ไป๋เหวินหลิงที่นั่งลงบนเตียงหลังจากกลับเข้ามาในห้องแล้ว เธอกลับรู้สึกเสียใจขึ้นมา
ถึงซูฮ่าวจะเห็นร่างกายของเธอทั้งหมดแล้ว และทำให้เธอด่างพร้อย แต่การกระทำทุกอย่างของเขา หากพิจารณาดีๆ แล้ว เขาก็หวังดีกับเธอเท่านั้น
หากไม่ใช่เพราะห่วงว่าจะเกิดอันตรายอะไรกับเธอไหม ซูฮ่าวคงไม่พุ่งขึ้นมาชั้นสามอย่างรีบร้อน และพังประตูห้องอาบน้ำโดยไม่สนใจอะไรแบบนั้น
แต่ตนกลับไม่ลองคิดในมุมของเขา ทั้งยังตบเขาอีก โดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกของเขาเลยแม้แต่น้อย
พอคิดดีๆ แล้ว ทุกสิ่งที่ซูฮ่าวทำมาสองวันนี้ทั้งหมดก็เพื่อเธอทั้งนั้น
ั้แ่คดีโจรกรรมของร้านเครื่องประดับพันชั่ง จนถึงงานเลี้ยงฉลองวันเกิดของหวางไป่ว่าน และก็เงินทุนของบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวถูกปล้นอีก ในเหตุการณ์นี้ก็เพราะมีซูฮ่าวอยู่ ถึงได้ช่วยแก้ไขวิกฤติได้
นับว่าเป็ผู้ชายที่ทุ่มเทให้กับงานอย่างเต็มที่คนหนึ่ง แต่กลับไม่ได้รับการให้เกียรติและเข้าใจอย่างที่ตนเองพึงมี ทุ่มเทหัวใจให้เธออย่างกระตือรือร้นได้ไม่นาน คิดไม่ถึงว่าจะถูกเธอตบจนแหลกสลาย
การที่เธอทำอย่างนี้ ไม่รู้ว่ามันเป็เื่ที่น่าเ็ปสำหรับชายคนนี้นานแค่ไหน?
ยิ่งไป๋เหวินหลิงคิดมากเท่าไร ก็ยิ่งรู้สึกเสียใจ และยิ่งรู้สึกผิดต่อซูฮ่าว
หากขณะที่เกิดเื่ ตนเองใจเย็นสักหน่อย และระวังคำพูด มองปัญหาในมุมของซูฮ่าว บางทีเื่ราวก็อาจจะไม่รุนแรงอย่างนั้น
ไม่ว่าอย่างไร ตนเองก็คือคู่หมั้นของซูฮ่าว ต่อไปก็ต้องแต่งงาน ร่างกายของตนเองก็คือของเขา เื่วันนี้ก็แค่เื่ในภายหลังเกิดขึ้นล่วงหน้าเท่านั้น
ไป๋เหวินหลิงนึกถึงตรงนี้ ก็ยิ่งละอายใจ เธอลังเลครู่หนึ่งก่อนจะยืนขึ้น อยากจะไปขอโทษซูฮ่าว
แต่เธอยังเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ก็กลับมาอีกแล้ว ราวกับไม่กล้าไปเผชิญหน้ากับซูฮ่าว
เธอหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา อยากจะส่งข้อความให้ซูฮ่าว แต่คิดอยู่นานมากแล้ว ก็ไม่รู้จะส่งไปว่าอย่างไร
เธอลังเลอยู่ในห้องสิบกว่านาทีแล้ว สุดท้ายก็ได้แต่ล้มเลิกความคิดที่จะไปขอโทษซูฮ่าวที่ห้อง
อย่างไรวันพรุ่งนี้ก็ต้องไปคุยสัญญากับซวี่หงเฟย ตอนนั้นค่อยลากซูฮ่าวไปด้วย แล้วซื้อเสื้อผ้าให้เขาสักชุด เพื่อเป็ของขวัญขอโทษแล้วกัน
พอไป๋เหวินหลิงคิดเื่นี้แล้ว ก็รู้สึกดีขึ้นมาเล็กน้อย หลังจากที่ล้างหน้าแปรงฟันแล้ว ก็ปิดไฟเข้านอน
เช้าตรู่ของวันที่สอง เสียงหม้อกระทะดังมาจากห้องโถงอย่างต่อเนื่อง จนปลุกให้ไป๋เหวินหลิงตื่นจากฝันแล้ว
เธอลืมตาอย่างสะลึมสะลือพร้อมกับหาว หลังจากนั้นก็เดินลงมาที่ห้องโถง
เธอมองลงไปก็หยุดชะงักทันที ตะลึงงันกับภาพเหตุการณ์ที่เห็นตรงหน้า
เห็นว่าบนโต๊ะหินอ่อนเต็มไปด้วยอาหารเช้า มีทั้งโจ๊กข้าวโอ๊ต ไข่ตุ๋น ขนมปังโฮลวีต และอาหารอื่นๆ ที่มีคุณประโยชน์มากมาย
“เหวินหลิง สวัสดีตอนเช้า!” ซูฮ่าวเดินออกมาจากห้องครัว ในมือยังถือซุปปลาใส่ขิง
ไป๋เหวินหลิงมองซูฮ่าวอย่างประหลาดใจ “ของพวกนี้… เป็ฝีมือของนายหรือ?”
“ฉันคิดว่านอกจากฉันแล้ว ในบ้านน่าจะไม่มีใครทำงานนี้ได้” ซูฮ่าวหัวเราะเบาๆ แล้วพูดว่า “รีบไปล้างหน้าแปรงฟัน มากินข้าวเช้าด้วยกัน”
ไป๋เหวินหลิงซาบซึ้งใจมาก
เดิมทีคิดว่าซูฮ่าวจะเ็ากับเธอหลังจากเหตุการณ์เมื่อคืนนี้ ทว่าคิดไม่ถึงเลยว่าซูฮ่าวจะไม่เพียงแต่ไม่ถือสาที่เธอตบเขา กระทั่งตั้งใจเตรียมอาหารเช้าให้เธอมากมายเช่นนี้อีกด้วย
อาหารเช้าที่อุดมสมบูรณ์อย่างนี้ คิดดูแล้วเวลาที่ใช้น่าจะไม่น้อย ซึ่งก็เห็นได้ว่าซูฮ่าวตั้งใจมาก
เธอฝืนความรู้สึกตื้นตัน และพยักหน้า พร้อมกับยิ้มแย้มให้ “ได้… ”
พอพูดจบ เธอก็หันหลังเข้าไปในห้องล้างหน้าแปรงฟัน
ซูฮ่าวเห็นสถานการณ์อย่างนี้แล้ว ก็งงงัน หลังจากนั้นก็โล่งใจไปเปลาะหนึ่ง
พูดจริงๆ เขาทำอาหารเช้ามื้อนี้ ส่วนใหญ่ก็อยากจะแสดงความขอโทษไป๋เหวินหลิงที่เมื่อวานตอนเย็นไม่ระวังเห็นร่างกายเธอจนหมด
เขายังเป็กังวลว่าไป๋เหวินหลิงจะไม่ยอมรับอาหารที่แทนคำขอโทษของตนเอง แต่ตอนนี้ดูแล้ว ความกังวลของเขากลับดูคิดมากเกินไป
ไป๋เหวินหลิงล้างหน้าแปรงฟันรวดเร็วมาก สักพักก็เดินออกมาจากในห้องล้างหน้าแปรงฟันแล้ว
เธอมองอาหารเช้าเพื่อสุขภาพที่เต็มโต๊ะ ก็รู้สึกว่ามีความสุขขึ้นมาทันที
“มา ลองชิมสักหน่อยรสชาติของข้าวโอ๊ตเป็อย่างไรบ้าง” ซูฮ่าวชี้ชามดินเผา และพูดกับไป๋เหวินหลิงด้วยรอยยิ้ม
ไป๋เหวินหลิงพยักหน้าเล็กน้อย ก็หยิบช้อนขึ้นมาตักใส่ปาก
แค่ฉับพลัน ความรู้สึกที่หวานไปถึงหัวใจก็แผ่ขยายไปทั้งตัว ราวกับดวงอาทิตย์ในฤดูหนาว มันช่างอบอุ่นมาก
ซูฮ่าวทานขนมปังโฮลวีต และถามอย่างยิ้มแย้มว่า “อร่อยไหม?”
“อร่อยมาก” ไป๋เหวินหลิงชมอย่างเต็มที่
หลังจากพูดจบ เธอก็ทานโจ๊กข้าวโอ๊ตอีกสองสามคำ รับกับความรู้สึกหวานที่ติดอยู่ในปาก
“อย่ามัวแต่กินโจ๊ก ตรงนั้นยังมีไข่ตุ๋นกับน้ำซุปปลาใส่ขิง โดยเฉพาะน้ำซุปปลาใส่ขิง มีประโยชน์ต่อกระเพาะมาก เมื่อก่อนเธอมัวแต่ยุ่งอยู่กับงาน ไม่ค่อยกินอาหารเช้า ก็เลยปวดกระเพาะบ่อยๆ น้ำซุปปลาใส่ขิงชามนี้มีประโยชน์ต่อการรักษาอาการปวดกระเพาะมาก” ซูฮ่าวผลักน้ำซุปปลาใส่ขิงให้ไป๋เหวินหลิงขณะเอ่ย
ไป๋เหวินหลิงในชาติก่อนมัวยุ่งอยู่กับงานของบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัว จนไม่ค่อยได้ทานอาหารเช้า ตอนที่ทำงานก็เป็ลมอยู่หลายครั้ง
ชาตินี้กลับมาเกิดใหม่ เื่ปวดกระเพาะของไป๋เหวินหลิง ตนเองจะเป็คนรักษาให้หายเอง
ไป๋เหวินหลิงมองน้ำซุปปลาใส่ขิงที่ร้อนๆ ก็ตะลึงงันอยู่นาน
เธอเป็โรคกระเพาะจริงๆ เคยปวดกระเพาะมากตอนที่กำเริบ ่ที่เป็ประจำเดือนบริเวณท้องของเธอจะบวมเป่ง กระอักกระอ่วนอยากจะอ้วก ภาพตรงหน้าก็มืดลง หลังจากนั้นเธอก็หมดสติไป
คุณหมอเคยแนะนำเธอให้ทานน้ำซุปปลาใส่ขิงในทุกๆ เช้า บอกว่าการทำอย่างนี้จะมีประโยชน์ต่อการรักษาโรคกระเพาะมาก แต่เพราะยุ่งเกินไป ดังนั้นเธอจึงไม่ได้ทำตามคำแนะนำของคุณหมอ
แต่กลับคาดคิดไม่ถึงว่าซูฮ่าวจะละเอียดรอบคอบอย่างนี้ และรู้ว่าเธอมีโรคกระเพาะ ยังตั้งใจทำซุปปลาใส่ขิงให้เธอโดยเฉพาะอีก
ไป๋เหวินหลิงรู้สึกถึงความดีที่ซูฮ่าวมีต่อเธอ ก็ตาแดงทันที รู้สึกซาบซึ้งจนดวงตาอันงดงามมีหมอกปกคลุม
ผู้หญิงคือสัตว์ที่มีไหวพริบไวเป็อย่างมาก ถึงจะเป็ความห่วงใยเล็กๆ น้อยๆ ก็ล้วนทำให้พวกเธอรู้สึกอบอุ่นเป็เท่าตัว
ในสายตาของเธอ น้ำซุปปลาใส่ขิงของซูฮ่าวคือภาชนะที่จุความเป็ห่วงเป็ใย
“วางใจเถอะ ฉันเคี่ยวนานมาก กลิ่นคาวปลาในน้ำซุปปลาใส่ขิงแทบไม่มี ไม่ส่งผลต่อรสชาติแน่นอน” ซูฮ่าวเห็นไป๋เหวินหลิงไม่ขยับอยู่นาน ยังคิดว่าเธอไม่ชอบกลิ่นคาวปลา จึงรีบอธิบาย
“ไม่เป็ไร ถึงกลิ่นคาวปลาแรงกว่านี้ ฉันก็ชอบ” ไป๋เหวินหลิงฉีกยิ้มเล็กน้อย และเป่าน้ำซุปปลาใส่ขิงเบาๆ หลังจากนั้นก็อ้าปากทานลงไป
ทั้งหมดทั้งมวล เธอทานอย่างปลื้มปีติ ต่อมาก็ตักไข่ตุ๋นใส่ปาก
ซูฮ่าวเห็นไป๋เหวินหลิงทานอย่างเอร็ดอร่อย ก็รู้ว่าเธอไม่สนใจเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ เขาก็รู้สึกสบายใจขึ้นแล้ว
ทานอาหารเช้าเสร็จแล้วเพิ่งจะเจ็ดโมง เวลานัดคุยสัญญาโฆษณากับซวี่หงเฟยยังเหลืออีกสามชั่วโมง ซูฮ่าวเดินมาที่ห้องของตนเอง และนำเส้นทางการพัฒนาของบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวที่เขียนลงบนกระดาษเมื่อวานให้ไป๋เหวินหลิงดู
“ซูฮ่าว ด้านทิศทางที่นายเขียนมา คิดไม่ถึงว่าจะรวมเครื่องสำอางที่ใช้กับผู้ชายโดยเฉพาะด้วย นี่เป็ทิศทางที่ตรงกันข้ามกับสายงานเครื่องสำอางใน่นี้ หากรู้ว่า เครื่องสำอางส่วนใหญ่ใช้สำหรับผู้หญิง กลุ่มผู้สนใจจะมีผู้ชายน้อยมาก จริงๆ แล้วก็อาจจะทำกำไรได้ไม่มากนัก” ไป๋เหวินหลิงมองสิ่งที่เขียนบนกระดาษแล้วก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ผิดแล้ว เครื่องสำอางไม่ใช่เฉพาะผู้หญิงเท่านั้น ในอนาคตอีกสิบปีจะมีผู้ชายสนใจเครื่องสำอางมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วบางคนใช้ประโยชน์จากเครื่องสำอางแต่งจากชายเป็หญิง เพื่อสร้างประสิทธิภาพในการถ่ายทอดสด บางคนก็เข้าใจผู้หญิงโดยผ่านทางเครื่องสำอาง โดยเฉพาะด้านการรักสวยรักงามผู้ชายยิ่งหนักกว่าผู้หญิง” ซูฮ่าวส่ายหน้าและพูดอธิบาย
“เครื่องสำอางส่วนใหญ่ในตลาดตอนนี้ ผลิตตามความ้าของผู้หญิงเท่านั้น จึงทำให้ผู้ชายหาเครื่องสำอางที่เหมาะสมกับตนเองได้ยากมาก ก็เพราะเหตุนี้ การผลิตเครื่องสำอางเฉพาะผู้ชายก็เลยกลายเป็จุดสำคัญของสายงานเครื่องสำอางแล้ว”
“ลองคิดดู ทั้งฉวนโจว หรือกระทั่งทั้งเมืองไห่เป่ย มีแค่บริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวผลิตเครื่องสำอางสำหรับผู้ชาย นี่คือโอกาสทางธุรกิจที่ดีเลยไม่ใช่หรือ?”
ไป๋เหวินหลิงได้ยินแล้ว ดวงตาก็ฉายแสงเจิดจ้า ราวกับเข้าใจอะไรแล้ว
“ในแผนการที่ฉันเขียนให้เธอ จุดที่สำคัญที่สุดสองจุดเธอต้องจำให้ขึ้นใจ” ซูฮ่าวหยุดชะงัก และเตือนอีก
“จุดแรกคือรับประกันว่าเครื่องสำอางที่บริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวผลิตจะต้องเป็ของแท้ ด้านการผลิตและวัสดุมีการรับประกันอย่างเต็มที่ เพราะอนาคต ของปลอมจะระบาดหนักมาก หากเป็ของแท้ บริษัทจะได้รับการต้อนรับจากลูกค้านับไม่ถ้วน”
“จุดที่สองต้องเป็ธรรมชาติไม่อันตราย จุดนี้ก็สำคัญมาก เหตุที่ผู้หญิงใช้เครื่องสำอาง ส่วนใหญ่เพื่อความสวยงาม หากหลังจากใช้เครื่องสำอางแล้วกลับทำร้ายผิว พวกเธอก็จะไม่ใช้อีกเด็ดขาด ่นี้เครื่องสำอางส่วนใหญ่ล้วนมีบทบาทในการกระตุ้น การใช้ในหลายๆ ครั้งจะทิ้งอันตรายไว้ เธอไปศึกษาและผลิตเครื่องสำอางตามสูตรที่ฉันให้เธอ ก็จะลดผลข้างเคียงของเครื่องสำอางได้มากที่สุด”
ไป๋เหวินหลิงได้ยินคำอธิบายที่มีเหตุผลนี้แล้ว ก็รู้สึกยอมรับอย่างลึกๆ เวลานี้บนใบหน้ามีอาการประหลาดใจมาก
ซูฮ่าวอยู่ในบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวไม่มากนัก แต่เขากลับเข้าใจบริษัทมาก ช่องโหว่ของบริษัทที่เขียนลงบนกระดาษ กลับทำให้เธอเข้าใจมากขึ้น
“ยังมีอีกจุดหนึ่ง” ซูฮ่าวเหมือนจะคิดอะไรออกแล้ว และพูดอย่างจริงจังว่า “เหวินหลิง ข้อมูลบนกระดาษเหล่านี้ อย่าให้ใครเห็นเด็ดขาด โดยเฉพาะกู้เพ่ยหลิง”
“ทำไม?” ไป๋เหวินหลิงไม่เข้าใจ
ั้แ่ก่อตั้งบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวมา กู้เพ่ยหลิงทำงานอย่างขยันหมั่นเพียรมาตลอด เธอเป็คนมีความรับผิดชอบมาก ไม่ว่าจะเื่เล็กหรือเื่ใหญ่ เธอล้วนทำสำเร็จอย่างเต็มที่ การทุ่มเทที่มีต่อบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวก็ไม่น้อยไปกว่าตนเอง
โดยเฉพาะสองปีมานี้ ก็ไม่เคยเห็นเธอคิดไม่ซื่อกับบริษัท ก็เพราะเหตุนี้ ตนเองจึงวางใจที่จะมอบความลับที่สำคัญของบริษัทไว้กับเธอ
ซูฮ่าวหรี่ตา และพูดเสียงหนักอึ้งว่า “สำหรับเธอ กู้เพ่ยหลิงคือผู้ช่วยที่ดี แต่สำหรับบริษัทคู่ต่อสู้แล้ว เธอก็คือผู้ช่วยที่ดีเหมือนกัน”
ไป๋เหวินหลิงหยุดชะงัก และส่ายหน้า
“ไม่หรอก ฉันรู้ว่าเพ่ยหลิงคือคนแบบไหน เธอจะไม่ทรยศบริษัทอย่างเด็ดขาด”
สองปีมานี้ตนเองกับกู้เพ่ยหลิงร่วมแรงบริหารบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัว ผ่านลมฝนมาอย่างโชกโชน สำหรับกู้เพ่ยหลิงแล้ว บริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวก็เหมือนกับลูกของเธอ และก็รักจนอยากจะทะนุถนอมอย่างดีที่สุด
เพราะความสำคัญของบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวที่อยู่ในใจของกู้เพ่ยหลิง เธอจะทำเื่ที่มีผลร้ายต่อบริษัทได้อย่างไร?
“เหวินหลิง ฉันรู้ว่าเธอกับกู้เพ่ยหลิงเหมือนพี่น้องกัน และก็รู้ว่าเธอทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวนับไม่ถ้วน แต่ฉันจำเป็ต้องพูด เธอไม่ได้มีผลดีต่อบริษัทแน่นอน” ซูฮ่าวยื่นมือมาเคาะโต๊ะ และค่อยๆ เอ่ย
“ยกตัวอย่างเช่นเงินทุนของบริษัทถูกโจรกรรม รหัสคลังเงินมีคนรู้แค่สองคน คนหนึ่งคือเธอ อีกคนหนึ่งคือกู้เพ่ยหลิง แล้วหัวหน้าฝ่ายการเงินจะรู้ได้อย่างไร?”
“รหัสคลังของบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวแบ่งเป็สูงต่ำสองระดับ เงินทุนหนึ่งร้อยล้านลงไปคือระดับต่ำ จะมอบให้ฝ่ายการเงินโยกย้าย เงินทุนหนึ่งร้อยล้านขึ้นไปคือระดับสูง มันต้องผ่านมือของเธอกับกู้เพ่ยหลิงเท่านั้นจึงจะโยกย้ายได้ ส่วนบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวถูกโจรกรรมเงินทุนไปเท่าไร? หนึ่งพันสามร้อยล้าน!”
“ความผิดปกติของเื่นี้ เธอมองไม่ออกเลยหรือ?”
ไป๋เหวินหลิงฟังอย่างนี้แล้ว ก็พูดปฏิเสธว่า “เงินทุนถูกโจรกรรมเพราะหัวหน้าฝ่ายการเงินร่วมกับแฮกเกอร์ ใช้ประโยชน์จากช่องโหว่โจมตีคลังเงินของพวกเรา ไม่ใช่ฝีมือของเพ่ยหลิง”
“เช่นนั้นขอถามหน่อย ข้อมูลคลังของบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวในสองปีนี้ไม่เคยเกิดปัญหา แต่ทำไมกลับมีช่องโหว่ในวันที่สองหลังจากที่เธอได้ที่ดิน T1?” ซูฮ่าวถามกลับ
ไป๋เหวินหลิงหยุดพูด ก่อนจะเงียบไป
“เหวินหลิง ฉันหวังว่าเธอจะจำไว้ ในฐานะนักธุรกิจคนหนึ่ง ย่อมต้องเหลือทางหนีทีไล่ไว้ให้ตนเองเสมอ อย่าแสดงสิ่งที่เธอมีทั้งหมดให้คนที่อยู่ข้างๆ โดยเฉพาะคนที่มีค่าพอที่จะเชื่อได้ เพราะเธอไม่รู้ว่าคนที่มีค่าพอที่จะเชื่อได้พวกนี้ จะแทงข้างหลังเธอเมื่อไร”
ไป๋เหวินหลิงเห็นว่าซูฮ่าวจริงจังมากขึ้นก็ถามทันทีว่า “แล้วนายจะทำแบบนั้นไหม?”
“ไม่ เธอเห็นว่าฉันเป็คนที่ควรค่าแก่การเชื่อใจได้เลย” ซูฮ่าวมีสีหน้าเด็ดเดี่ยวเป็อย่างยิ่ง
“ให้เหตุผลฉันหน่อย” ไป๋เหวินหลิงจ้องซูฮ่าว และพูดออกมาช้าๆ
ซูฮ่าวพูดไม่ออก
ด้วยภาพลักษณ์และชื่อเสียงของเขา เหมือนจะไม่มีเหตุผลไปยืนยันว่าตนเองคือคนที่มีค่าพอที่สุดที่ไป๋เหวินหลิงจะเชื่อ
ไป๋เหวินหลิงเห็นอย่างนี้แล้วก็โบกมือว่าช่างเถอะ
“ซูฮ่าว เื่ของเพ่ยหลิงก็พอแค่นี้เถอะ เธอไม่มีทางเป็ผู้ช่วยของคู่ต่อสู้ได้ ฉันขอกลับห้องไปพักก่อน ตอนเก้าโมงครึ่งพวกเราจะเดินทางไปศาลาซวีสุ่ยหลานด้วยกัน”
ขณะที่พูดก็ยืนขึ้นแล้วเดินขึ้นไปที่ชั้นบน ไม่ให้โอกาสซูฮ่าวพูดแม้แต่น้อย
ซูฮ่าวมองไป๋เหวินหลิงก็จมอยู่ในความเงียบอยู่นาน
เพราะไป๋เหวินหลิงชาติก่อนเชื่อกู้เพ่ยหลิงเกินไป หลังจากที่รู้ว่าคนที่เชื่อใจที่สุดทรยศ ก็เลยรู้สึกผิดหวังอย่างหนัก สุดท้ายก็ตกต่ำถึงขั้นะโตึกฆ่าตัวตาย
ชาตินี้ไป๋เหวินหลิงยังคงเหมือนชาติก่อน เชื่อใจกู้เพ่ยหลิงมาก
แต่ชาตินี้มีเขาอยู่ เขี้ยวเล็บใดๆ ที่ปรากฏอยู่ข้างกายไป๋เหวินหลิง เขาจะทำให้มันเผยธาตุแท้ออกมาให้หมด
“กู้เพ่ยหลิง หวังว่าเธอจะไม่ทำเกินไป มิฉะนั้น… ” สายตาของซูฮ่าวจ้องมองอย่างแหลมคม เขาบีบแก้วอย่างรุนแรง
เสียงเพล้งดังขึ้น แก้วใบนั้นแตกละเอียด เศษแก้วตกเต็มโต๊ะ เป็ภาพที่น่ากลัวไม่น้อย
อีกด้านหนึ่ง ไป๋เหวินหลิงที่กลับถึงห้องก็นั่งลงตรงหน้าโต๊ะหนังสือ คำพูดของซูฮ่าวก่อนหน้านี้ดังสะท้อนอยู่ในหัวของเธอ
หากคิดดีๆ แล้ว คำพูดของซูฮ่าวก็ไม่ได้ผิดตรงไหน เงินทุนบริษัทถูกโจรกรรมครั้งนี้มันแปลกจริงๆ
แต่เธอกลับไม่อยากไประแวงกู้เพ่ยหลิง เพราะเธอไม่มีทางเชื่อว่า คนที่ทำงานหนักเพื่อบริษัททั้งคืนทั้งวัน โดยเฉพาะป่วยจนนอนโรงพยาบาลเพราะคำนึงถึงบริษัทคนหนึ่งจะปล่อยข้อมูลคลังเงินทุนบริษัทรั่วไหลออกไป
“กริ๊งๆ !”
เวลานี้เสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น
ไป๋เหวินหลิงจ้องมอง ก็พบว่าคนที่โทรศัพท์มาก็คือกู้เพ่ยหลิง
เธอหยุดชะงัก ขจัดความคิดฟุ้งซ่านที่อยู่ในใจ และรับสาย
“เพ่ยหลิง มีอะไรหรือเปล่า?”
เสียงของทางกู้เพ่ยหลิงอ่อนเพลีย “ประธานไป๋ วันนี้ฉันไม่ค่อยสบาย ไปศาลาซวีสุ่ยหลานเป็เพื่อนคุณไม่ได้แล้ว ่นี้บริษัทกำลังพัฒนาแผนการปลูกฝังคนใหม่ มีคนใหม่คนหนึ่งที่ฉันให้ความสำคัญมาก ฉันอยากให้เขาไปศาลาซวีสุ่ยหลานกับคุณแทนฉัน เพื่อพัฒนาประสบการณ์ คุณคิดว่าอย่างไร?”
“เื่นี้ไม่ใช่ปัญหา แต่เธอไม่สบายเป็อะไร? ไปตรวจที่โรงพยาบาลแล้วหรือยัง?” ไป๋เหวินหลิงถามอย่างเป็ห่วง
“ตัวร้อนนิดหน่อย ไม่มีแรง กินยาแล้วล่ะ ประธานไป๋ไม่ต้องเป็ห่วง”
“แบบนั้นก็ดีแล้ว” ไป๋เหวินหลิงโล่งใจแล้ว ก่อนจะมองกระดาษแผนการบริษัทที่ซูฮ่าวเขียนที่อยู่ในมือ พลางพูดว่า “เพ่ยหลิง ฉันมีหนังสือแผนการพัฒนาบริษัทในอนาคตหนึ่งชุด เธออยากจะดูหน่อยไหม?”
“หนังสือแผนการ? ประธานไป๋เขียนเองหรือคะ? ได้ค่ะ!” กู้เพ่ยหลิงประหลาดใจ
ขณะที่ไป๋เหวินหลิงอยากจะถ่ายรูปส่งไปทางวีแชต แต่ทันใดนั้นเหมือนจะคิดอะไรออก ก็เลยหยุดถ่าย ก่อนจะพูดว่า “ฉันลองมาคิดดูอีกที ฉันยังทำไม่เสร็จ รอทำเสร็จแล้วค่อยให้เธอดูอีกที”
“ได้ค่ะ” กู้เพ่ยหลิงตอบตกลง
“เอาล่ะ เธอเองก็พักผ่อนให้เยอะๆ นะ” ไป๋เหวินหลิงพูดอย่างเป็ห่วงอีกครั้งแล้วก็วางสาย
่ที่วางสาย บนใบหน้าของเธอมีความรู้สึกซับซ้อน
เสียงตอนที่กู้เพ่ยหลิงป่วยเธอเคยได้ยินนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว มีแค่ครั้งนี้ครั้งเดียว ที่ไม่ว่าเธอจะฟังอย่างไร ก็ฟังไม่ออกว่าเป็เสียงของคนป่วย
เห็นได้ชัดว่ากู้เพ่ยหลิงกำลังแกล้งป่วย
ไป๋เหวินหลิงเงียบไปนาน ก็หยิบกระดาษแผนการของบริษัทที่ซูฮ่าวเขียนเ่าั้ออกมา ก่อนจะตั้งใจจำมันทั้งหมด
หลังจากที่มั่นใจว่าจำกระดาษแผนการได้อย่างชัดเจนแล้ว เธอก็หยิบไฟแช็กออกมาและเผาแผนการทั้งหมดนั้นทิ้ง…
