ลำแขนยาวตวัดร่างอวบอัดของเมิ่งซิ่วซิ่วเข้ามาในอ้อมแขน ชายหนุ่มสูดดมกลิ่นหอมยั่วยวนที่สตรีตรงหน้าปล่อยออกมา สายคาดเอวของนางถูกดึงออกแ่เบา ภายในห้องนี้แม้จะมิดชิด ทว่ารอบด้านกลับมีสายตามากมายมองอยู่
ทุกคนต่างเข้าใจว่า เมิ่งอี๋เหนียงมาที่นี่ ก็เพื่อขอร้องให้หยวนโม่เจ๋อช่วยดูแลบุตรชายของนาง แต่ไม่มีใครรู้เลยว่า...หนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีกำรังระเริงกามภายในห้องหนังสือ
ชายหนุ่มยกนิ้วแตะปากหญิงสาว เพื่อให้นางเงียบเสียง ท่อนเอ็นร้อนแทงเข้าออกรูฉ่ำเยิ้มเนิบช้า ก้นกลมกลึงที่วางอยู่บนโต๊ะหนังสือถูกขยี้ขยำอย่างเมามัน ร่างขาวผ่องเปิดเผยต่อหน้าอย่างไร้ยางอาย
หยวนโม่เจ๋อควงท่อนเอ็นคว้านด้านใน ก่อนจะกระแทกแรงๆ ซ้ำๆ หลายครั้ง แม้จะปิดปากตนเอง แต่เสียงหายใจหนักหน่วงก็ดังแ่ไม่จาง
“อ๊าาา! อ๊าาา! ซี๊ดดด! เสียวเหลือเกิน ท่านเก่งกาจยิ่งกว่าสามีของข้าเสียอีก” เมิ่งอี๋เหนียงแฉสามีของตนอย่างหน้าไม่อาย
เสียงครางของนางเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ชายหนุ่มเกรงว่าจะมีผู้อื่นมาได้ยิน จึงกดจูบปิดปากของนาง ลิ้นร้อนควงภายในโพลงปากตวัดไปมา เติมเต็มความเสียวซ่านของสตรีร่านตรงหน้า
เอวสอบรีบกระแทกเข้าออกรูฉ่ำแฉะของนางรัวเร็ว เมิ่งซิ่วซิ่วเสร็จสมในเวลาเพียงไม่นาน ด้านในของหญิงสาวตอดรัดรัวๆ
ส่วนท่อนเอ็นของหยวนโม่เจ๋อ ถูกชักออกมาด้านนอก ชายหนุ่มกดหัวสตรีใต้ร่างลงมาที่จุดกึ่งกลางของตน เพื่อให้นางกลืนกินน้ำขาวขุ่นที่กำลังพุ่งทะลัก
ความดุดันที่หยวนโม่เจ๋อแสดงออก ทำให้อี๋เหนียงที่สามีไม่สนใจมานานเสร็จสม นางดูดกลืนส่วนหัวจนสุดโคน ก่อนตวัดเลียส่วนที่กระฉอกออกมาอย่างแสนเสียดาย
“ท่านบัณฑิตหยวนทำให้อี๋เหนียงอย่างข้าพอใจนัก ครั้งหน้า...”
นางค่อยๆ สวมชุดของตนอย่างอ้อยอิ่ง สายตาหยาดเยิ้มจับจ้องส่วนที่ยังผงกหัวไปมาเพราะยังไม่อิ่มหนำ หยวนโม่เจ๋อยืนผงาดให้นางสำรวจอย่างไม่ปิดบัง ทว่าในตอนนั้นเอง...เสียงเดินจากด้านนอกทำให้ทั้งสองคนจำต้องรีบแต่งกาย
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก ท่านบัณฑิตหยวน ฮูหยินน้อยให้บ่าวนำอาหารมาส่งให้ท่านเ้าค่ะ” เสียงอาหม่านดังขึ้นที่ด้านนอกประตู
หยวนโม่เจ๋อพลันถอนหายใจอย่างโล่งอก เพราะคนที่มาคืออาหม่าน พวกนางรู้เื่เกี่ยวกับตัวตนของเขาเป็อย่างดี ย่อมต้องไม่พูดออกไปแน่ ทว่า...เนี่ยนเมี่ยวชิงจะคิดเช่นไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้
ชายหนุ่มเปิดประตูออกไป พบว่าอาหม่านจากไปแล้ว มีเพียงเถาอาหารที่วางอยู่ที่หน้าประตู
“กลับไปแล้ว!” ชายหนุ่มอุทานเสียงเบา
ร่างสูงมองสำรวจด้านนอก พบว่าไม่มีใครอยู่ที่นั่น จึงให้เมิ่งอี๋เหนียงกลับไป แต่ภายในใจกลับร้อนรุ่ม ถ้าอาหม่านรู้...เนี่ยนเมี่ยวชิงก็ย่อมต้องรู้ด้วย
วันต่อมา หยวนโม่เจ๋อได้ทำหน้าที่อาจารย์ของตนเป็ปกติ ่เช้าสอนหนังสือให้เหล่าทายาทตระกูลไป๋ ส่วน่บ่าย...ทำหน้าที่แนะนำไป๋มู่เฟิง แต่ในระหว่างนั้น...เขากลับไม่พบเนี่ยนเมี่ยวชิงแม้สักครั้ง
วันที่สอง วันที่สาม วันที่สี่ กระทั่งผ่านไปครึ่งเดือน สตรีที่เขาคิดว่าสามารถควบคุมนางเอาไว้ในกำมือ กลับหายหน้าราวกับนางหายไปจากชีวิตเขาแล้ว
ชายหนุ่มเริ่มร้อนรน เมื่อไม่เห็นสตรีผู้เป็ฮูหยินของสหาย จึงเลียบๆ เคียงๆ ถามไป๋มู่เฟิงอย่างแเี
“เราสองคนคร่ำเคร่งอ่านตำรามาครึ่งเดือนแล้ว คงต้องพักบ้างสักวัน ไม่รู้ว่าจะมีวาสนา ลิ้มรสมือฮูหยินน้อยของสหายอีกหรือไม่”
ไป๋มู่เฟิงวางตำราลง
“น่าจะยังไม่ใช่เร็วๆ นี้ ชิงเอ๋อขึ้นเขาไปไหว้พระั้แ่ครึ่งเดือนก่อน ไม่รู้ทำไม่ถึงยังไม่กลับมา ส่งเพียงจดหมายบอกว่า ้าขอพรเพื่อให้คนตระกูลไป๋สอบได้จอหงวน ท่านแม่เองก็เห็นด้วย ข้าจึงว่าอะไรนางไม่ได้”
ทั่วทั้งกายของหยวนโม่เจ๋อชาวาบไปทันที ไม่คิดว่าเพราะเขาแอบมีอะไรกับเมิ่งอี๋เหนียง จึงทำให้นางทำเช่นนี้เพื่อประชดประชัน
“อ่อ...เช่นนั้นหรือ ดีเหมือนกัน บางทีการไหว้พระขอพรก็อาจเป็ทางเลือกหนึ่ง ที่นั่นทั้งเงียบและสงบ ข้าเองก็สนใจเื่นี้อยู่พอดี คิดไว้หลายวันแล้วว่าจะขึ้นเขาดูสักครั้ง”
ชายหนุ่มลอบสังเกตสีหน้าเหนื่อยล้าของอีกฝ่าย
“อาเฟิง...เ้าไปกับข้าหรือไม่ ขากลับจะได้รับฮูหยินของเ้ากลับมาด้วย” ชายหนุ่มหยั่งเชิงสหายรัก
“ไม่ดีกว่า...กว่าจะมีเวลาได้พักสักวัน ข้ารออยู่ที่นี่ก็แล้วกัน ส่วนเื่ฮูหยินของข้า ต้องไหว้วานเ้าแล้ว สหายเอ๋ย” ไป๋มู่เฟิงตบหัวไหล่หยวนโม่เจ๋อเบาๆ
หยวนโม่เจ๋อได้แต่คิดในใจ เขาย่อมต้องดูแลนางเป็อย่างดีแน่ ให้สมกับที่ไม่ได้พบหน้ากันหลายวัน
วันต่อมา
เมื่อแสงแรกโผล่พ้นขอบฟ้า หยวนโม่เจ๋อก็เตรียมตัวทันที ชายหนุ่มให้บ่าวคนสนิทเตรียมรถม้าของตระกูลไป๋ เพื่อมุ่งหน้าออกจากเมืองั้แ่เช้าตรู่ จุดมุ่งหมายคืออารามหลวงบนูเาทางทิศเหนือ ส่วนไป๋มู่เฟิง เลือกพักผ่อนอยู่ที่จวน
สายลมจากูเาพัดผ่านหน้าต่างเข้ามา กลิ่นธูปจากอารามลอยมาแตะจมูกั้แ่ยังไม่ถึงประตูใหญ่ เมื่อรถม้าหยุดลง หยวนโม่เจ๋อก้าวลงมาด้วยท่าทีสงบนิ่ง แต่ในแววตาแฝงความเ้าเล่ห์เล็กน้อย
ทว่าเมื่อก้าวเข้าไปด้านในอารามหลวง สิ่งแรกที่ชายหนุ่มมองหาคือร่างบอบบางของเนี่ยนเมี่ยวชิง หยวนโม่เจ๋อจุดธูปที่ด้านหน้าองค์พระด้านนอก ส่วนบ่าวคนสนิททำหน้าที่เสาะหาว่ายามนี้หญิงสาวอยู่ที่ใด
“พบหรือยัง” ร่างสูงพนมมือคุกเข่าด้านหน้าองค์พระ
“ขอรับ ฮูหยินน้อยไป๋อยู่ด้านในศาลาใหญ่ ยามนี้กำลังสวดมนต์กับเหล่าซือไท่ทั้งหลาย” ร่างสูงพยักหน้า คิดว่าอาจต้องรอนาน จึงเดินไปยังศาลาหกเหลี่ยมที่อยู่ไม่ไกลนัก
แต่เมื่อเหล่าแม่ชีทั้งหลายทยอยเดินออกจากศาลา ชายหนุ่มก็ยังไม่เห็นหญิงสาวออกมาเสียที จึงได้ให้บ่าวคนสนิทย้อนกลับไปดูอีกครั้ง
“สาวใช้ของฮูหยินน้อยไป๋ฝากมาบอกว่า นาง้าความสงบ ไม่้าพบหน้าผู้ใดทั้งสิ้นขอรับ” บ่าวชายก้มหน้ารายงาน
“ห้าปีที่แต่งออกมา ดูท่าจะปีกกล้าขึ้นไม่น้อย ถึงกับกล้าเมินเฉยต่อข้าเช่นนี้ เนี่ยนเมี่ยวชิง...เห็นทีต้องลงโทษเ้าอย่างหนักเสียแล้ว”
ร่างสูงพึมพำกับตนเอง
สายลมเย็นในหุบเขาพัดชายเสื้อให้พลิ้วไหว ดวงตาคมทอดมองไปยังยอดหลังคาอารามที่ล้อมด้วยหมอกบางเบา ความเยือกเย็นในแววตา แปรเปลี่ยนเป็รอยยิ้มเ้าเล่ห์ที่ยากจะคาดเดาได้ว่า ยามนี้ชายหนุ่มกำลังวางแผนอะไร
ก่อนหน้านี้ เนี่ยนเมี่ยวชิงยังคงโกรธเคืองต่อการกระทำของชายหนุ่ม ทว่าเมื่อรู้ว่าเขาอุตส่าห์ตามหาตนถึงในป่าเขา แม้ในใจจะอ่อนลงแล้ว ทว่าความน้อยใจยังคงไม่จางหาย นางจึงตั้งใจจะกลั่นแกล้งอีกฝ่ายเล็กน้อย
ร่างบางก้าวออกจากศาลาสวดมนต์อย่างอ้อยอิ่ง กลิ่นธูปยังลอยอบอวลอยู่ในอากาศ สายตาเหลือบมองผู้เฝ้ารอเล็กน้อย นางไม่คิดเลยว่าเขาจะยังรออยู่ที่นี่ แต่เมื่อสายตาทั้งคู่สบกัน หัวใจของนางพลันเต้นแรงโดยไม่รู้ตัว
ถึงจะเป็เช่นนั้น ทว่าหญิงสาวกลับแสร้งเมินเฉยต่อสายตาคมของเขา หมุนตัวเดินตรงไปยังประตูทางออก ทว่าก้าวได้เพียงไม่กี่ก้าว ร่างสูงของหยวนโม่เจ๋อก็เข้าประชิดอย่างรวดเร็ว มือใหญ่คว้าข้อมือของนางไว้แน่น
“ดื้อให้มีขอบเขต” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยชิดใบหู
เนี่ยนเมี่ยวชิงหันกลับมามองร่างสูงด้วยสายตาเ็า
“ใครกันแน่ที่ล้ำเส้นก่อน ชอบเมิ่งอี๋เหนียงเพียงนั้น เช่นนั้นมาที่นี่ทำไม” คำพูดประชดประชันของนาง ทำชายหนุ่มชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะหัวเราะในลำคอเบาๆ
“เพียงเล่นๆ เท่านั้น...ฆ่าเวลา”
“เช่นนั้นก็กลับไปฆ่าเวลากับนางสิ” หญิงสาวสะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุมของเขา
“อย่าได้ตามมา เชิญท่านบัณฑิตกลับไปเถิด” หยวนโม่เจ๋อมองท่าทีแง่งอนของนางด้วยสายตาอ่อนใจ
“น่าาาา เล่นพอแล้ว ต่อไปจะไม่ยุ่งกับนางอีก”
“ใครเชื่อท่านกัน”
“เช่นนั้นต้องพิสูจน์”
สิ้นคำ ชายหนุ่มพลันก้าวเข้าใกล้อีกครั้ง ก่อนจะอุ้มร่างบางขึ้นอย่างง่ายดาย ท่ามกลางเสียงร้องใของหญิงสาว จากนั้นพาไปยังรถม้าที่จอดรออยู่ด้านล่างูเา
เถาเถาและอาหม่านที่เห็นเหตุการณ์อยู่ไกลๆ ได้แต่มองหน้ากันอย่างใ ก่อนจะรีบขึ้นรถม้าที่พวกนางนั่งมาตามไป ส่วนรถม้าของหยวนโม่เจ๋อ เคลื่อนตัวห่างออกไปเรื่อยๆ
ท่ามกลางสายลมยามบ่ายที่พัดผ่าน เสียงระฆังจากอารามดังแ่เบาจากทางด้านหลัง สองร่างยามนี้กำลังกอดกระหวัดเกี่ยวรัดกันภายในรถม้า อย่างไม่เกรงกลัวว่าจะมีผู้ใดมาพบเห็น
