ร่างกำยำของหวงเทียนลู่เดินผ่านประตูทางเข้าไปอย่างง่ายดาย พร้อมทั้งย่างกรายตรงไปยังทิศทางเสียงของฉินเฉิงด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
เมื่อเข้าสู่เขตของห้องโถงใหญ่ ปรากฏให้เห็นร่างของเหล่าผู้าุโหลายคน รวมถึงฉินเหยียนที่นั่งอยู่อย่างหมดอาลัยตายอยาก ข้างกายคือฉินเยว่ฉานและฉินเหวินเทียนที่คอยดูแลเป็อย่างดี
สาเหตุของการรวมตัวในครั้งนี้ก็เนื่องมาจาก ยันต์สื่อสารที่ส่งตรงจากสำนักวัง์ที่ฉินเยว่ฉานสังกัดอยู่ ดังนั้นฉินเฉิงจึงได้ตัดสินใจรวบรวมเหล่าผู้าุโมารวมตัวกันเพื่อเป็การให้เกียรติแขกที่มาจากแผ่นดินใหญ่
แต่พวกเขาจะคาดคิดได้อย่างไรว่าแขกที่มาเป็คนแรกกลับกลายเป็ศัตรูคู่อาฆาตอย่างเมืองเทียนเฟิง
แต่ถ้าหากฉินเฉิงไม่ปล่อยให้หวงเทียนลู่เข้ามา อาจจะเกิดความตะขิดตะขวงว่าตระกูลฉินหวาดกลัวต่อเมืองเทียนเฟิงก็เป็ได้ สุดท้ายฉินเฉิงจึงตัดสินใจเชิญชวนให้พวกของหวงเทียนลู่เข้ามาเสียก่อน
หวงเทียนลู่ก้าวเท้าเข้าไปอย่างไม่เกรงใจราวกับว่าเป็บ้านของตัวเองอย่างไรอย่างนั้น แต่ทันใดนั้นเมื่อมันมองเห็นเหล่าผู้าุโที่รวมกลุ่มกันครบก็อดไม่ได้ที่จะมึนงง "ช่างเป็การต้อนรับที่ยิ่งใหญ่เสียจริง"
ฉินเฉิงถ่มน้ำลายอย่างเหยียดหยาม "เ้าสำคัญตัวเองสูงเกินไป!"
การกระทำเช่นนั้นย่อมทำให้ผู้าุโทั้งหมดไม่พอใจ
หวงเทียนลู่เดินเข้ามาโดยไร้ความหวั่นเกรง ก่อนจะตัดสินใจนั่งลงบนเก้าอี้หรูหราที่ถูกเตรียมไว้ให้แก่บุคคลจากแผ่นดินใหญ่โดยไม่ถงไม่ถามใดๆสักคำ
บุคคลที่ตามมาด้านหลังก็นั่งเรียงรายอย่างเรียบร้อยโดยไม่ปริปากเป็บุคคลแรก
เมื่อเห็นเช่นนั้นมุมปากของฉินเฉิงกระตุกอย่างหนัก แต่ในใจลอบพึมพำด้วยความเยาะเย้ย 'หึ! เมื่อผู้าุโจากแผ่นดินใหญ่มาถึง พวกเ้าได้เจอดีแน่!'
สายตาของหวงเทียนลู่ทอดมองไปยังฉินเหยียนที่มีสีหน้าสำนึกผิดจนมันอดไม่ได้ที่จะประหลาดใจ
ฉินเฉิงขมวดคิ้วอย่างไม่สบอารมณ์ เขาเกริ่นขึ้นมาในเชิงเอ่ยถาม "เ้าเฒ่าหวง มีธุระอะไร?"
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!" หวงเทียนลู่หัวเราะขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย พร้อมทั้งหยิบกาน้ำชาเทลงถ้วยโดยไม่สนใจผู้ใด "ข้าแค่มาเยี่ยมเยียนสหายเก่าเท่านั้น อย่าได้เป็ทางการมากนัก"
ฉินเฉิงเค้นคำพูดอย่างช้าๆ รัศมีปราณเริ่มก่อตัวในตันเถียนหมุนเวียนเตรียมพร้อมสำหรับการเผชิญหน้าที่จะเกิดขึ้น "โอ้? เ้ามาเยี่ยมเยียนในเวลาที่ตระกูลฉินอ่อนแอที่สุดงั้นหรือ? จุดประสงค์ของเ้ามองออกง่ายเกินไป"
"เ้าคิดมากเกินไป" แต่หวงเทียนลู่โบกมือมิได้ใส่ใจราวกับว่าเขาเป็คนนิสัยเสียอย่างไรอย่างนั้น "ข้าแค่มีเื่มาถามเ้าเท่านั้น"
ฉินเฉิงที่ได้ยินเช่นนั้นก็ผ่อนคลายลง พลังปราณที่แผ่ซ่านก็หวนกลับคืน "โอ้? เื่อะไร?"
หวงเทียนลู่กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของมันในทันที "เกี่ยวข้องกับตระกูลหยาง เมื่อเช้านี้ข้าได้ยินมาว่าตระกูลหยางล่มสลายไปแล้ว แต่ข้าเชื่อว่ายังมีสมาชิกบางส่วนที่ยังเหลือรอดอยู่... และสิ่งที่ข้าอยากรู้คือวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของตระกูลหยางที่บุกถล่มกองโจรมายาในคืนนั้น"
ก่อนจะเดินทางมายังอาณาเขตตระกูลฉิน หวงเทียนลู่ได้ค้นหาสมาชิกผู้บำเพ็ญปราณ์ทั้งห้าของกองโจรมายารวมถึงหลิงซูเจอแล้ว แต่พวกเขายังไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ในการลอบจู่โจมยามดึกของตระกูลหยางในครานั้น
โดยปกติแล้วหยางลั่วมิใช่คนโง่เขลา อย่างน้อยมันต้องสืบหาที่มาและเื้ัของกองโจรมายาก่อนจะลงมือ แต่ค่ำคืนนั้นราวกับว่ามันกำลังเดือดดาลกับบางสิ่งและมาระบายใส่กองโจรมายาอย่างไรอย่างนั้น
ฉินเฉิงที่ได้ยินประโยคนั้นพลันขมวดคิ้วอย่างหนัก หากจะไล่เรียงตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว เห็นได้ชัดว่าไม่มีผู้ใดรู้เบื้องลึกเื้ัในการเดินทัพของตระกูลหยางแม้แต่ผู้เดียว
เพราะบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นได้ตายไปหมดแล้ว
ส่วนสมาชิกตระกูลหยางบางส่วนก็ยังคงพยายามขุดเหมืองหยกสีม่วงอย่างขะมักขะเม้น แม้แต่ฉินเฉิงเองก็ไม่รู้คำตอบของเื่นี้แม้นจะสืบหาข้อมูลให้ลึกไปแล้วก็ตาม
สุดท้ายฉินเฉิงทำได้เพียงถอนหายใจเบาๆ "ดูเหมือนว่าบุคคลที่อยู่เื้ักองโจรมายาคือพวกเ้า"
หวงเทียนลู่ยิ้มเล็กยิ้มน้อยแต่มิได้พูดอะไร ความเงียบของมันคือคำตอบที่ไม่จำเป็ต้องเอ่ยตอบ
ฉินเฉิงตอบได้เพียงแค่ว่า "แม้ว่าข้าจะสืบเสาะให้ลึกลงไปแล้ว ข้าก็ไม่ทราบข้อเท็จจริงนี้เช่นกัน เพราะบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์ค่ำคืนนั้นได้ตายไปหมดแล้ว"
"โอ้? เป็เช่นนั้น" หวงเทียนลู่ที่ได้ยินก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย ราวกับว่ามันกำลังมองผ่านดวงตาของฉินเฉิงพลันตัดสลับไปกับฉินเหยียนที่มีแววตาเหม่อลอย
ทันใดนั้นชายหนุ่มในอาภรณ์สีทองเื้ัที่จดจ้องฉินเยว่ฉานอยู่ตลอดเวลาก็พลันลุกขึ้นพรวดอย่างฉับพลัน มันเดินตรงไปสามก้าวก่อนจะทักทายอย่างเป็มิตร "เยว่ฉาน พวกเราได้เจอกันอีกแล้ว"
แต่ฉินเยว่ฉานที่หันกลับมาก็แสดงทีท่ารังเกียจ "นายน้อยหวง! ข้าไม่ได้สนิทกับเ้าขนาดนั้น! อย่าเรียกข้าด้วยชื่อห้วนๆ!"
แต่ชายหนุ่มหวงหลิงกงไม่ได้สะทกสะท้าน ก่อนจะยิ้มอย่างอ่อนโยน "เยว่ฉาน เ้าจะใจร้ายกับข้าไปถึงเมื่อใด? ข้าได้ส่งคำหมั้นหมายแก่เ้าเมื่อนานมาแล้ว แล้วเ้าจะยังยึดติดอยู่กับขยะอย่างไป๋เฉินให้ได้อะไรขี้นมา-"
ไม่ทันจะได้สิ้นสุดประโยค รังสีปราณจิตสังหารของฉินเยว่ฉานพรั่งพรูอย่างเดือดดาล นางลุกขึ้นพร้อมกับกระบี่หยกปรากฏลำแสงสีเงินชี้ตรงไปอย่างไร้ความหวั่นเกรง "หุบปากของเ้าซะ! หากเ้ายังกล่าวถึงไป๋เฉินเช่นนั้น... เ้าตายแน่"
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! ช่างอารมณ์ร้ายจริงๆ เผอิญว่าข้าชอบหญิงสาวอารมณ์ร้ายเช่นนี้เสียด้วย" หวงหลิงกงเลียริมฝีปากด้วยรอยยิ้มเพ้อฝันอย่างไร้ความกลัว
"ฮ่าย~ ไม่คาดคิดว่ามีคนบ้านนอกกล้าที่จะแย่งชิงภรรยาไปจากข้าจริงๆ..."
เสียงพึมพำไม่แยแสมาพร้อมเสียงฝีเท้าสงบค่อยๆก้าวเข้ามาอย่างมั่นคงจากนอกห้องโถงอย่างฉับพลัน
ทุกฝีก้าวเปี่ยมไปด้วยแรงกดดันจางๆที่ทำให้บรรยากาศภายในห้องโถงอึดอัดขึ้นมาอย่างกะทันหัน จนมีใครบางคนเริ่มที่จะหายใจไม่ทั่วท้อง
ทุกสายตาสอดส่องไปยังทิศทางของเสียง พวกเขาพบเจอกับชายหนุ่มที่มีใบหน้างดงามมาพร้อมกับรอยยิ้มจางๆที่มุมปากแลดูหล่อเหลา ั์ตาสีเืคู่นั่นส่องประกายด้วยความหลงใหล แม้แต่ฉินเยว่ฉานยังมึนงงไปครู่หนึ่งยามสบตา
ร่างนั้นสวมอาภรณ์สีขาวซีดราวหิมะ มือทั้งสองไพล่หลังอย่างสุภาพ ค่อยๆก้าวเข้ามาอย่างมีเสน่ห์สะกดทุกสายตาได้อย่างง่ายดาย แม้แต่ฉินเหยียนที่ตกอยู่ในอาการมึนงงจำต้องเงยหน้าขึ้นมองเฉกเช่นเดียวกัน
หวงเทียนลู่ที่ได้เห็นชายหนุ่มผู้นั้นก็อดไม่ได้ที่จะใจสั่นและลอบประเมินชายหนุ่มภายในใจ 'เสียงฝีเท้าที่เปรียบดั่งต้องมนต์ ซ้ำยังจังหวะการหายใจที่มั่นคง รวมถึงการเคลื่อนไหวที่หนักแน่น... ชายหนุ่มผู้นี้ไม่ธรรมดา!'
ด้วยการปราดมองเพียงแวบเดียว หวงเทียนลู่ก็สามารถบ่งบอกได้ว่าชายหนุ่มที่มาถึงนั้นไม่ธรรมดา แม้นว่ามันจะมิอาจััได้ถึงระลอกคลื่นของพลังปราณได้ แต่มันกลับมีความรู้หวั่นๆอยู่ในใจลึกๆ
แต่แตกต่างกันกับหวงหลิงกงที่มองเห็นใบหน้าของชายหนุ่ม ดวงตาของมันฉายแววเจตนาฆ่าขึ้นมาอย่างฉับพลัน "ไป๋เฉิน!"
"อะไร!" หวงเทียนลู่และองครักษ์ที่ได้ยินชื่อแซ่นั้นก็เผลอสำลักชาอย่างรุนแรง
ปรากฏว่าชายหนุ่มที่เขาตั้งมาตรฐานไว้สูงลิ่วผู้นี้คือไป๋เฉินขยะไร้ประโยชน์ที่พวกเขาเพิ่งจะเอ่ยถึง
แม้แต่หวงหลิงซูที่นั่งอยู่ใกล้ชิดยังต้องลุกขึ้นพรวดเมื่อมองไปยังดวงตาสีเืที่คุ้นเคยคู่นั้น
'เป็ไปได้ไหมว่าเขาคือ?'
'แต่จะเป็ไปได้อย่างไร? แม้นสีของั์ตาจะเหมือนกัน แต่เขาไม่มีรังสีเข่นฆ่าที่เข้มข้นเทียบได้กับบุคคลที่ช่วยเหลือข้าในค่ำคืนนั้นแม้แต่น้อย'
ไป๋เฉินมิได้เอ่ยตอบหากแต่ยังยิ้มอย่างไม่แยแส เขาเดินตรงไปยังที่นั่งเรียงรายเป็ทางยาวที่มีเก้าอี้หนึ่งตัวเหลือไว้
เก้าอี้ตัวนั้นคือตำแหน่องของฉินฟงที่ตกตายไป ไป๋เฉินนั่งลงอย่างไม่ใส่ใจราวกับว่าเขาเพียงแค่เข้ามาดูเท่านั้น
เหล่าผู้าุโทุกคนแสดงสีหน้าราวกับกำลังเกรงใจต่อไป๋เฉิน แม้แต่ฉินเหยียนเองก็ไม่พูดอะไร
"ไป๋เฉิน..." ฉินเหยียนพึมพำแ่เบาที่เห็นว่าไป๋เฉินมาปรากฏตัวด้วยตัวเอง ความรู้สึกผิดและความสิ้นหวังที่ตกค้างค่อยๆเลือนรางจนมลายหายไป
การกระทำของไป๋เฉินราวกับว่าเป็การให้อภัยต่อตัวของฉินเหยียนแล้ว
ไป๋เฉินผงกศีรษะเบาๆให้แก่ฉินเหยียนด้วยรอยยิ้มอบอุ่น แต่ลึกลงไปในรูม่านตามีความเฉยชาและไม่แยแสแฝงอยู่
"โอ้? นึกว่าชายหนุ่มที่ใด ที่แท้ก็บุตรชายของไป๋หนานเทียนงั้นรึ?" หวงเทียนลู่กล่าวขึ้นโดยพลันครั้นเห็นปฏิกิริยาตอบสนองที่เกรงใจของเหล่าผู้าุโตระกูลฉินทั้งหมด
ไป๋เฉินหันสายตาไปยังหวงเทียนลู่ก่อนจะประสานมืออย่างสุภาพและตอบกลับไปในลักษณะเดียวกัน "นึกว่าแขกผู้มีเกียรติที่ไหน ปรากฏว่าเป็คนขี้ขลาดจากเมืองเทียนเฟิงที่หลบซ่อนอยู่หลังผู้อื่นงั้นรึ? ยินดีที่ได้รู้จัก"
หวงเทียนลู่ที่ได้ยินเช่นนั้นก็แทบจะอาเจียนเป็เื!
