เช้าวันรุ่งขึ้น เอื้องขวัญตื่นขึ้นมาพร้อมกับเสียงไก่ขันที่ดังกว่านาฬิกาปลุกสามบ้านแปดบ้านรวมกัน
หลังจากต้องทำศึกกับผ้าแถบและโจงกระเบนรอบเช้า (ซึ่งวันนี้ทำได้ดีขึ้นนิดหน่อย เพราะนังจุกช่วยดึงจนเอวกิ่ว) เอื้องขวัญก็อาศัยจังหวะที่แม่นายจันทร์กำลังง่วนอยู่กับการตรวจบัญชีครัว แอบย่องลงจากเรือน
เป้าหมายคือ... กลุ่มควันสีเทาจางๆ ที่ลอยอยู่เหนือยอดไม้ทางทิศใต้ของเรือน
เท้าที่สวมรองเท้าแตะไม้ (เกี๊ยะ) เดินย่ำไปตามทางเดินดินบดอัด ผ่านสวนผลไม้ร่มรื่น จนกระทั่งภาพตรงหน้าเปิดกว้างออกสู่สายตา
“โห...”
เอื้องขวัญเผลออุทานออกมาเบาๆ
เบื้องหน้าคือลานดินกว้างใหญ่ริมแม่น้ำเ้าพระยา ที่เต็มไปด้วยกิจกรรมขวักไขว่ของผู้คนนับร้อย
นี่คือ “โรงหล่ออิฐตระกูลเฮง” กิจการที่หล่อเลี้ยงปากท้องของคนในเรือน
ภาพที่เห็นดูขลังและทรงพลังในแบบของมัน กองดินเหนียวสูงท่วมหัวถูกลำเลียงมาจากเรือเอี้ยมจุ๊นที่จอดเทียบท่า ชายฉกรรจ์ร่างกำยำเปลือยท่อนบน ผิวมันเมือกไปด้วยเหงื่อและโคลน กำลังย่ำดินผสมแกลบในบ่อดินขนาดใหญ่ เสียงะโสั่งงานดังโหวกเหวกแข่งกับเสียงลั่นของไม้ฟืนที่ปะทุในเตา
แต่... ในสายตาของวิศวกรโยธาอย่างเอื้องขวัญ ภาพที่สวยงามนี้กลับเต็มไปด้วย “จุดบกพร่อง”
คิ้วเรียวสวยเริ่มขมวดเข้าหากันจนแทบผูกโบ
เธอเดินเข้าไปใกล้กองอิฐสุกที่เพิ่งเผาเสร็จและนำมาวางพักไว้ ก้มลงหยิบอิฐก้อนหนึ่งขึ้นมาพิจารณา
‘หนัก... แต่เนื้อไม่แน่น’
เอื้องขวัญลองเอาอิฐสองก้อนมาเคาะกันเบาๆ
โป๊ก...
เสียงทึบๆ ไม่กังวานใส แสดงว่าข้างในยังไม่แกร่งพอ หรืออาจจะมีโพรงอากาศ
เธอลองออกแรงบิดนิดเดียว... เปรี้ยะ! อิฐในมือแตกครึ่งอย่างง่ายดาย เผยให้เห็นเนื้อในที่มีสีดำคล้ำเป็วงใหญ่
“ไส้ดำ... เผาไม่สุกนี่หว่า” เอื้องขวัญพึมพำ ศัพท์ช่างเริ่มหลุดออกมา “ไฟแรงเกินไปแต่ความร้อนเข้าไปไม่ถึงแกนกลาง ภายนอกสุกจนไหม้แต่ข้างในยังดิบ... สูญเสียของชะมัด!”
เธอกวาดตามองไปรอบๆ กองอิฐที่ "คัดทิ้ง" ซึ่งกองพะเนินเป็ูเาเลากา สูงเกือบเท่ากองอิฐดี
‘นี่มันต้นทุนจม (Sunk Cost) ชัดๆ! เผาอิฐร้อยก้อน ใช้ได้จริงแค่ห้าสิบก้อน อีกห้าสิบก้อนทิ้งขว้าง... มิน่าล่ะ ป๋าเฮงถึงบ่นว่ากำไรหด’
“แม่หญิง! มาทำกระไรตรงนี้ขอรับ! แดดร้อน เดี๋ยวจะเป็ลมเป็แล้งไป!”
เสียงห้าวๆ ดังขึ้นขัดจังหวะการวิเคราะห์
ชายวัยกลางคนรูปร่างสันทัด ผิวคล้ำแดด ไว้หนวดเขี้ยวโง้ง นุ่งผ้าขาวม้าเคียนเอว เดินเข้ามาหาด้วยท่าทางไม่ค่อยพอใจนัก นี่คือ “ลุงมั่น” หัวหน้าคนงานเก่าแก่ที่อยู่มาั้แ่รุ่นปู่
“ฉัน... เอ่อ ข้า... แค่มาเดินเล่นจ้ะลุง” เอื้องขวัญรีบปรับสรรพนาม
“เดินเล่น? ที่นี่มิใช่สวนดอกไม้นะขอรับ มีแต่ฝุ่นแต่โคลน ระวังจะเปรอะเปื้อนชุดงามๆ กลับเรือนไปเถิดขอรับ ประเดี๋ยวเ้าสัวจะมาดุเอาว่าข้าดูแลไม่ดี” ลุงมั่นพูดเหมือนไล่กลายๆ สายตามองเหยียดนิดๆ ว่าเป็ผู้หญิงจะมารู้อะไรเื่งานหนัก
เอื้องขวัญรู้สึกจี๊ดขึ้นมาที่ใจ ไม่ใช่เพราะโดนไล่ แต่เพราะทัศนคติที่มองว่าผู้หญิงเป็ตัวเกะกะ
เธอสูดหายใจลึก วางก้อนอิฐที่แตกในมือลงบนกองอย่างเบามือ แล้วหันไปสบตาลุงมั่นตรงๆ
“ลุงมั่นจ๊ะ... อิฐกองนู้นที่จะส่งไปกรมโยธาฯ น่ะ ลุงแน่ใจรึว่ามันจะผ่านการตรวจ?”
ลุงมั่นชะงัก เลิกคิ้วสูง “ทำไมจะไม่ผ่าน! ข้าทำอิฐมาั้แ่แม่หญิงยังไม่เกิด สูตรของข้าดีที่สุดในพระนคร!”
“แต่ฉันเห็นว่า... อิฐพวกนั้นสีมันไม่เสมอกันนะจ๊ะ บางก้อนแดงแจ๋ บางก้อนซีดเผือด แสดงว่าไฟในเตามันวิ่งไม่ทั่ว... ถ้าเอาไปก่อกำแพงวัง รับรองว่าไม่เกินสิบปี ปูนกะเทาะ อิฐร่อนแน่ๆ”
ลุงมั่นหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธที่โดนเด็กเมื่อวานซืนสอนมวย “แม่หญิงจะไปรู้อะไร! เื่ไฟเื่ฟืน มันเป็เื่ของฟ้าฝนธรรมชาติ ควบคุมมิได้ดอก!”
‘ควบคุมไม่ได้กะผีสิ!’ เอื้องขวัญเถียงในใจ ‘มันคือเื่ของ Thermodynamics (อุณหพลศาสตร์) ล้วนๆ!’
แต่เธอยังไม่อยากหักด้ามพร้าด้วยเข่า จึงส่งยิ้มหวานเคลือบยาพิษไปให้
“จ้ะ... ฉันอาจจะไม่รู้ แต่ถ้ากรมเขาตีกลับมาทั้งลอต... ลุงมั่นอย่ามาโทษฟ้าฝนก็แล้วกัน”
พูดจบ เอื้องขวัญก็สะบัดหน้าหมุนตัวเดินกลับเรือน ทิ้งให้ลุงมั่นยืนกัดฟันกรอดด้วยความหงุดหงิด
ระหว่างทางเดินกลับ สมองของวิศวกรสาวแล่นเร็วปรู๊ดปร๊าด
ภาพเตาเผาอิฐทรงกระดองเต่าแบบโบราณที่เห็นเมื่อครู่ ถูกถอดแบบออกมาเป็เส้นสายลายเส้นในหัว
‘เตามันเตี้ยไป... ปล่องระบายอากาศก็เล็ก ลมไม่ดูด... ความร้อนมันเลยลอยออกไปหมดแทนที่จะวนกลับมาอบอิฐ’
เอื้องขวัญกำหมัดแน่น แววตามุ่งมั่นลุกโชนแข่งกับแสงแดดยามสาย
“คอยดูเถอะ... ฉันจะปฏิวัติโรงงานนี้ให้ดู! จะทำให้ลุงมั่นต้องมาขอขมาที่ดูถูกผู้หญิงให้ได้!”
แต่ก่อนจะไปถึงเื่อิฐ...
เอื้องขวัญชะงักเท้าเมื่อเดินผ่านตุ่มน้ำดินเผาข้างเรือนครัว แล้วเห็นลูกน้ำตัวอ้วนพีว่ายดุ๊กดิ๊กอยู่ในน้ำขุ่นคลั่ก
“โอเค... เื่อิฐเอาไว้ก่อน เื่ ‘น้ำ’ ต้องมาก่อน ไม่งั้นฉันได้เป็นิ่วตายก่อนแน่ๆ!”
