ผู้เฒ่าหยวนและบุตรชายทั้งสองทำทีเป็ร้องห่มร้องไห้ยืนอยู่ด้านนอกประตูจวนคหบดีจาง พร้อมทั้งเล่าความคับแค้นใจของตนเองให้ชาวบ้านที่มรอชมเื่สนุกรอบๆ ฟัง “พวกเ้าคงไม่รู้ สมัยก่อนเ้ารองเป็คนไม่เอาไหน ชอบขโมยไก่ขโมยสุนัข ไม่ยอมทำงานทำการอะไรเลยสักอย่าง พวกเราเป็ครอบครัวที่ขยันทำมาหากิน ไฉนถึงมีบุตรชายที่ไม่เอาไหนเช่นนี้ได้ วันนั้นเ้ารองฆ่าหมูซึ่งที่บ้านเลี้ยงเอาไว้ ข้าโมโหไปหน่อยก็เลยไล่เขาออกจากบ้าน ทุกคนลองคิดดู หมูตั้งหนึ่งตัว หากเอาไปขาย คงได้มาหลายตำลึง หากเ้ารองอยากกินก็แค่บอก ข้าก็จะฆ่าให้
“ยามนั้นผู้นำสกุลรับไม่ได้กับการกระทำนี้ของเ้ารองเช่นกัน รู้สึกว่าบุตรชายของข้าทำเกินไป จึงพูดสั่งสอนก่อนจะให้ออกจากสกุล ตัวข้าเองก็ไม่ได้เห็นด้วยในวิธีนี้นัก ทว่าทุกคนกล่าวเตือนว่า หากตามใจบุตรมากไปก็ไม่ต่างจากฆ่าบุตร และเตือนข้าว่าต้องให้บทเรียนแก่เ้ารองบ้าง ยามนี้ข้ารู้แล้วว่าที่ต้องใจร้ายกับเขาในวันนั้นเป็สิ่งถูกต้องแล้ว เพราะในที่สุดเ้ารองก็หันมาเอาการเอางาน และเลือกเดินในเส้นทางถูกต้องเสียที ข้าแค่รู้สึกดีใจมาก แต่เขากลับมองว่าข้ารู้สึกเสียใจภายหลัง ยามนี้แค่ได้เห็นว่าบุตรชายคนรองกลับตัวกลับใจเป็คนดี ถึงแม้จะยังเกลียดแค้นข้า ข้าก็ไม่ว่า”
“ท่านพ่อ ท่านอย่าร้อง สักวันพี่รองต้องเข้าใจความหวังดีของท่านแน่” หยวนเหล่าซื่อที่ใช้ไม้เท้าในการช่วยเดินพูดปลอบ
“ใช่แล้วท่านพ่อ เ้ารองเป็เืเนื้อเชื้อไขของท่าน ที่ท่านทำเช่นนั้นก็เพราะหวังดี หากเ้ารองไม่รับรู้ถือว่าใจจืดใจดำแล้วก็ไม่กตัญญูต่อท่าน!” หยวนเหล่าต้าพูดปลอบอีกเสียง
ทุกคนเห็นผู้เฒ่าหยวนร้องห่มร้องไห้น่าสงสารต่างรู้สึกเห็นอกเห็นใจกันถ้วนหน้า “บุตรไม่ควรรังเกียจมารดาขี้เหร่ สุนัขไม่รังเกียจเ้านายยากจน ตอนนั้นที่พวกเ้าไล่ผู้ช่วยฟู่กุ้ยออกจากสกุลก็เพราะหวังดี ตอนนี้ผู้ช่วยฟู่กุ้ยกลับตัวกลับใจได้แล้วจะต้องเห็นถึงความหวังดีของเ้าแน่”
“นึกไม่ถึงเลยว่าก่อนหน้านี้ผู้ช่วยฟู่กุ้ยจะเป็คนเช่นนี้ กล้าทำเื่ขโมยไก่ขโมยสุนัขเชียวหรือ”
“ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาปรับปรุงตัวแล้วจริงๆ หรือแค่แกล้งทำ คหบดีจางก็กล้าจ้างคนเช่นนี้มาทำงานให้ ไม่รู้จะพูดอย่างไรเลยจริงๆ”
“สุนัขเลิกกินมูลของมันไม่ได้ วันหน้าคหบดีจางจะต้องเสียใจภายหลังแน่”
อยู่ๆ หยวนฟู่กุ้ยซึ่งเป็คนนอกหมู่บ้านก็ได้มาเป็ผู้ช่วยพ่อบ้าน ทำให้ทั้งบ่าวรับใช้ในสกุลจางและชาวบ้านในหมู่บ้านต่างอิจฉาริษยา ยามนี้เมื่อผู้เฒ่าหยวนซึ่งเป็บิดามาเล่นละครเช่นนี้ ทุกคนจึงถือโอกาสนี้ด่าทอ
“เื่ที่เ้ารองขโมยไก่ขโมยสุนัขเป็เื่ในอดีต ตอนนี้เขากลับตัวกลับใจเป็คนดีแล้ว หวังว่าทุกคนจะมองในแง่ใหม่ และให้ความช่วยเหลือน้องชายคนนี้ของข้าด้วย” หยวนเหล่าต้าแสร้งทำเป็คนดีต่อหน้าทุกคน
“พวกเ้าช่างเป็คนดีเหลือเกิน หากข้ามีลูกชายเช่นนี้คงหักขาแล้วไล่ออกจากบ้านไปนานแล้ว จะเก็บไว้ให้เป็ภาระไปไย!”
“ก็นั่นน่ะสิ!”
“พวกเ้าอย่าเพิ่งไปว่าผู้ช่วยฟู่กุ้ยเลย ข้าเห็นว่าเขาก็ออกจะนิสัยดี ไม่คอยเอาแต่สั่งอย่างเดียว อีกทั้งยังลงนาไปช่วยพวกเราด้วย”
“รู้หรือไม่ว่าอะไรคือรู้หน้าไม่รู้ใจ”
เวลานี้เองประตูจวนสกุลจางก็ถูกเปิดออก ก่อนที่หยวนฟู่กุ้ยจะเดินออกมา ด้านข้างคือคหบดีจางและกู้อวี้ ทันทีที่เห็นคนปรากฏตัวขึ้น ชาวบ้านทุกคนต่างเงียบเป็เป่าสากไม่กล้ากล่าวคำใดออกมาอีก หยวนฟู่กุ้ยยิ้มพร้อมกับเอ่ยถามชาวบ้านทุกคน “เมื่อครู่ตอนข้าอยู่ในจวนเหมือนได้ยินคนพูดว่าข้าขโมยไก่ขโมยสุนัขเช่นนั้นหรือ”
ชาวบ้านหันไปมองพ่อลูกสกุลหยวนโดยพร้อมเพรียง
ผู้เฒ่าหยวนที่ยังคงมีคราบน้ำตาเปรอะใบหน้าเดินเข้าไปหมายจะจับมือหยวนฟู่กุ้ย ทว่ากลับถูกอีกฝ่ายเอี้ยวตัวหลบได้ทัน “ท่านอามีอะไรก็ค่อยพูดค่อยจากัน อย่าได้คิดลงไม้ลงมือ”
“เ้ารอง ข้าเป็บิดาเ้านะ!” ผู้เฒ่าหยวนถลึงตาตะคอกใส่
“ท่านอา พวกเราตัดความสัมพันธ์กันแล้ว ในหนังสือตัดความสัมพันธ์ท่านก็เป็คนเขียนชื่อตัวเองลงไป ทำไมหรือ ตอนนี้เห็นข้าหาเงินได้ก็เลยรู้สึกเสียใจภายหลัง จะให้ข้ากลับไปอยู่บ้านเดิมเช่นนั้นหรือ มันสายไปแล้ว!”
คนงานคนหนึ่งของสกุลจางก้าวออกมาพูดไกล่เกลี่ยพลางแย้มยิ้ม “ฟู่กุ้ย ต่อให้ตัดความสัมพันธ์กันไป อย่างไรคนผู้นี้ก็คือบิดาของเ้า บิดาตัดสัมพันธ์กับบุตรได้ แต่บุตรไม่อาจตัดความสัมพันธ์กับบิดาได้ ไม่อย่างนั้นจะเรียกว่าไม่กตัญญู หากท่านอาผู้นี้ใจร้ายหน่อย ป่านนี้คงไปฟ้องเ้าต่อที่ว่าการอำเภอแล้ว!”
“เ้ารอง เ้าไม่ต้องเป็ห่วง พวกเราไม่ฟ้องเ้าต่อที่ว่าการอำเภอแน่ ตอนนั้นที่ท่านพ่อไล่เ้าออกจากสกุลก็เพราะอยากให้เ้าปรับปรุงตัว ท่านพ่อพูดแล้วว่าจะไปหาผู้นำสกุลด้วยตัวเองเพื่อให้นำชื่อเ้ากลับเข้าสกุลหยวนอีกครั้ง” หยวนเหล่าต้าพูดพร้อมกับส่งยิ้มให้
“ข้าปรับปรุงตัวเื่ใด มีอะไรให้ต้องปรับปรุง แล้วสกุลนั้นข้าก็ไม่อยากกลับไป ข้าสมองเลอะเลือนไปแล้วหรืออย่างไรและถึงจะกลับไป ให้ข้าไปเป็วัวเป็ม้าให้พวกเ้าน่ะหรือ” ท่าทางไม่อนาทรร้อนใจของหยวนฟู่กุ้ยทำให้คนสกุลหยวนต่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
คนงานในจวนสกุลจางเห็นท่าทางแข็งกร้าวที่หยวนฟู่กุ้ยกระทำต่อบิดาบังเกิดเกล้าก็หันไปพูดกับคหบดีจาง ”นายท่าน คนเช่นหยวนฟู่กุ้ยจะจ้างเอาไว้ใช้งานต่อไม่ได้นะขอรับ!”
“นั่นสิขอรับ ตอนอยู่ในสกุลหยวนถึงกับทำเื่ขโมยไก่ขโมยสุนัข ยามนี้บิดาแท้ๆ มาหาถึงที่ก็ยังไม่รู้จักแก้ตัว คนนิสัยเช่นนี้จะปล่อยให้ทำงานในสกุลจางไม่ได้!”
“นายท่าน สกุลจางมีกิจการใหญ่โต เกิดมีคนที่พยาบาทหยวนฟู่กุ้ยคิดจะมาแก้แค้น ท่านจะทำอย่างไร!”
เหล่าคนงานสกุลจางต่างพูดกล่อมผู้เป็นายของตนเอง นี่นับเป็โอกาสดีที่จะได้ขับไล่หยวนฟู่กุ้ย เช่นนี้พวกตนจะพลาดได้อย่างไร จู่ๆ อีกฝ่ายก็โผล่มา ทั้งยังได้เงินเดือนมากกว่าพวกตนที่ทำมางาน เขามีสิทธิ์อะไร!
ผู้เฒ่าหยวนกับคนในสกุลเห็นเหตุการณ์กลายเป็เช่นนี้พลันมีสีหน้าร้อนใจ ถูกต้อง พวกเขาอยากให้เ้ารองกลับเข้าสกุลหยวนอีกครั้ง แต่ต้องกลับมาทั้งที่ยังมีงานทำด้วย หากถูกให้ออกจากงานแล้ว เช่นนั้นจะให้กลับเข้าสกุลเพื่อการใดเล่า กลับเข้ามาแล้วทำตัวแบบเดิมอีกน่ะหรือ
“นายท่านจาง เ้ารองของพวกเราปรับปรุงตัวแล้วจริงๆ” ผู้เฒ่าหยวนรีบเอ่ยออกไป
ทันใดนั้นก็มีคนงานคนหนึ่งยิ้มเย้ยหยันกล่าวว่า “ปรับปรุงตัวอะไรกัน มีคำกล่าวว่าสุนัขไม่อาจเปลี่ยนแปลงนิสัยที่ชอบกินมูลของตนเองได้”
“ใช่ เป็โจรหนึ่งวันนับเป็โจรไปตลอดชีวิต หากคนเราเปลี่ยนนิสัยกันได้ง่ายๆ แล้วจะมีคนถูกขังอยู่ในคุกของที่ว่าการอำเภอหรือ”
“ใช่ สุนัขไม่อาจเปลี่ยนแปลงนิสัยชอบกินมูลของตนเองได้” หยวนฟู่กุ้ยที่นิ่งเงียบไปนานเอ่ยออกมา นิสัยเห็นแก่ตัวของคนบ้านใหญ่สกุลหยวนก็เปลี่ยนไม่ได้เช่นกัน
เหล่าคนงาน “…”
นี่หยวนฟู่กุ้ยสมองเลอะเลือนไปแล้วหรืออย่างไร ดูไม่ออกหรือว่าพวกตนกำลังด่าทอตัวเขาอยู่ ถึงได้พูดเห็นด้วยประหนึ่งว่าเป็พวกเดียวกัน
ผู้เฒ่าหยวนสูดหายใจเข้าลึกอย่างพยายามระงับโทสะ หันไปมองหยวนฟู่กุ้ยอย่างกราดเกรี้ยว “เ้ารอง เ้าพูดอะไรของเ้า ข้าอยากให้เ้าปรับปรุงตัว อุตส่าห์ใจแข็งไล่เ้าออกจากสกุลก็เพื่อให้รับรู้ถึงความรู้สึกกดดันจะได้กลับตัวกลับใจมาเป็คนดี แล้วดูตอนนี้ เมื่อสามารถกลับตัวกลับใจได้แล้ว แต่เหตุใดถึงบอกว่าตัวเองยังทำไม่ได้อีก ข้ารู้ว่าเ้าไม่พอใจถึงได้จงใจพูดเช่นนี้ออกมา แต่ที่ข้าทำไปทั้งหมดก็เพราะหวังดีต่อเ้า เป็พ่อคนนี่ช่างยากลำบากเหลือเกิน!”
ผู้เฒ่าหยวนต่อว่าบุตรชายคนรองเสร็จหันไปโค้งกายให้คหบดีจาง “นายท่านจาง บุตรชายคนรองของข้าก็มีนิสัยเช่นนี้ แต่เขาปรับปรุงตัวแล้วจริงๆ ไม่อย่างนั้นข้าคงไม่มาบอกให้เขากลับเข้าสกุลอีกครั้ง แต่หากท่านไม่เชื่อใจเขา จะให้บุตรชายคนโตของข้ามาทำงานกับท่านแทนก็ได้ บุตรชายคนโตของข้ารู้หนังสือ ทั้งยังทำบัญชีเป็ นิสัยก็เชื่อถือได้ หากท่านมอบหน้าที่ของเ้ารองให้แก่เขาแทน ข้ามั่นใจว่าเขาต้องตั้งใจทำงานอย่างดีแน่นอน”
ผู้เฒ่าหยวนช่างฉลาดเสียจริง คิดว่าคหบดีจางคงไม่อยากจ้างเ้ารองต่อไปแล้ว จึงเสนอให้จ้างบุตรชายคนโตมาทำงานแทน เพียงแค่นี้ตนก็ไม่ต้องเสียหน้าขอร้องอ้อนวอนให้เ้ารองกลับเข้าสกุลแล้ว ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกเข้าท่ากับความคิดของตนเสียจริง
