทันหัน “ตอนที่เ้าซื้อเกราะัเพลิงก็รู้อยู่แล้วหรือว่ามันคือวัตถุล้ำค่าเชื่อมโยงิญญา?”
ประโยคนี้ดังออกมา พวกพันเทาพากันแสดงความสนใจออกมาทางสีหน้า และก็จดจ้องเนี่ยเทียนตาเขม็งเช่นกัน
มาถึงเวลานี้พวกเขาเองก็ย่อมรู้แล้วว่าเกราะัเพลิงชิ้นนั้นเนี่ยเทียนได้มาจากงานพินิจของวิเศษ ซึ่งทุกคนต่างก็ตกตะลึงในสายตาอันเฉียบแหลมของเนี่ยเทียน
สามารถแยกแยะวัตถุล้ำค่าเชื่อมโยงิญญาออกและเก็บมันมาไว้กับตัวล่วงหน้า ความสามารถเช่นนี้... ไม่ใช่ว่าควรจะมีเฉพาะในตัวของสุดยอดช่างหลอมอาวุธอย่างฝางฮุยหรอกหรือ?
“ไม่รู้หรอก” เนี่ยเทียนส่ายหัว “โชคล้วนๆ น่ะ!”
“หยุดเลยนะ!” เจียงหลิงจูกลอกตาใส่เขาหนึ่งครั้ง กล่าวอย่างขุ่นเคือง “ท่านอาหลิวเล่าให้ข้าฟังแล้วว่า เกราะัเพลิงชิ้นนั้นเคยถูกช่างหลอมอาวุธของหอเป่าตรวจสอบมาก่อน มันเป็เพียงอาวุธวิเศษระดับกลางขั้นสามชิ้นหนึ่งเท่านั้น มูลค่าไม่คุ้มกับราคาเก้าพันหินวิเศษด้วยซ้ำ! เกราะัเพลิงวางไว้นานขนาดนั้นยังไม่เคยมีใครสนใจใยดี เหตุใดเ้าถึงถูกใจมัน ยอมซื้อมาโดยไม่สนว่าต้องจ่ายไปมากเพียงใด?”
“ระดับกลางขั้นสาม?” พันเทายิ้มเจื่อน กล่าว “คนเ่าั้ของหอเป่าไม่รู้ว่าหากินกันด้วยอาชีพนี้ได้อย่างไร ขนาดวัตถุล้ำค่าเชื่อมโยงิญญาก็ยังแยกแยะไม่ออก”
ในบรรดาคนทั้งหมด มีเพียงอันซืออี๋ที่ใคร่ครวญเงียบๆ อยู่พักหนึ่งแล้วจึงพูดว่า “คนทางฝ่ายของหอเป่าไม่น่าจะเข้าใจผิด ก่อนหน้านี้เกราะัเพลิงชิ้นนั้นต้องมีความผิดปกติอะไรบางอย่างแน่นอน มิฉะนั้นย่อมไม่มีทางวินิจฉัยผิดพลาดไปแน่ ใช่แล้ว ล่ายอี้จากต่างแดนผู้นั้น ก่อนหน้านี้บอกให้เ้ามอบแกนเืให้เขา อีกทั้งเกราะัเพลิงก็เป็ของเขา แกนเื... น่าจะเกี่ยวข้องกับเกราะัเพลิงกระมัง?”
“พี่หญิงอันฉลาดที่สุดเลย” เนี่ยเทียนยิ้ม แต่ไม่ได้อธิบายอย่างละเอียด
ทว่าได้ยินประโยคนี้ของเขา ทุกคนจึงตระหนักได้ว่าที่ก่อนหน้านี้เกราะัเพลิงชิ้นนั้นไม่ได้แสดงออกถึงความผิดปกติ อาจเพราะเกี่ยวข้องกับสิ่งของที่ชื่อว่าแกนเืซึ่งเนี่ยเทียนเป็ผู้ถือครอง
“เนี่ยเทียน ดูเหมือนว่าเ้าจะไม่เสียใจเท่าไหร่นัก ทำไมหรือ?” เย่กูโม่ประหลาดใจอย่างมาก “เกราะัเพลิงคือวัตถุล้ำค่าเชื่อมโยงิญญา ตอนนี้มันทิ้งเ้าไปแล้ว เ้าน่าจะเดือดดาล เสียดายอย่างมากสิถึงจะถูก?”
“เดิมทีก็ได้มาโดยบังเอิญอยู่แล้ว สูญเสียไปแล้วก็ถือว่าสูญเสียไป” เนี่ยเทียนพูดด้วยใบหน้านิ่งเฉย
“ไปหลอกผีเถอะ!” เจียงหลิงจูแสดงว่าไม่เชื่อออกมาเป็คนแรก
หลังจากที่เกราะัเพลิงจากไป ทุกคนก็พูดคุยเกี่ยวกับเกราะัเพลิงเสียงดังจอแจอยู่นาน พูดถึงความมหัศจรรย์ของเกราะัเพลิงพลางเริ่มเก็บหินผลึกอัคคีต่อไปด้วย
เสียเวลาไปครึ่งค่อนคืน ทุกคนล้วนเก็บเอาหินผลึกอัคคีทุกก้อนที่มองเห็นในธารน้ำมาจนเกลี้ยง
ในบ่อลาวาที่ห่างออกไปไกลอีกแห่งหนึ่งก็สามารถมองเห็นหินผลึกอัคคีบางส่วนที่ส่องประกายแสงแวววาวในยามค่ำคืน
ทว่าบ่อที่เต็มไปด้วยลาวาแห่งนั้นลึกกว่ามาก คิดจะเอาหินผลึกอัคคีขึ้นมาจากก้นบ่อเกรงว่าคงไม่ใช่เื่ง่ายเท่าใดนัก
อีกอย่าง บ่อแห่งนั้นก็ไกลจากจุดที่พวกเขาอยู่มาก และรอบกายของพวกเขาก็ไม่มีเศษหินที่มากพอจะทำเป็ทางทอดยาวไปยังบ่อแห่งนั้น
ทดลองอยู่พักหนึ่ง หลังจากพบว่าเป็ไปไม่ได้จริงๆ ทุกคนถึงได้กลับทางเดิมด้วยความจนใจ
ครึ่งคืนต่อมา คนทั้งกลุ่มกลับมาถึงยอดเขา ต่างก็กำลังตรวจนับหินผลึกอัคคีที่ตัวเองเก็บมาได้เงียบๆ
ในกำไลเก็บของของเนี่ยเทียนก็มีหินผลึกอัคคีวางไว้กองเล็กๆ หนึ่งกอง เขาลองนับดูจึงรู้ว่าทั้งหมดมีสิบเก้าก้อน
หินผลึกอัคคีคือวัสดุระดับสูง หินผลึกอัคคีหนึ่งก้อนสามารถเทียบเคียงได้กับหินเมฆอัคคีที่ก่อนหน้านี้ตระกูลเนี่ยต้องคอยขุดหาเกือบหนึ่งพันก้อน และมูลค่าของหินผลึกอัคคีสิบเก้าก้อนนั้น หากแลกมาเป็หินเมฆอัคคี ตระกูลเนี่ยก็จำเป็ต้องขุดจากในเหมืองแร่ถึงประมาณสิบปี
“ที่แท้ สิ่งที่ตระกูลเนี่ยได้มาในเวลาสิบปีก็มีค่าเทียบเคียงได้แค่หินผลึกอัคคีไม่กี่ก้อนนี้เอง” เนี่ยเทียนแอบปลงอนิจจังอยู่กับตัวเอง
บัดนี้เขาถึงเพิ่งเข้าใจว่าระดับความต่างระหว่างวัสดุวิเศษนั้นมีมากเพียงใด
“ครืน ครืน ครืน!”
กลางดึก มีเสียงดังสนั่นหวั่นไหวน่าหวาดกลัวดังลอยมาจากทิศทางที่ตั้งของหอหลิงเป่า และยังมีเสียงร้องคำรามของสัตว์เพลิงพิภพสอดแทรกมาเป็ระยะ
อยู่ห่างไกลกันถึงเพียงนี้ เสียงคำรามของสัตว์เพลิงพิภพก็ยังดังมาให้ได้ยิน นี่แสดงให้เห็นถึงความคลุ้มคลั่งเดือดดาลของสัตว์เพลิงพิภพ
ทุกคนที่อยู่บนยอดเขาได้ยินเสียงกัมปนาทที่มาจากหุบเขาหอหลิงเป่าต่างก็มีสีหน้ามืดคล้ำ ไม่รู้ว่าสถานการณ์ของทางฝ่ายนั้นเป็อย่างไรบ้าง
พวกเขารอคอยอยู่เงียบๆ โดยไร้ซึ่งความรู้สึกปลอดภัย
ม่านรัตติกาลถดถอย แสงอรุณเยื้องกรายมาถึง เสียงดังอึกทึกที่ส่งตรงมาจากหอหลิงเป่ายังคงมีมาให้ได้ยินไม่ขาดสาย
เมื่อถึง่พลบค่ำ ทุกคนที่คอยสังเกตรอบด้านอยู่ตลอดเวลาจึงค่อยๆ พบว่าลาวาเ่าั้ที่ไหลเต็มหุบเขาคล้ายจะค่อยๆ แทรกซึมลงไปใต้ดินด้วยความเร็วที่ช้าอย่างถึงที่สุด
การค้นพบนี้ทำให้ทุกคนฮึกเหิมกันขึ้นมา ต่างก็มองเห็นความหวังที่จะรอดชีวิต
พวกเขาไม่สามารถไปจากเทือกเขาชื่อเหยียนได้ก็เพราะลาวาที่เจิ่งนองไปทั่วทุกแห่ง เพราะพวกเขาไม่สามารถเดินผ่านลาวาไปได้ ดังนั้นจึงต้องติดแหง็กอยู่ที่นี่
หากลาวาเ่าั้ค่อยๆ ซึมเข้าไปในพื้นดินอย่างช้าๆ นั่นก็หมายความว่าพวกเขาจะหลุดพ้นไปจากบึงลาวาของเทือกเขาชื่อเหยียน มีโอกาสได้รอดชีวิต
“อู้!”
เนี่ยเทียนที่นั่งเงียบๆ ทอดสายตามองออกไปไกล พลันััได้ถึงคลื่นเคลื่อนไหวผิดปกติ
ความผิดปกตินี้มาจากป้ายตัวตนที่อาจารย์อูจี้มอบให้กับเขาซึ่งอยู่ในกำไลเก็บของ
เขาหยิบเอาป้ายตัวตนออกมาอย่างไม่เข้าใจสถานการณ์ พลิกคลำหาอย่างละเอียดแต่กลับไม่เจอความผิดปกติใด
ทว่าไม่นานหลังจากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงร้องแหลมดังของสัตว์สายฟ้านิลกาฬที่ลอยมาจากทิศไกล
“สัตว์สายฟ้านิลกาฬ!” ั์ตาของเนี่ยเทียนพลันฉายประกายมีชีวิตชีวา
สัตว์สายฟ้านิลกาฬที่มาส่งเขายังหอหลิงเป่าสามารถโบยบินอยู่บนท้องฟ้าได้ ซึ่งมันสามารถพาเขาออกไปจากสภาพติดชะงักในเทือกเขาชื่อเหยียนแห่งนี้ได้
ไพล่นึกไปถึงความผิดปกติของป้ายตัวตน เขาจึงเข้าใจขึ้นมาโดยพลัน รู้ว่าสัตว์สายฟ้านิลกาฬตัวนั้นน่าจะตามหาตำแหน่งของเขาในเทือกเขาชื่อเหยียนผ่านป้ายตัวตนนั่น
การเชื่อมโยงระหว่างสัตว์สายฟ้านิลกาฬและป้ายตัวตนน่าจะมีขอบเขตกำหนดที่แน่นอน บางทีสัตว์สายฟ้านิลกาฬตัวนั้นน่าจะตามหาเขาตามจุดต่างๆ ในเทือกเขาชื่อเหยียนมานานมากแล้ว
จนกระทั่งเวลานี้สัตว์สายฟ้านิลกาฬถึงเพิ่งจะบินมาถึงที่นี่ และรับััได้ถึงปราณของป้ายตัวตน
“สัตว์สายฟ้านิลกาฬของผู้าุโอู! พวกเรารอดแล้ว!” พันเทาปีติยินดีเป็อย่างยิ่ง
คนอื่นๆ ก็ลุกพรวดขึ้นยืน มองไปยังท้องฟ้าที่ห่างออกไปไกลซึ่งเงาร่างของสัตว์สายฟ้านิลกาฬค่อยๆ โผล่ขึ้นมาให้เห็นชัดเจน ทุกคนต่างก็มีสีหน้าฮึกเหิม
ไม่นานหลังจากนั้น สัตว์สายฟ้านิลกาฬก็บินตรงเข้ามาใกล้แล้วมาหยุดอยู่ข้างกายเนี่ยเทียนอย่างรวดเร็ว
เพิ่งจะบินลงมาถึง สัตว์สายฟ้านิลกาฬก็ใช้สายตาของสัตว์ที่คล้ายมีสติปัญญามองมายังเนี่ยเทียน ราวกับกำลังเร่งให้เขารีบขึ้นไปบนหลังของมัน
เนี่ยเทียนไตร่ตรองอยู่ชั่วครู่ เขามองจ้องไปที่ดวงตาของสัตว์สายฟ้านิลกาฬแล้วกล่าวว่า “พวกเราล้วนจำเป็ต้องไปจากเทือกเขาชื่อเหยียนให้เร็วที่สุด เ้าให้คนอื่นๆ ขึ้นไปก่อน มิฉะนั้นข้าก็จะไม่ไปกับเ้าเด็ดขาด”
เขารู้ว่าสัตว์สายฟ้านิลกาฬตัวนี้พยศไม่ใช่น้อย แม้แต่ตัวเขาเอง ตอนนั้นสัตว์สายฟ้านิลกาฬก็ยังไม่ยินยอมจะพามาด้วย
เป็เพราะอูจี้ข่มขู่เอาไว้ สัตว์สายฟ้านิลกาฬถึงได้จำใจพาเขามาที่หอหลิงเป่าอย่างไม่เต็มใจ
แม้ว่าบนหลังของสัตว์สายฟ้านิลกาฬตัวนี้จะกว้างขวางมากพอพาทุกคนไปด้วยกันได้หมด ทว่าจะให้มันทำเื่ที่เปลืองแรงโดยที่ไม่ได้อะไรตอบแทนอย่างนี้เกรงว่ามันคงไม่ยอมทำตามอย่างง่ายดายเท่าไหร่นัก
และก็เป็ดังคาด พอได้ยินว่าต้องพาทุกคนไปด้วยกันทั้งหมด สัตว์สายฟ้านิลกาฬก็ร้องคำรามเสียงต่ำๆ ออกมาทันที ทุกคนล้วนดูออกว่ามันไม่พอใจ
ขณะที่เนี่ยเทียนกำลังจะพูดเกลี้ยกล่อมต่อ อันซืออี๋ยิ้มอ่อนโยนหนึ่งครั้ง พลันหยิบเอาหินหยกสีเขียวที่มีประกายสายฟ้าแลบแปลบปลาบออกมาจากกำไลเก็บของสามก้อน แล้วส่งหินหยกทั้งสามก้อนนั้นไปที่ปากของสัตว์สายฟ้านิลกาฬ
สัตว์สายฟ้านิลกาฬพอมองเห็นหินหยกสีเขียวดวงตาก็เปล่งประกาย แล้วกลืนทั้งหมดลงไปในพริบตาเดียว คล้ายกลัวว่าอันซืออี๋จะเอากลับคืนไป
“ได้แล้ว” อันซืออี๋ยิ้มงดงามหนึ่งครั้ง แล้วลูบเบาๆ ที่ลำคอของสัตว์สายฟ้านิลกาฬ ปีนขึ้นไปบนหลังของมันเป็คนแรก
สัตว์สายฟ้านิลกาฬไม่เพียงแต่ไม่ต่อต้านทั้งยังย่อตัวลงมาเอง เพื่อที่นางจะได้ไม่ต้องเปลืองแรงมากนัก
เนี่ยเทียนสีหน้าเหยเก มองสัตว์สายฟ้านิลกาฬที่เปลี่ยนมาเป็อ่อนโยนว่าง่ายด้วยความขุ่นเคืองและด่าออกไป “ข้าก็ว่าก่อนหน้านี้ตอนที่มาส่งข้าเหตุใดถึงทำท่าไม่เต็มใจ ที่แท้ก็เพราะไม่ได้ให้ค่าตอบแทนเ้านี่เอง!”
สัตว์สายฟ้านิลกาฬคำรามต่ำๆ คล้ายตอบรับว่าถูกต้องแล้ว
-----
