ในคืนนั้น ไป๋ซื่อและไป๋เซียงจู๋ถูกเรียกไปที่เรือนของฮูหยินเฒ่า แม้เื่แบบนี้สมควรให้ผู้เป็มารดาพูดกับนางมากกว่า แต่เมื่อฮูหยินเฒ่าไป๋คำนึงถึงสถานะของไป๋ซื่อ นางจึงเรียกทั้งสองมาพร้อมกัน
และฮูหยินเฒ่าไป๋ก็ไม่คิดกีดกันไป๋เซียงจู๋ออกจากประเด็นที่จะสนทนา ในสายตาของนาง หลานสาวคนนี้มีจุดยืนของตนเอง เหมาะสมแล้วที่จะคุยกับนางด้วย
เป็ไปตามคาด ฮูหยินเฒ่าไป๋พูดเื่สารจาก์ของพระอาจารย์เจวี๋ยเฉิน โดยให้ไป๋เซียงจู๋รีบหมั้นหมาย ไป๋เซียงจู๋เตรียมใจพร้อมไว้แล้ว หลังจากฟังถ้อยคำของฮูหยินเฒ่าไป๋จบ นางเงยหน้าขึ้นตอบไป๋ซื่อและฮูหยินเฒ่าไป๋ “เซียงจู๋ว่าตามท่านยายกับท่านแม่ทั้งหมดเ้าค่ะ”
ฮูหยินเฒ่าไป๋ปลาบปลื้มยิ่งนัก หลานสาวคนนี้ไม่ทำให้กังวลจริงๆ เป็เด็กว่านอนสอนง่าย
ไป๋ซื่อลูบศีรษะของไป๋เซียงจู๋ด้วยความเอ็นดู แม้ใบหน้าเปื้อนยิ้มละไมที่แสนอ่อนโยน ทว่าแววตากลับเจือความอาลัยอาวรณ์ “จู๋เอ๋อร์ของแม่โตแล้ว ลูกหมั้นเอาไว้ก่อน หลังพี่ชายลูกเป็ฝั่งเป็ฝาแล้ว ลูกก็ออกเรือนตามไปได้”
ไป๋เซียงจู๋พยักหน้าอย่างว่าง่าย นาง้าให้เป็เช่นนี้ใจจะขาด แค่หมั้นหมายเพื่อติดป้ายให้ตน เลี่ยงสมรสพระราชทานจากฮ่องเต้เท่านั้น ไม่ผูกสัมพันธ์ใดๆ กับราชวงศ์ก็เพียงพอแล้ว
เนื่องจากฮ่องเต้และองค์ชายทั้งสองทรงปลอดภัย เมืองหลวงจึงสงบร่มเย็นเหมือนเคยอีกครั้ง กอปรกับข่าวดีจากด่านชายแดนที่ส่งมาต่อเนื่องตลอดหลายวันนี้ บรรดาผู้ดีมีตระกูลในเมืองหลวงเริ่มไปมาหาสู่กันอย่างคึกคัก ฮูหยินเฒ่าไป๋เองก็ตั้งใจหาเวลาว่างพาไป๋เซียงจู๋ไปร่วมงานชุมนุมและงานเลี้ยงต่างๆ อยู่บ่อยครั้งเช่นกัน
น่าเสียดายที่ชีวิตมิได้สมดั่งใจหวังไปเสียทุกอย่าง เื่บางเื่หาใช่จะจัดการได้ทันทีที่้าไม่ ปัจจุบันเข้าสู่กลางเดือนสิบสอง ไป๋เซียงจู๋ตามฮูหยินเฒ่าไป๋ไปร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์มากมาย แต่สมญาหญิงร้ายของนางกระฉ่อนไปทั่วตั้งนานแล้ว พวกเขาจวนไป๋เป็เพียงวาณิชหลวงธรรมดา และสตรีผู้นี้ยังเป็คนที่ไม่ลงรอยกับพระสนมเสียนกุ้ยเฟย ล่วงเกินพระนาง ซ้ำยังทำให้จวนมู่เคืองขุ่น ขอถามหน่อยเถิด ใครหน้าไหนจะอยู่ดีไม่ว่าดีดองกับจวนไป๋โดยแต่งงานกับไป๋เซียงจู๋
มีบ้างที่หลงใหลในความงามของไป๋เซียงจู๋ ทว่าเห็นแวบแรกก็รู้แล้วว่าเป็พวกบ้ากามที่คิดอกุศล ฮูหยินเฒ่าไป๋ไม่มีทางอนุญาตให้ชายประเภทนี้สู่ขอไป๋เซียงจู๋เด็ดขาด
หลังพยายามอยู่สามเดือน ปรากฏว่าไม่เจอคู่หมายที่น่าพึงพอใจสำหรับทุกคนเลย
นี่ก็กลางเดือนเข้าไปแล้ว เหลืออีกแค่เดือนเดียวข่าวท่านพี่ช่วยฮ่องเต้ก็จะมาถึงเมืองหลวง การแต่งงานของไป๋เซียงจู๋กลับยังไม่เป็รูปเป็ร่างอะไรเลยด้วยซ้ำ จิตใจของไป๋เซียงจู๋เริ่มว้าวุ่นขึ้นทุกที นางจะต้องรอจนรับสมรสพระราชทานก่อนค่อยถอนหมั้นในภายหลังจริงๆ หรือ
และตอนนี้ยังมีข่าววงในบางส่วนแพร่มาแล้วด้วย ว่ากันว่าฮ่องเต้เหยียนตี้ทรงอยู่รอดปลอดภัยจากสถานการณ์วิกฤตเพราะการช่วยเหลือจากผู้กล้าคนหนึ่ง แม้เกียรติคุณขององค์รัชทายาทโดดเด่นยิ่ง แต่หากไร้ผู้กล้าคนนี้ ต่อให้องค์รัชทายาทชนะขาดลอย ฮ่องเต้เหยียนตี้กับเหล่าองค์ชายก็ไม่อาจมีชัยขณะตกอยู่ในเงื้อมมือของข้าศึกได้ ผู้กล้าที่ว่าช่วยฮ่องเต้เหยียนตี้ไว้ หลังจากนั้นองค์รัชทายาทจึงผนึกกำลังกับพระองค์ผลัดรุกผลัดรับศัตรูจนกระทั่งฝ่าวงล้อมออกมาสำเร็จในคราเดียว
ผู้กล้าคนไหนกันเล่า ก็น้าสามกับพี่ชายของนางมิใช่หรือไร ไม่รู้ว่าจวินมู่ซีอยู่ด้วยหรือไม่ เขาเป็คนเก่งพลิกแพลงพอตัว เมื่อครั้งล่าสุดที่ไฟาลุกโชนก็เพิ่งส่งจดหมายกลับมาให้นาง บัดนี้น่าจะได้เวลาตอบจดหมายอีกหนแล้ว
หรือว่านางไม่สามารถฝืนชะตากรรมอย่างในชาติก่อนได้เลย
แต่ถ้านางจะฝืนให้ได้เล่า!
“คุณหนู นายหญิงให้ไปพบที่โถงบุปผชาติเ้าค่ะ”
ตู้เจวียนเห็นไป๋เซียงจู๋นั่งเหม่ออยู่ข้างตะคัน ทอดสายตาออกไปดูดอกบ๊วยเดือนสิบสองที่กำลังบานสะพรั่งนอกหน้าต่างแล้วอดสะท้อนใจไม่ได้ ระยะนี้คุณหนูของตนเข้าร่วมงานเลี้ยงต่างๆ เสมอก็เพราะ้าตามหาบุรุษในฝัน ทว่าเื่แบบนี้สมปรารถนาทันทีทันใดเสียเมื่อไรเล่า สำหรับนาง คุณหนูเลิศเลอปานนี้ คราวก่อนเหล่าองค์ชายยังกุลีกุจอส่งหยูกยามาขนาดนั้น นางเชื่อว่าคุณหนูดีพอจะแต่งงานกับองค์ชายสักพระองค์ ไยจึงต้องรีบร้อนหมั้นหมายกับใครสักคนตอนนี้ด้วย
ถึงกระนั้นสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็กงการของเ้านาย บ่าวอย่างนางย่อมไม่มีสิทธิ์เสนอแนะอะไร
ไป๋เซียงจู๋ผินหน้ามา ตู้เจวียนเตรียมเสื้อคลุมไว้รอนางแล้ว
“ท่านยายบอกหรือไม่ว่าเื่อะไร” ไป๋เซียงจู๋ลุกขึ้นยืน ปล่อยให้ตู้เจวียนคลุมเสื้อสวมหมวกให้ตนโดยดี ตอนนี้พายุหิมะข้างนอกสงบแล้ว แต่ลมหนาวยังคงพัดกระหน่ำ อากาศเย็นะเืยิ่งกว่าเดิม
ตู้เจวียนส่ายหน้า นางแค่รับคำสั่งต่อจากสาวใช้เรือนเหอเซียง แล้วมารายงานคุณหนูเท่านั้น
เมื่อไป๋เซียงจู๋ไม่ได้คำตอบก็ไม่คิดจะถามอีก อย่างไรเสียหากเป็ไปดังการคาดการณ์ของนางจริง นางก็จะเสี่ยงเดิมพันหมดหน้าตัก เพื่อตัวของนางเองในชาตินี้ นางจะไม่ยอมปล่อยให้การแต่งงานของตนไปพัวพันกับคนของราชวงศ์ตามยถากรรมเป็อันขาด
ในโถงบุปผชาติ ไป๋ซื่อที่ไม่ได้เจอหน้ามาหลายวันก็อยู่ด้วยเช่นกัน วันนี้นางสวมเสื้อสีเขียวอ่อน คู่กับกระโปรงฝ้ายสีรากบัว [1] ชายกระโปรงปักลายดอกบัวแฝด เผยให้เห็นปลายรองเท้าสีแดงสด นางดูไม่เหมือนหญิงที่เคยมีลูกถึงสองคนแม้แต่นิดเดียว ก่อนหน้านี้นางซูบผอมเหลือเกิน ซ้ำยังต้องพิษเพราะโดนวางยา บัดนี้ได้ไป๋เซียงจู๋ดูแลจนดีขึ้นมากแล้ว
นางเกล้าผมมวยเมฆคู่ [2] ธรรมดา ประดับด้วยปิ่นหยก ใบหน้าขาวซีดแต่งแต้มเครื่องสำอางอ่อนๆ วาดคิ้วใบหลิวอ่อนบางเป็ทรง ทาชาดบนริมฝีปากแดง มารดานางมีความงามสง่าละมุนละไมของสตรีเจียงหนาน [3] โดยแท้จริง และพี่ชายของนางก็ละม้ายผู้เป็แม่มากกว่า รูปโฉมวิจิตรบรรจงดุจปั้นแต่ง
นี่สิคือท่านแม่ในแบบที่ดีที่สุด เพียงแต่์กลั่นแกล้ง ทำให้นางตกระกำลำบากมาหลายปี ต่อจากนี้ไปมีตนคอยปกป้องแล้ว ฉะนั้นจะไม่ให้ท่านแม่ต้องรันทดเหมือนในอดีตอีกอย่างแน่นอน
“จู๋เอ๋อร์ ลูกมาแล้ว” ไป๋ซื่อเห็นไป๋เซียงจู๋เดินเข้ามา ใบหน้าพลันเริงร่า รอยยิ้มที่ไม่ได้เห็นมานานแสนนานปรากฏขึ้นที่มุมปาก
“ท่านแม่ ท่านยาย มีเื่มงคลอะไรหรือเ้าคะ พวกท่านดูอิ่มอกอิ่มใจกันขนาดนี้”
ฮูหยินเฒ่าไป๋กวักมือเรียกไป๋เซียงจู๋ แลแช่มชื่นปลื้มใจอย่างท่วมท้น “จู๋เอ๋อร์รู้ได้อย่างไรว่ายายมีเื่มงคลจะบอกเ้า”
ไป๋เซียงจู๋ตอบด้วยรอยยิ้ม ท่านยายกับท่านแม่ดูดีใจมากขนาดนี้ เป็เพราะว่าพวกท่านน้าสามกลับมาแล้ว? หรือว่าพวกนางรู้แล้วว่าผู้สร้างความดีความชอบช่วยฝ่าาคือท่านน้าสาม?
ไป๋เซียงจู๋ยังคงนิ่งเงียบ รอฟังสิ่งที่ไป๋ซื่อกับท่านยายจะพูดต่อ
ได้เห็นบุตรสาวตนเติบใหญ่ขนาดนี้แล้ว รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏบนดวงหน้าของไป๋ซื่อ ในขณะเดียวกันแววตาก็ฉายร่องรอยแห่งความอ้างว้าง ลูกสาวตนจะหมั้นหมายในไม่ช้า แต่บิดาของนาง....
พอคิดถึงชายคนนั้น คนที่ผิดสัญญาว่าจะมาสู่ขอตน เดิมทีใจของนางควรรู้สึกเจ็บแค้น ทว่ามันกลับเป็ความอ้างว้าง จนกระทั่งวันนี้ นางยังคงเก็บความคิดเพ้อฝันเล็กๆ ไว้กับตัว นั่นก็คือเขาไม่ได้ตั้งใจทิ้งนาง แต่การแต่งงานกับนางคงทำให้เขาเดือดร้อน
“จู๋เอ๋อร์นี่สวยวันสวยคืน แบบนี้ก็เรียกได้ว่าสมพระประสงค์์แล้ว ตระกูลจวินเป็ที่นับหน้าถือตาจริงๆ เหมาะสมกันอะไรปานนี้นะ!” ฮูหยินเฒ่าไป๋หัวเราะผสมโรงไปด้วย นางพึงพอใจกับการหมั้นหมายครั้งนี้มาก
เมื่อไป๋เซียงจู๋เห็นผู้าุโทั้งสองหน้าชื่นตาบาน ทันใดนั้นนางก็พอจับใจความสำคัญได้ นางเงยหน้าขึ้นมองฮูหยินเฒ่าไป๋ พวงแก้มแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย “ท่านยายเ้าคะ พวกท่านพูดถึงอะไร เหมาะสมกันอะไรหรือเ้าคะ ตระกูลจวิน?”
“ดูเด็กคนนี้ซิ ท่าจะเขินเข้าแล้ว นึกว่าเป็พวกหัวรั้นใจกล้าเสียอีก ไม่คิดว่าจะหน้าแดงเป็กับเขาด้วย” ฮูหยินเฒ่าไป๋เห็นว่าไป๋เซียงจู๋ช่างน่าเอ็นดูเหลือเกิน จึงหัวเราะกระเซ้าแหย่นางสักหน่อย
ไป๋เซียงจู๋ดูฉงนงงงวย แต่ความพะวงอันหนักอึ้งในใจได้ผ่อนคลายลงแล้ว นี่หมายความมีคนมาทาบทามสู่ขอตน? และยังเป็คู่หมายที่ทั้งท่านแม่กับท่านยายถูกใจ?
ไป๋ซื่อเห็นลูกสาวมีทีท่าเช่นนี้ก็ยิ้มพริ้มออกมา “ตระกูลจวินมาสู่ขอลูกแล้วจ้ะ ลูกรู้จักคนคนนี้ สหายของพี่ชายเ้า จวินมู่ซี”
ฮูหยินเฒ่าไป๋พลอยพยักเพยิด “ยายเองก็เคยเจอเด็กคนนี้แล้ว เป็เด็กดีเชียวล่ะ จู๋เอ๋อร์จะแต่งงานไปในฐานะภริยาเอก และตระกูลจวินยังสัญญาแล้วด้วยว่าจะไม่รับอนุภรรยาคนไหนอีก อยู่เป็คู่ผัวตัวเมียกันจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต”
เคียงคู่กันไปตลอดชีวิต
คำคำนี้ทำให้ไป๋เซียงจู๋ตะลึงไปเล็กน้อย จวินมู่ซี...
เ้าของหออี้ผิ่นรายนั้น!
จริงอยู่ที่ตระกูลจวินนั้นดีมาก จวินมู่ซีเองก็รู้จักมักคุ้นกับนางั้แ่วัยเยาว์ แน่นอนว่าเป็การรู้จักผ่านไป๋จื่อจินพี่ชายนาง พวกเขาสองคนได้รู้จักกันเพราะการทะเลาะวิวาทหนหนึ่ง และหนต่อมาจวินมู่ซีก็พลาดพลั้งตกน้ำ ตอนนั้นท่านพี่ที่อายุเพียงแปดขวบกลับลงไปช่วยเขาโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย โชคดีที่ลากเขาขึ้นมาสำเร็จ ถูกท่านตาตีทำโทษไปตามระเบียบ จะหาว่าท่านตาใจร้ายก็มิได้ เพราะมันน่าใจหายใจคว่ำจริงๆ หากโชคไม่อำนวยเช่นนี้ เด็กทั้งสองคงไม่รอดแล้ว
ทว่าหลังจากนั้นเป็ต้นมา เด็กผู้ชายสองคนที่เจอหน้าเมื่อไรเป็ต้องทะเลาะกลับสนิทสนมประหนึ่งสวมกางเกงชั้นในตัวเดียวกัน จากคำบอกเล่าของจวินมู่ซี ไป๋จื่อจินคือสหายเคียงบ่าเคียงไหล่ ภายหลังไป๋จื่อจินก็มักรบกวนขอความช่วยเหลือจากจวินมู่ซีคนนี้ พอไปมาหาสู่ซึ่งกันและกันบ่อยๆ ทั้งสองจึงสนิทสนมกันมาก พี่ชายนางกระเตงน้องสาวลูกไล่ตัวน้อยคนนี้ออกไปเล่นด้วยหลายครั้ง วันเวลาผ่านไปยิ่งคุ้นเคย และจวินมู่ซีก็ปฏิบัติต่อไป๋เซียงจู๋ดังน้องสาวแท้ๆ ของตนเอง
เชิงอรรถ
[1]淡藕色 สีรากบัว คือ สีชมพูอมเทา
[2]双云髻 มวยเมฆคู่ คือ ทรงผมสตรีในสมัยโบราณ โดยเกล้าผมส่วนหน้าขึ้นล้อมกรอบใบหน้า และเกล้าผมส่วนหลังที่เหลือขึ้นเป็สองมวย
[3]จากแิทางมานุษยวิทยาในสังคมจีน เจียงหนาน (พื้นที่แถบตอนใต้ของแม่น้ำแยงซีเกียง) คือพื้นที่ที่รุ่มรวยด้วยวัฒนธรรมอันละเมียดละไม สตรีเจียงหนานจึงถูกยกย่องว่าเป็หนึ่งในหญิงงามตามอุดมคติ อ่อนโยนนุ่มนวล แต่แฝงด้วยความสง่าและเยือกเย็น
