“เม่นแคระปกคลุมด้วยหนามแหลม ตัวเม่นมีพิษบนหลังของมัน ทุกอย่างก็เพื่อให้ศัตรูตามธรรมชาติของพวกมันเกิดความหวาดกลัวต่อหนามแหลมและพิษจนต้องรีบถอยห่างออกไป นี่คือวิธีการเอาตัวรอดของผู้ที่อ่อนแอ การที่ข้าทำให้ตัวเองเป็หมาบ้าในสายตาของคนอื่น ให้ดูเหมือนเป็สัตว์ร้ายที่จะไม่ทนต่อการยั่วยุใดๆ ก็เพื่อให้คนอื่นเกิดความหวาดกลัว ให้พวกเขารู้ว่า ถ้าคิดจะยื่นมือสุนัขออกมาแตะต้องเมืองแซมบอร์ด ก็ต้องเตรียมใจที่จะถูกตัดมือสุนัขนั่นทิ้งไว้ด้วย”
เมื่อซุนเฟยพูดถึงตรงนี้ เขาก็หยุดและลอบสังเกตสีหน้าของยอดฝีมือลึกลับ ก่อนจะพบว่าอีกฝ่ายไม่แสดงสีหน้าอะไรออกมา ดังนั้นจึงพูดต่อไปว่า “ในความคิดของข้า อาวุธเพียงอย่างเดียวที่สามารถปกป้องผู้ที่อ่อนแอได้ก็คือความกล้า กล้าที่จะต่อต้านดั่งไฟผลาญหินหยก1 และความกล้าที่จะขอเป็หยกที่แตกละเอียด ไม่ขอเป็กระเบื้องที่สมบูรณ์2 มีเพียงการต่อต้านและความกล้าเท่านั้นถึงจะทำให้ผู้ที่อ่อนแอตัวเล็กๆ เช่นข้าสามารถเอาตัวรอดจากกฎแห่งป่าในแผ่นดินใหญ่ได้ ข้าแค่อยากทำให้พวกคนใหญ่คนโตที่คิดว่าตัวเองสูงศักดิ์เหนือใครได้รู้สึกถึงความหวาดกลัว พวกเขาจะได้ไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกับข้า”
“ความกล้าที่จะขอเป็หยกที่แตกละเอียด ไม่ขอเป็กระเบื้องที่สมบูรณ์?” ยอดฝีมือลึกลับพึมพำกับตัวเองเบาๆ จากนั้นก็เงียบไป
ผ่านไปสักพัก มุมปากของยอดฝีมือลึกลับพลันโค้งขึ้นมาจางๆ นี่เป็ครั้งแรกที่ซุนเฟยได้เห็นสีหน้าแบบอื่นนอกจากท่าทางเคร่งขรึม ยอดฝีมือลึกลับเงยหน้าขึ้นมองดวงดาวบนท้องฟ้า ดวงตาของเขามองเหม่อลึกเข้าไปในหมู่ดาว ราวกับว่ากำลังจมดิ่งไปกับความทรงจำในอดีต เขาพึมพำกับตัวเองขึ้นมาเบาๆ ว่า “ใช่แล้ว การต่อต้านและความกล้า เวลาช่างผ่านไปเร็วนัก เมื่อหลายปีก่อน เคยมีคนคนหนึ่งที่ดูคล้ายกับเ้ามาก เขาเคยมานั่งเงียบๆ ตรงหน้าข้าแล้วพูดประโยคที่มีความหมายคล้ายๆ กันให้ข้าฟัง และหลังจากนั้น เขาก็ทำมันจริงๆ เขาพยายามอย่างหนักยิ่งกว่าที่เ้าทำในตอนนี้ ท้ายที่สุดเขาก็ทำสำเร็จ…”
“ผู้าุโ คนที่ท่านพูดถึง…คือองค์จักรพรรดิยาซินใช่หรือไม่?” ไม่รู้ทำไม เมื่อได้ยินที่ยอดฝีมือลึกลับพูดแบบนี้ คำว่า ‘ยาซิน’ ชื่อที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ที่ทำให้ผู้คนรู้สึกเคารพศรัทธาก็หลุดอออกมาจากปากของซุนเฟย
“หือ?” ยอดฝีมือลึกลับชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหันมาผงกหัวให้เล็กน้อย “ไม่ผิด เป็เขา”
พูดจบ ยอดฝีมือลึกลับก็เงียบ
เขาคาดไม่ถึงจริงๆ ว่า าาหนุ่มตรงหน้ากับใครอีกคนจะคล้ายกันได้มากขนาดนี้ อาจจะเป็เพราะว่าพวกเขาทั้งสองคนเป็คนประเภทเดียวกัน ดังนั้นจึงมีส่วนที่คล้ายกันมาก ไม่มีใครรู้ว่า ตัวเขาได้เฝ้าจับตามองการกระทำของาาหนุ่มคนนี้มานานแล้ว ผ่านไปนานๆ เข้า เขายังหลงคิดว่าตัวเองได้ย้อนกลับไปเมื่อสามสิบกว่าปีก่อน ย้อนไปในยุคสมัยที่ร้อยเรือแข่งขันกัน3และได้เห็นอัจฉริยะยอดนักรบที่มีจิตใจเร่าร้อนฮึกเหิมกำลังพุ่งทะยานขึ้นสู่ฟ้าไปทีละก้าว
“ข้ากับองค์จักรพรรดิยาซินเป็คนประเภทเดียวกัน?” ซุนเฟยรู้สึกใเล็กน้อย นี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้ยินคนประเมินตัวเองแบบนี้
“อืม” ยอดฝีมือลึกลับพยักหน้าเบาๆ เมื่อพูดประโยคนั้นจบก็เงียบไป
แต่เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง และเห็นาาหนุ่มตรงหน้าแสดงท่าทางสับสนเล็กน้อยเพราะคำพูดของตัวเอง ทันใดนั้นสีหน้าของเขาก็เคร่งขรึมขึ้นมา ราวกับว่าตระหนักได้ถึงอะไรบางอย่าง ก่อนจะพูดประโยคต่อไปด้วยท่าทางจริงจัง “เ้าต้องไม่เป็เหมือนเขา!”
“เอ๋?” ซุนเฟยพลันมึนงงไปชั่วครู่
นี่เป็ครั้งแรกที่ยอดฝีมือลึกลับเน้นย้ำเื่นี้เสียงเข้ม แม้กระทั่งน้ำเสียงยังออกแนวเป็คำสั่งอีกด้วย
แต่ซุนเฟยก็ไม่ได้มีท่าทีต่อต้านอะไร เพราะเขารู้สึกได้ว่า ในน้ำเสียงที่ออกแนวคำสั่งของยอดฝีมือลึกลับคนนี้ แฝงไปด้วยความรู้สึกเป็ห่วงจางๆ และนี่ก็ทำให้ซุนเฟยรู้สึกซาบซึ้งไม่น้อย
ยอดฝีมือลึกลับส่ายหน้าก่อนจะลุกขึ้นยืน
วินาทีต่อมา จิตสังหารที่เย็นะเืและเฉียบคมก็ทะลักออกมาจากร่างกายผอมบางที่ยืนตัวตรงดุจหอก ราวกับว่าเขาเปลี่ยนเป็คนละคน ความรู้สึกเข้าหาง่ายเมื่อครู่พลันสลายไปในพริบตา ความรู้สึกสูงส่งองอาจเข้ามาแทนที่ กลิ่นอายที่แข็งแกร่งและคาดเดาไม่ได้ะเิออกมา บนร่างของเขาปรากฏลำแสงสีฟ้าหมุนพันรอบกาย
เขากลับมาเป็ยอดฝีมือลึกลับไร้อารมณ์เหมือนตอนที่เจอกันครั้งแรก “ลงมือเถอะ สิบกระบวนท่าครั้งนี้ ข้าจะใช้พลังทั้งหมด”
ซุนเฟยตกตะลึงไปครู่หนึ่ง เขาพยักหน้าแล้วลุกขึ้นยืน
ซุนเฟยรู้ว่า ถ้ายอดฝีมือลึกลับไม่อยากพูด แม้ตัวเองจะถามต่อไปก็คงไม่ได้รับคำตอบใดๆ กลับมาอยู่ดี
แต่การที่ได้พูดคุยกันในวันนี้ ก็เป็เื่ที่อยู่เหนือความคาดหมายของซุนเฟย
ทีแรกเขานึกว่า ยอดฝีมือลึกลับที่พูดแค่คำสองคำก็กลัวดอกพิกุลจะร่วงออกจากปากคนนี้ จะไม่มีทางพูดประโยคยาวๆ ออกมาอย่างแน่นอน แต่ใครจะไปรู้ว่า คืนนี้ยอดฝีมือลึกลับจะเป็ฝ่ายพูดประโยคยาวๆ ออกมาด้วยตัวเองมากขนาดนี้ ถึงแม้ว่าหัวข้อที่สนทนากันจะเป็ยอดฝีมือลึกลับที่เป็ฝ่ายควบคุม และเื่ที่ซุนเฟยอยากรู้ก็ไม่ได้ถามออกไป ทว่า ในระหว่างที่สนทนากันก็มีข้อมูลบางอย่างเล็ดรอดออกมา อย่างน้อยก็ทำให้ซุนเฟยรู้ว่า ยอดฝีมือลึกลับคนนี้กับองค์จักรพรรดิยาซินมีความสนิทสนมกันมาก คนคนนี้ต้องรู้เื่ราวขององค์จักรพรรดิในสมัยที่รุ่งโรจน์ที่สุดเป็แน่
ยอดฝีมือลึกลับคนนี้เป็ใครกันแน่นะ?
เพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่ซุนเฟยจะปล่อยหมัด เขาก็อดไม่ได้ที่จะถามกับตัวเองในใจอย่างสงสัย
……
……
วันที่สอง
พระอาทิตย์ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า หมื่นลี้ไร้เมฆหมอก อากาศวันนี้ดีกว่าเมื่อวานนี้มาก
บนสนามประลองดาบทั้งห้าสิบแห่งในค่ายทหารอาณาจักรบริวาร การแข่งขันการจัดอันดับของการแข่งขันการซ้อมรบได้เริ่มขึ้นแล้ว ตอนนี้สถานการณ์สู้รบกำลังเข้มข้น
เขตาภาคเหนือ
คู่ต่อสู้ในครั้งนี้ของเมืองแซมบอร์ดก็คือ อาณาจักรโคดี้ อาณาจักรบริวารระดับสาม
อาณาจักรโคดี้ไม่ได้แข็งแกร่งเท่าไรนัก เพียงแต่ว่า ในการแข่งขันรอบแรกเมื่อวานนี้ พวกเขาโชคดีที่สุ่มเจอกับอาณาจักรบริวารระดับหกเล็กๆ ทำให้พวกเขาคว้าชัยชนะมาได้อย่างงดงาม และเข้าสู่การแข่งขันรอบที่สองในกลุ่มผู้ชนะได้
แต่ดูเหมือนว่า ความโชคดีของพวกเขาได้สิ้นสุดลงแล้ว คาดไม่ถึงจริงๆ ว่าจะสุ่มมาเจอเมืองแซมบอร์ดที่หลายๆ คนประเมินไว้ว่าเป็อาณาจักรที่น่ากลัวที่สุดในเขตาภาคเหนือ
และมันก็จริง แน่นอนว่าผลของการแข่งขันก็ตรงกับที่ผู้ชมส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า
แม้ว่าจะเผชิญหน้ากับเหล่ายอดฝีมือของเมืองแซมบอร์ด แต่อาณาจักรโคดี้ก็ไม่ได้คิดจะยอมแพ้แต่อย่างใด
ถึงแม้ว่าพวกเขาเลือกที่จะสู้ แต่สุดท้ายแล้ว อาณาจักรโคดี้ก็แพ้ทั้งสิบรอบ ไม่สามารถคว้าชัยชนะมาได้แม้แต่รอบเดียว
โชคดีที่ชาวแซมบอร์ดได้ยั้งมือไว้บ้างในระหว่างการแข่งขัน ทำให้ยอดฝีมือของพวกเขาไม่ถูกฆ่าตายหรือได้รับาเ็สาหัส ดังนั้น อาณาจักรโคดี้จึงสามารถรักษาความแข็งแกร่งของอาณาจักรตัวเองไว้ได้ พวกเขาถูกคัดไปอยู่ในกลุ่มผู้แพ้เพื่อรอแย่งชิงโอกาสสุดท้าย
การแข่งขันทั้งสิบรอบใช้เวลาไม่ถึงห้าสิบนาที ผลการแข่งขันก็ถูกประกาศออกมา
เมืองแซมบอร์ดได้รับชัยชนะอย่างขาดลอยในการแข่งขันการจัดอันดับรอบที่สอง และก้าวเข้าสู่สิบสองลำดับแรกในการแข่งขันการจัดลำดับ
เนื่องจากผลงานของเมืองแซมบอร์ดเมื่อวานนี้ยอดเยี่ยมมาก บวกกับ่นี้ ความลึกลับของาาแซมบอร์ดและเมืองแซมบอร์ดมีมากเกินไป ทำให้พวกเขากลายเป็จุดสนใจของผู้คน แม้กระทั่งหลังจบการแข่งขันไปแล้ว เหล่าวณิพกจำนวนมากเลือกจะไปยังร้านเหล้าที่เป็สถานที่ที่มีผู้คนไปรวมตัวกันมากที่สุด และขับขานบทกวีเล่าเื่ราวที่เกิดขึ้นในการแข่งขันแบบเกินจริง ไม่ถึงหนึ่งวัน คนในค่ายทหารอาณาจักรบริวารส่วนใหญ่ต่างรู้ว่าในเมืองแซมบอร์ดมียอดฝีมือที่น่ากลัวปรากฏขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็ 'ผมขาวดาบเร็ว หมัดพิฆาตผมดำ บุตรแห่งสายลม กริชไร้เงา' ดังนั้น ฝูงชนที่เข้ามาดูการแข่งขันของเมืองแซมบอร์ดในวันนี้จึงเยอะกว่าเมื่อวานมาก จำนวนเข้าผู้ชมมีมากกว่าสองพันคน การต่อสู้ของพวกเขาได้รับความสนใจมากกว่าการต่อสู้ระหว่างอาณาจักรบริวารระดับหนึ่งเสียอีก
ผู้ชมจำนวนมากพากันหลั่งไหลเข้ามาล้อมรอบสนามประลองดาบหมายเลขสี่สิบหกอย่างแน่นขนัด เพื่อรอชมฉากการต่อสู้ที่น่าตื่นเต้น
“พระเ้า ใครก็ได้ช่วยบอกข้าที ดาบของ 'ผมขาวดาบเร็ว' คนนั้นอยู่ที่ไหนกัน? มันเร็วมากจนข้ามองไม่ทัน...” นักดาบคนหนึ่งก้มมองดาบยาวในมือของตัวเองด้วยสายตาท้อแท้ ต้องเป็ความเร็วระดับไหนกันนะ ถึงทำให้คู่ต่อสู้มองไม่เห็นแม้กระทั่งตัวดาบ
“ว้าว 'บุตรแห่งสายลม' หล่อขนาดนี้เชียว ท่าทางตอนยิงธนูของเขาเหมือนเอลฟ์ที่อยู่ในตำนานเลย นี่แหละ แบบอย่างของข้า…” ท่ามกลางฝูงชน นักธนูเคราครึ้มคนหนึ่งเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง หลังจากที่เฝ้าดูการแข่งขันของตอร์เรสจนจบลง เขาก็แหกปากร้องะโเชียร์อย่างบ้าคลั่ง
ฉากแบบนี้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาในฝูงชน
ก่อนหน้านี้ผู้คนส่วนใหญ่ยังคงนึกสงสัยเกี่ยวกับคำพูดเกินจริงในการพรรณนาถึงชาวแซมบอร์ดของพวกวณิพก แต่ตอนนี้พวกเขาเชื่อในบทกวีที่พวกวณิพกพากันขับขานออกมาอย่างเต็มหัวใจ เพราะความแข็งแกร่งที่ชาวแซมบอร์ดได้แสดงออกมาเหนือกว่าที่พวกเขาจินตนาการไว้เสียอีก
ฝูงชนที่อยู่ด้านล่างสนามประลองดาบ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็พวกนักรบระดับต่ำ ไม่ก็เป็นักรบธรรมดาที่ยังไม่สามารถรวบรวมคลื่นพลังได้ พวกเขามาจากอาณาจักรบริวารอื่นๆ ทั้งๆ ที่ชาวแซมบอร์ดเป็เพียงนักรบจากอาณาจักรบริวารระดับต่ำ แต่กลับแสดงความแข็งแกร่งที่เหนือชั้นกว่าออกมา นี่ทำให้พวกเขาเกิดความรู้สึกลึกซึ้งขึ้นมาในใจ
โดยเฉพาะการต่อสู้แบบกลุ่มในรอบถัดไป ในตอนที่ทหารเมืองแซมบอร์ดใช้โล่เหล็กหนักๆ พุ่งเข้าชนเหล่าทหารจากอาณาจักรบริวารระดับสามจนปลิวตกสนามประลองไป วินาทีนั้น พวกเขารู้สึกฮึกเหิมราวกับว่าพวกเขาได้รับชัยชนะไปด้วย เสียงโห่ร้องและเสียงเชียร์ดังกระหึ่มขึ้นมาราวกับูเาไฟปะทุ
แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ฝูงชนที่มาดูการแข่งขันของเมืองแซมบอร์ดรู้สึกเสียดายก็คือ ในการแข่งขันรอบนี้ าาแซมบอร์ดผู้เลื่องชื่อคนนั้นไม่ขึ้นประลองด้วย
แม้แต่ในเขตพักผ่อนสำหรับทหารเมืองแซมบอร์ดก็ไม่มี ั้แ่ต้นจนจบ พวกเขาไม่เห็นแม้แต่เงาของาาแซมบอร์ดเลยสักนิด
าาแซมบอร์ดไปไหน?
……
ตอนนี้ซุนเฟยกำลังเฝ้ามองการแข่งขัน
เขาแฝงตัวอยู่ท่ามกลางฝูงชนโดยที่สวมเสื้อฮู้ดสีดำปกปิดใบหน้า และแต่งหน้าให้ตัวเองดูจืดจางมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เช่นเดียวกับแองเจล่า ว่าที่ราชินีของเขาที่แต่งหน้าให้กลายเป็คนธรรมดาบ้านๆ ให้มากที่สุด ซุนเฟยตัดสินใจจูงมือแองเจล่ามาเฝ้าสังเกตการณ์การแข่งขันในเขตาตะวันตก โชคของอาณาจักรเม็ตซ์ อาณาจักรบริวารระดับหนึ่งไม่ค่อยดีเท่าไร การแข่งขันรอบแรกเมื่อวานนี้ พวกเขาต้องพบกับอาณาจักรบริวารระดับหนึ่งด้วยกัน แล้วมาตอนนี้ คู่ต่อสู้ในการแข่งขันรอบที่สองก็ยังต้องมาเจอกับอาณาจักรบริวารระดับหนึ่งอย่างอาณาจักรรอร์ตี้อีก
หลังผ่านการต่อสู้ที่ยากลำบากในวันแรก กำลังในการต่อสู้ของอาณาจักรเม็ตซ์ถูกลดทอนลงไปมาก ยอดฝีมือทั้งสามคนที่ออกไปต่อสู้ก่อนหน้านี้ต่างได้รับาเ็หนัก นอกจากจะไม่ได้รับชัยชนะแล้ว ยังตายไปหนึ่งสาหัสอีกสอง นี่มันหายนะมาเยือนชัดๆ
-----------------------
1 ไฟผลาญหินหยก อุปมาว่า ไม่ว่าดีหรือเลวจะต้องพังพินาศไปด้วยกัน
2 หยกที่แตกละเอียด ไม่ขอเป็กระเบื้องที่สมบูรณ์ อุปมาว่า ถึงตายก็ไม่ยอมเป็คนต่ำช้า
3 ร้อยเรือแข่งขันกัน ในบริบทนี้ หมายถึง ยุคสมัยที่ยังแก่งแย่งชิงดีเพื่ออนาคต
