บทที่ 151 ไม่ถอยเด็ดขาด
ฉินหลิงซีสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนหันมองโม่เต้าจื่อ “ท่านพาพวกเราไปดูสถานที่ที่ฉินชูอยู่อาศัยได้หรือไม่”
โม่เต้าจื่อพยักหน้า จากนั้นจึงพาฉินหลิงซีไปยังเรือนไม้ข้างผาหินตัดที่ลานหอศิษย์รับใช้บนยอดเขาชิงจู๋
“ที่ผ่านมาฉินชูฝึกฝนอยู่ที่นี่ตลอด” โม่เต้าจื่อกล่าวกับฉินหลิงซี
“ใครกัน?” เอ้อพั่งพาคนมาด้วย เพราะศิษย์รับใช้ไปรายงานเขา บอกว่ามีคนไปที่เรือนไม้ของฉินชู เขาจึงพาศิษย์รับใช้จำนวนหนึ่งมา เขตพื้นที่ของฉินชู ผู้อื่นห้ามแตะต้องเด็ดขาด
“เ้าโวยวายอะไร?” โม่เต้าจื่อถลึงตาใส่เอ้อพั่งทีหนึ่ง
ภายหลังเอ้อพั่งมองพวกฉินหลิงซี จึงประสานหมัดคำนับโม่เต้าจื่อ “ผู้เฒ่าโม่ ที่นี่เป็เขตพื้นที่ของฉินชู ผู้อื่นจะกระทำการส่งเดชไม่ได้ขอรับ”
“ไม่มีใครกระทำการส่งเดช เ้าไปทำธุระของเ้าเสีย” โม่เต้าจื่อรู้สึกหมดคำพูด เอ้อพั่งทำแบบนี้ก็ยิ่งวุ่นวายไม่ใช่หรือ
เวลานี้เอง ฉินหลิงซีจึงหันมองเอ้อพั่ง “เ้ารู้จักฉินชู?”
“รู้จักสิ เขาเป็ถึงหัวหน้าหอศิษย์รับใช้ของพวกเรา และเป็สหายคนสนิทของข้าเอ้อพั่ง” เอ้อพั่งเหยียดหลังตรง
“ดีมาก ข้าเป็อาหญิงของฉินชู เล่าเื่ของฉินชูให้ข้าฟังบ้าง” ฉินหลิงซีกล่าวกับเอ้อพั่ง
“อาหญิงของฉินชู... เช่นนั้นท่านเชิญนั่ง ไปชงน้ำชา!” เอ้อพั่งเชิญฉินหลิงซีนั่งลง ก่อนสั่งให้ศิษย์รับใช้ที่ตามมาด้วยไปชงชา จากนั้นจึงเล่าเื่ราวระหว่างเขากับฉินชู ทั้งยังบอกเล่าความเปลี่ยนแปลงของหอศิษย์รับใช้
หลังได้ฟังคำบอกเล่าจากเอ้อพั่ง ฉินหลิงซีก็นิ่งเงียบไป นางรู้สึกว่าเพราะความสะเพร่าของตนเอง จึงนำพาปัญหามากมายมาให้ฉินชู เขาถึงได้ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากเกินไป
“ผู้เฒ่าโม่ วันนี้ข้าอยากพักผ่อนที่นี่ ไว้ข้าค่อยพูดคุยกับท่านอีกที” ฉินหลิงซีกล่าวกับโม่เต้าจื่อ
“ได้ หากมีปัญหาใด ก็มาหาข้าที่ยอดเขาหลักเสีย” โม่เต้าจื่อพยักหน้า
โม่เต้าจื่อจากไปแล้ว ฉินหลิงซียืนครุ่นคิดไตร่ตรองอยู่ข้างผาหินตัด ข่าวที่หลานชายยังมีชีวิตอยู่ ทั้งยังมีความสามารถสูง ทำให้นางจิตใจว้าวุ่นไม่น้อย นางรู้สึกดีใจมาก หากจะมีจุดที่ไม่สมบูรณ์สักจุด นั่นคือจุดที่ไม่ได้พบกับหลานชาย
“องค์หญิง คุณชายยังมีชีวิตอยู่ ภารกิจเร่งด่วนของพวกเราคือต้องหาตัวเขาให้พบ และบ่มเพาะเขา หากไม่ได้รับการบ่มเพาะด้วยเคล็ดวิชาของตระกูล อาจเกิดปัญหากับสายเืได้ง่าย” บุรุษผู้หนึ่งมาหยุดอยู่ข้างกายฉินหลิงซีก่อนกล่าว
“ข้าขอสงบจิตใจก่อน พรุ่งนี้หลังจากพบกับผู้เฒ่าโม่ของสำนักชิงหยุน พวกเราค่อยค้นหาฉินชูเต็มกำลัง ฉินชูหรือ... เป็ชื่อที่ดีไม่น้อย” ฉินหลิงซีกล่าวพึมพำเสียงเบา
ภายในที่พักของโม่เต้าจื่อบนยอดเขาหลัก หลิงหยุนจื่อ หลัวเจิน และลู่หย่วนล้วนอยู่ด้วย
“อาหญิงของฉินชูช่างกล้าแกร่งนัก” หลัวเจินเอ่ยปากพูด
โม่เต้าจื่อพยักหน้า “แกร่งมากจริงๆ เฉียนหลิงเทียนผู้แข็งแกร่งที่สุดแห่งแคว้นหนานเหยียนของเราเทียบด้านกระแสพลังปราณและรัศมีกับนางไม่ได้เลย หากนางจะก่อความวุ่นวาย แม้สำนักชิงหยุนของเราจะมีมหาตราเวทคุ้มครองบรรพตศิขรก็ไร้ประโยชน์ สมาชิกสายหลักของเผ่าสายเืศักดิ์สิทธิ์ มีความสามารถมากพอที่ทุกคนต้องให้ความสำคัญ”
“รู้อยู่แล้วว่าเ้าหนูฉินชูไม่ธรรมดา คิดไม่ถึงว่าจะมีชาติกำเนิดแกร่งเพียงนี้ น่าเสียดายที่เผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงสูญสิ้นแล้ว” ลู่หย่วนกล่าวอย่างเศร้าใจ
“ลู่หย่วน เ้าอย่าได้คิดเช่นนั้นเป็อันขาด อูฐที่ผอมแห้งจนตายก็ยังตัวโตกว่าม้า[1] เผ่าสายเืศักดิ์สิทธิ์ไม่ล่มจมง่ายดายเพียงนั้น ขอแค่พวกเขายังมีคนอยู่ ก็ฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้งได้ เหมือนดั่งเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงในยามนี้ เพียงมีสตรีคนหนึ่งปรากฏตัว ในแคว้นหนานเหยียนแห่งนี้ก็มิอาจมีผู้ใดสามารถสั่นคลอนได้” โม่เต้าจื่ออธิบายเพื่อปรับแก้ความเข้าใจผิดของลู่หย่วน
ภายในเรือนไม้ของฉินชู ฉินหลิงซีพักผ่อนหนึ่งคืน ภายหลังนางยังกำชับกับเอ้อพั่งว่าอย่าเอ่ยถึงเื่ที่นางเคยมาที่นี่กับผู้อื่นด้วย ก่อนจะไปยังยอดเขาหลักของสำนักชิงหยุน
หลัวเจินเป็คนไปต้อนรับฉินหลิงซี และพานางไปยังศาลาพักอาศัยของโม่เต้าจื่อ
ฉินหลิงซีให้ผู้ใต้บังคับบัญชารออยู่ด้านนอก ส่วนตัวนางเข้าไปในศาลาของโม่เต้าจื่อ
“เชิญนั่ง” โม่เต้าจื่อเชิญฉินหลิงซีนั่งลง
“ขอบคุณที่ท่านคอยสอนสั่งฉินชู” ฉินหลิงซีประสานหมัดคำนับโม่เต้าจื่อแล้วนั่งลง
“ฉินชูเป็ผู้มีความสามารถที่หาตัวจับได้ยาก เรียกว่าภายในสำนักชิงหยุนไม่มีผู้ใดสามารถสอนเขาได้ แม้ตอนที่เขาเพิ่งเข้าร่วมสำนักชิงหยุนจะยังไม่มีพลังปราณ แต่ใช้เวลาสองปีก็ฝึกฝนถึงขั้นสี่หลิงหยวน ที่สำคัญที่สุดคือเขาประจักษ์ในจิตกระบี่ เข้าใจเจตจำนงกระบี่ ทั้งยังมีเจตจำนงกระบี่ระดับสอง ในภายภาคหน้ายังก้าวหน้าขึ้นได้อีกมาก ข้าไม่รู้ว่าเคล็ดวิชาของเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงเป็รูปแบบใด แต่อย่าให้เขาละทิ้งความเติบโตก้าวหน้าในวิถีกระบี่เป็อันขาด” โม่เต้าจื่อกล่าวกับฉินหลิงซี
“จิตกระบี่ เจตจำนงกระบี่ระดับสอง... ผู้เฒ่าโม่วางใจได้ พวกเราจะไม่ตัดหนทางก้าวหน้าของฉินชู นอกจากนั้น เื่ความสัมพันธ์ระหว่างฉินชูกับเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิง ข้าขอให้ท่านช่วยปิดบังไว้ก่อน ตอนนี้สถานการณ์วุ่นวายเกินไป กลุ่มอิทธิพลมากมายต่างรุมเล่นงานเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงของเราอยู่” ฉินหลิงซีกล่าว
โม่เต้าจื่อพยักหน้า เขาย่อมต้องใส่ใจในความปลอดภัยของฉินชู แม้ว่าฉินชูจะไม่ได้เป็ลูกศิษย์ของเขา แต่ที่ฉินชูฝึกก็เป็เคล็ดกระบี่กายสิทธิ์ของเขา นับว่าเป็ลูกศิษย์ทางอ้อม
ฉินหลิงซีลุกขึ้น แล้วออกจากศาลาพักอาศัยของโม่เต้าจื่อ นางพาผู้ใต้บังคับบัญชาออกจากสำนักชิงหยุน ไปยังหมู่บ้านเชิงเขาของสำนักชิงหยุน
“ทิ้งคนไว้สองคน ให้รออยู่ที่นี่ หากเห็นฉินชูกลับมา ต้องรั้งเขาไว้ให้ได้ จะปล่อยให้เขาหายไปไม่ได้อีก เขาต้องกลับเข้าตระกูล” ฉินหลิงซีกล่าวกับผู้ใต้บังคับบัญชา
นางให้ผู้ใต้บังคับบัญชาสองคนอยู่ต่อ ก่อนที่นางจะพาคนที่เหลือไล่ตามฉินชูไปทันที
ในยามนี้ฉินชูกำลังเร่งเดินทาง ข้อเท็จจริงส่วนหนึ่งค่อยๆ ปรากฏขึ้น ตอนนี้เขาอยากไปลองดูที่เผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิง หรือควรจะเรียกว่าสถานที่ตั้งของตระกูลเขาเอง
เมื่อลองตรวจสอบดู เขาจึงรู้ว่าเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงนั้นเป็อย่างไร ก่อนหน้านี้เผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงแข็งแกร่งที่สุดในบรรดาเผ่าสายเืศักดิ์สิทธิ์ทั้งห้า แม้จะไม่ได้ยึดครองใต้หล้า และไม่ได้แย่งชิงดินแดน แต่ไม่ว่าจะเป็กลุ่มอิทธิพลใดก็ต้องคล้อยตามความ้าของเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงด้วยความเคารพ
ความเกรียงไกรเช่นนี้เอง ที่นำพาความกดดันมาสู่ผู้อื่น ท้ายที่สุดเผ่าศักดิ์สิทธิ์อัสนีเดช เผ่าศักดิ์สิทธิ์พยัคฆ์ขาว จึงได้ร่วมมือกับคนส่วนหนึ่งจากเผ่าศักดิ์สิทธิ์เต่านิล รวมถึงคนทรยศในเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิง เข้าโจมตีสมาชิกสายตรงของเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิง ศึกครั้งนั้นทำให้ผู้แกร่งกล้าของเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงสิ้นชีพเป็จำนวนมาก น่าเวทนาเป็ยิ่งนัก
ตามที่ฉินชูรู้มา ระหว่างศึกครั้งนั้น นอกจากสายย่อยที่แปรพักตร์ คนที่เหลือในเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงล้วนต่อสู้อย่างสุดชีวิต เพื่อคนในครอบครัว เพื่อคนในเผ่า คนที่หนีได้ล้วนไม่รอด สุดท้ายหัวหน้าเผ่าถ่ายทอดคำสั่ง ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาในเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงถอยร่น หลังจากนั้น เผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย ขณะเดียวกัน เผ่าศักดิ์สิทธิ์อัสนีเดช และเผ่าศักดิ์สิทธิ์พยัคฆ์ขาวก็ได้รับความเสียหายอย่างหนัก และเื่ที่ทำให้ผู้ฝึกตนทั้งหมดในแคว้นจงโจวรู้สึกประหลาดใจที่สุดคือเผ่าศักดิ์สิทธิ์เต่านิลเลือกที่จะเก็บตัวไปเสียอย่างนั้น
สภาพการณ์ภายในแคว้นจงโจวไม่ได้มีความเปลี่ยนแปลงมากเท่าไร กลุ่มอิทธิพลจำนวนหนึ่งคิดอยากยึดครองเขตแดนที่เผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงเคย แต่กลับทำไม่สำเร็จ
ในแคว้นศักดิ์สิทธิ์ มีทั้งสำนัก ราชวงศ์ และตระกูลที่เป็กลุ่มอิทธิพลจำนวนมาก เผ่าสายเืศักดิ์สิทธิ์ทั้งห้ามีอิทธิพลกล้าแกร่งที่สุด ทว่าล้วนแต่อยู่ในสภาวะกึ่งเก็บตัวทั้งสิ้น ไม่ได้เข้าแย่งชิงดินแดน เพียงให้ความคุ้มครองกลุ่มอิทธิพลจำนวนหนึ่งที่อยู่ภายในเขตแดนที่กำหนดไว้ เผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงเงียบหายไร้ร่องรอย แต่กลุ่มอิทธิพลที่พวกเขาให้ความคุ้มครอง ไม่ได้ปล่อยให้กลุ่มอิทธิพลอื่นเข้ามาแทรกแซง แม้ต้องล่มจมดับสูญ ก็ไม่ยอมถอย
เมื่อสืบจนรู้ความเช่นนี้ ทำให้เืในใจฉินชูเดือดพล่าน นี่คือศักดิ์ศรี ศักดิ์ศรีที่ทำให้กล้าสู้จนตัวตาย!
[1] อูฐที่ผอมแห้งจนตายก็ยังตัวโตกว่าม้า เป็ภาษิตจีน ที่เปรียบเปรยผู้มีความสามารถกล้าแกร่ง แม้จะอยู่ในสถานการณ์อับจนหนทางก็ยังเก่งกาจกว่าผู้แข็งแกร่งหน้าใหม่
