ในยามนี้เอง จางชุนฮวายังคงพยายามเกลี้ยกล่อมชูฮุย อย่างไม่ลดละ “ลูกเอ๋ย ช่วยพาแม่ไปที่ตลาดหน่อยเถอะนะ สภาพแม่แบบนี้ไปคนเดียวไม่ไหวหรอก”
ชูฮุย นั้นเป็ประเภทถ้าไม่มีผลประโยชน์ก็อย่าหวังว่าจะขยับตัว “ไปตลาดทำไมครับ? ไปรวมหัวกับบ้านหลิวเหรอ? มันจะมีประโยชน์อะไรกันแม่ เราจะเอาบ้านเราไปเสี่ยงเพื่อแลกกับการแก้แค้นบ้านหลี่เนี่ยนะ?”
“เสี่ยงที่ไหนกันเล่า? ถ้าแม่ร่วมมือกับบ้านหลิวสำเร็จ ธุรกิจบ้านเราก็จะไปต่อได้ แถมรายได้ดีกว่าเดิมอีกต่างหาก”
“แม่บอกมาก่อนว่าจะหาเงินยังไง? แล้วจะได้เท่าไหร่?” ชูฮุย ต้องประเมินความคุ้มค่าเสียก่อน
ดวงตาของจางชุนฮวากลอกกลิ้งอย่างเ้าเล่ห์ “แม่กะว่าจะไปปรึกษานางหลิว ให้แอบวางยาถ่ายในซาลาเปาของฉินซูหลาน พอชื่อเสียงร้านมันพัง พวกหลิวจะจ่ายให้เราร้อยหยวน แลกกับที่เราต้องเลิกขายซาลาเปาแข่งกับมัน”
“หา วางยา? แม่จะบ้าเหรอ นั่นมันผิดกฎหมายนะ ถ้าใครรู้เข้าเราติดคุกหัวโตแน่”
“เราไม่ได้วางยาพิษสักหน่อย แค่ยาถ่ายให้ท้องเสียนิดๆ หน่อยๆ ทำเงียบๆ ใครมันจะไปจับได้”
“ไม่ได้ครับ ผมไม่เอาด้วย ขืนไปร่วมมือกับบ้านหลิว วันหน้าพวกมันก็จะเอาเื่นี้มาแบล็กเมล์เราน่ะสิ ดีไม่ดีร้อยหยวนก็ไม่ได้ แถมต้องเสียเงินปิดปากพวกมันอีกต่างหาก”
“ลูกเอ๊ย ที่ลูกพูดมาก็ถูก แต่แม่ทนเห็นนังฉินซูหลานได้ดีไม่ได้จริงๆ ถ้าไม่ได้เห็นมันล่มจม แม่นอนตายตาไม่หลับแน่ๆ... แต่ก็นั่นแหละ แม่ก็ไม่อยากเหนื่อยฟรี ถ้าแม่กำจัดเสี้ยนหนามให้บ้านหลิวสำเร็จ พวกมันได้ประโยชน์เต็มๆ แม่ก็ต้องได้ส่วนแบ่งบ้างสิ จริงไหม?”
“เื่นั้นต้องคิดให้รอบคอบก่อน... ว่าแต่แม่ครับ ปิ่นโตบ้านเรายังอยู่ที่บ้านหลี่ไม่ใช่เหรอ? เมื่อกี้ลืมทวงคืนมาเลย”
“งั้นรีบเข็นแม่กลับไปบ้านหลี่เดี๋ยวนี้ ไม่ได้ค่าทำขวัญ อย่างน้อยก็ต้องเอาปิ่นโตคืนมา แม่จะเอาไว้ใส่ของอร่อยไปฝากเมียแก”
“ได้ครับ” ชูฮุย ออกแรงเข็นรถอย่างทุลักทุเล ทั้งที่ปกติกินจุแต่แรงกลับมีน้อยนิดจนน่าสมเพช
จางชุนฮวาเห็นท่าทางเงอะงะของลูกชายคนเล็กก็อดบ่นไม่ได้ “เฮ้อ ถ้าเป็พี่ชายแกเข็นล่ะก็ ป่านนี้ถึงไปนานแล้ว ไม่มาอืดอาดแบบนี้หรอก”
ชูฮุย ฉุนกึก “งั้นแม่ก็ไปเรียกไอ้ลูกชายคนโตสุดที่รักมาเข็นสิครับ” ว่าแล้วก็หยุดเดิน ปล่อยมือจากรถเข็นดื้อๆ
จางชุนฮวารีบกลับลำ “โอ๋ๆ ลูกรัก แม่ผิดไปแล้ว... ในอนาคตแม่ก็ต้องพึ่งแกกับเมียแกนั่นแหละ พี่ชายแกน่ะแม่ตัดหางปล่อยวัดไปแล้ว ยิ่งนังแม่ม่ายต่งที่แม่เล็งไว้ให้มันก็ดันเข้าคุกไปแล้วด้วย หมดหวังแล้วล่ะ”
ชูฮุย ยืดอกอย่างผู้ชนะ “แม่รู้ตัวก็ดีแล้วครับว่าต้องพึ่งผม ต่อไปห้ามเอาผมไปเปรียบเทียบกับไอ้พี่เวรนั่นอีกนะ”
“จ้ะๆ แม่สัญญา ต่อไปจะพูดถึงมันให้น้อยลง หรือถ้าพูดก็จะพูดแต่เื่แย่ๆ ของมัน ตกลงไหม?”
“แบบนี้ค่อยน่าฟังหน่อย” ชูฮุย กลับมาเข็นรถต่อ มุ่งหน้าไปยังบ้านสกุลหลี่
ไม่นานพวกเขาก็มาถึงหน้าบ้านหลี่ต้าเหวิน จังหวะเดียวกับที่ 'ต้าลี่' เดินกลับมาจากข้างนอกพอดี ชายหนุ่มร่างั์ไม่รอให้แขกไม่ได้รับเชิญเอ่ยปาก เขาจงใจกำหมัดแน่นแล้วชกหมัดใส่ลมดัง ฟึ่บ ฟึ่บ ข่มขวัญจนจางชุนฮวาสะดุ้ง
“ใครกัน? มาทำไม?”
ชูฮุย ััได้ถึงแรงลมจากหมัดนั้นจนขาสั่นพั่บๆ เขาวางรถเข็นลงแล้วรีบหลบไปอยู่หลังแม่ “แม่... แม่พูดสิครับ”
จางชุนฮวาก็กลัวต้าลี่จนตัวสั่น แต่ความงกอยากได้ของคืนมันค้ำคอ เธอรวบรวมความกล้าะโออกไป “ปิ่นโตบ้านฉันอยู่ที่นี่มาตั้งนานแล้ว ฉันจะมาเอาคืน”
ต้าลี่ใช้ปลายเท้าขีดเส้นบนพื้นดินลูกรังหน้าประตู “เดี๋ยวฉันจะเข้าไปถามให้ พวกแกห้ามข้ามเส้นนี้มาเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นหมัดฉันมันไม่มีตา เล็งต่อยเฉพาะจุดที่เจ็บแต่ไม่เห็นแผลซะด้วย”
สองแม่ลูกพยักหน้ารัวๆ แทบจะพร้อมกัน ต้าลี่จึงเดินเข้าไปในครัวแล้วะโถาม “แม่ครับ ยัยป้าจางมาทวงปิ่นโต บอกว่าอยู่ที่บ้านเรา”
ฉินซูหลานลุกไปหยิบปิ่นโตเก่าๆ ออกมา “น่าจะใบนี้แหละ จะคืนหรือไม่คืนให้ชิงชิงตัดสินใจแล้วกัน”
ชูชิงเดินเข้ามารับปิ่นโตไปพิจารณา “ปิ่นโตใบนี้พ่อหนูเป็คนหาเงินซื้อมา ไม่ใช่สมบัติของจางชุนฮวา ไม่คืนให้หรอกค่ะ ...ว่าแต่น้าคะ รบกวนน้าช่วยไปบ้านตระกูลชูกับหนูหน่อย หนูจะไปย้ายของของบ้านหนูออกมาให้หมดเลย จะได้จบๆ กันไป พอพ่อแม่หนูออกจากโรงพยาบาลจะได้ไม่ต้องกลับไปเหยียบที่นั่นอีก”
ต้าลี่แสยะยิ้ม “หึๆ ได้เวลาไปสะสางบัญชีกับบ้านชูแล้วสินะ”
ชูชิงส่งปิ่นโตคืนให้ยาย “ยายเก็บไว้เถอะค่ะ พวกคนบ้านนั้นจะไม่ได้อะไรจากเราแม้แต่แดงเดียว”
“ได้จ้ะหลาน”
ไม่นานนัก ต้าลี่ก็เข็นรถเข็นคันเล็กเดินนำออกจากบ้าน โดยมีชูชิงเดินตามประกบ จางชุนฮวาเห็นทั้งคู่เดินออกมามือเปล่าก็รีบถาม “แล้วปิ่นโตฉันล่ะ?”
ต้าลี่มองด้วยสายตาเย็นเยียบ “ปิ่นโตนั่นเป็ของหลานสาวฉัน ฝันไปเถอะว่าจะได้คืน ฉันกับชิงชิงจะไปขนของที่บ้านแก พวกแกสองคนเดินนำหน้าไปเดี๋ยวนี้”
ชูฮุย คิดในใจ ‘ทำไมต้องให้เรานำด้วยวะ’ แต่ปากไม่กล้าหือ กลัวโดนหมัดสั่งตายของต้าลี่ จึงหันไปขอความเห็นแม่ “แม่ครับ... เอาไงดี?”
จางชุนฮวายังคงฝันหวานเื่จะให้ลูกชายคนโตกลับมาจัดงานแต่งให้ลูกคนเล็ก จึงปฏิเสธเสียงแข็ง “จะบ้าเหรอ ชูฮุย จะแต่งงานวันที่ 8 สิงหานี้แล้ว จู่ๆ จะมาย้ายของออกไปมันจะเป็ลางไม่ดี แล้วนังเด็กเมื่อวานซืนอายุสิบสองอย่างแกมีสิทธิ์อะไรมาตัดสินใจ? อยากย้ายก็ได้ แต่ต้องให้พ่อแกมาคุยกับฉันเอง”
ชูชิงเดาทางออกอยู่แล้ว จึงหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากกระเป๋า “นี่คือหนังสือมอบอำนาจที่พ่อเขียนด้วยลายมือตัวเอง อนุญาตให้หนูย้ายของทุกอย่างของครอบครัวเราออกมาได้ทันที”
เธอสะบัดกระดาษแผ่นนั้นไปมาตรงหน้าสองแม่ลูก พอให้เห็นผ่านๆ แล้วก็รีบพับเก็บใส่กระเป๋า ไม่เปิดโอกาสให้พิสูจน์จริงเท็จ
ต้าลี่หักนิ้วมือเสียงดังกรอบแกรบ สีหน้าเริ่มถมึงทึง “ในเมื่อพูดดีๆ ไม่รู้เื่... ฉันคงไม่ต้องเกรงใจแล้วมั้ง”
ไวเท่าความคิด เขาพุ่งเข้าไปคว้าคอเสื้อชูฮุย แล้วยกตัวลอยขึ้นด้วยมือข้างเดียว
“แม่จ๋า ช่วยด้วยยย” ชูฮุย ร้องเสียงหลง ขาปัดป่ายไปมากลางอากาศ
จางชุนฮวาใแทบช็อก “โอเคๆ ยอมแล้ว ยอมให้ย้ายแล้ว ปลูกลูกชายฉันลงเดี๋ยวนี้”
ต้าลี่วางร่างชูฮุย ลงกับพื้นอย่างเบามือ (แต่หนักหน่วงในความรู้สึกคนโดน) ชูฮุย ยังคงนอนดิ้นพราดๆ แหกปากร้องไม่หยุด
“แม่จ๋า... ช่วยผมด้วย...”
จางชุนฮวารีบะโบอก “ลูกเอ๊ย เขาปล่อยแกแล้ว ลุกขึ้นมาเร็วเข้า”
ชูฮุย ถึงได้สติว่าตัวเองนอนกองอยู่กับพื้น เขาค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นด้วยอาการขาสั่นพั่บๆ ต้าลี่ชี้ไปที่รถเข็นของจางชุนฮวา สั่งทางสายตาให้เข็นนำไป
ชูฮุย พยายามออกแรงเข็น แต่ขามันอ่อนแรงจนก้าวไม่ออก สุดท้ายจางชุนฮวาจำต้องยอมลงเดินเอง
ชูชิงเห็นภาพนั้นก็หัวเราะเยาะ “เหอะ ที่แท้ก็เดินปร๋อได้นี่นา แล้วยังจะแกล้งทำสำออยใช้งานลูกชายให้เข็นรถเข็นมาตั้งไกล ช่างเป็แม่ดีเด่นจริงๆ”
คำยุยงของชูชิงได้ผลชะงัด ชูฮุย หันไปมองแม่ตัวเองด้วยสายตาขุ่นเคือง... ในใจเริ่มเกิดรอยร้าวฉานขึ้นระหว่างสองแม่ลูกเสียแล้ว
