บทที่ 10 ขุนวรปราชญ์พยัคฆ์ซ่อนเล็บแห่งแคว้นศิขรินทร์!
"รับบัญชา!!!"
สุรเสียงกึกก้องที่เปล่งออกจากปากของสามขุนพลอสุราสั่นะเืไปทั่วทั้งหุบเขาอสุรา มันไม่ใช่เพียงคำรับคำสั่งธรรมดา แต่มันคือเสียงคำรามแห่งความปิติยินดีที่ถูกอัดอั้นมานานนับร้อยปี!
อัคนี ขุนพลเพลิงเบิกตากว้างจนเปลวไฟสีนิลลุกโชนออกจากหางตา เขาะโทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ร่างกำยำแปรเปลี่ยนเป็ลูกอุกกาบาตสีดำอมน้ำเงินที่พุ่งแหวกม่านเมฆออกไป ทิ้งรอยไหม้เป็ทางยาวบนแผ่นฟ้าประดุจพลุสัญญาณแห่งา
พสุธา กระแทกหมัดคู่ลงบนพื้นดิน ร่างของเขากลืนหายไปกับแผ่นดินหิมพานต์ บังเกิดคลื่นความสั่นะเืที่ส่งสัญญาณรหัสมอร์สแห่งเผ่าพันธุ์พญาั์ กระจายตัวออกไปตามรากไม้และชั้นหินลึกหลายร้อยโยชน์ เพื่อสื่อสารกับเหล่าอสูรที่หลบซ่อนตัวอยู่ใต้พิภพ
ส่วน กาฬทมิฬ ขุนพลเงาผู้เยือกเย็นที่สุด บัดนี้ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยกลับประดับด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมและเต็มตื้นไปด้วยน้ำตาแห่งความสุข ร่างของเขาแตกฉานซ่านเซ็นออกเป็เงาดำนับหมื่นสาย พุ่งกระจายออกไปทุกทิศทุกทางประดุจฝูงค้างคาวรัตติกาลที่ออกล่าเหยื่อ
เป้าหมายของพวกเขาคือสิ่งเดียวกัน!ตามหาพี่น้องร่วมสายเืที่ถูกมนุษย์ขับไล่ ถูกตราหน้าว่าเป็เดรัจฉาน และต้องหลบซ่อนตัวอยู่อย่างอดสูตามถ้ำลึกหรือป่าอาถรรพ์ บัดนี้ พวกเขาจะไปประกาศให้ทั่วทั้งแผ่นดินรู้ว่าองค์จักรพรรดินีอสูรได้จุติแล้ว และบ้านของพวกเขากำลังเปิดประตูลับต้อนรับการกลับมา!
ภาพการทะยานออกไปของสามขุนพลทำให้เหล่านางสิบสองต่างมองตามด้วยดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง หุบเขาที่เคยเงียบเหงาบัดนี้กำลังจะกลายเป็ศูนย์กลางของมหาอำนาจใหม่
-----------------
ณ อารามพิภพอสุราเบื้องล่าง รัญจวนในรูปลักษณ์ใหม่ที่งดงามจนแทบหยุดหายใจกำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์ศิลาทองคำ เล็บมารสีนิลสลับทองของนางกำลังขีดเขียนบางอย่างลงบนแผ่นหินชนวน มันคือแผนผังยุทธศาสตร์ที่ผสมผสานระหว่างค่ายกลโบราณและระบบการป้องกันฐานทัพแบบจารชนสากลในปี 2099 นางกำลังออกแบบป้อมปราการที่ไม่มีกองทัพใดในโลกมนุษย์จะตีแตกได้
พระอาจารย์คง ซึ่งบัดนี้าแถูกชำระล้างจนหายสนิทและได้รับพลังปราณอสูรจากหุบเขาช่วยฟื้นฟูจนร่างกายกลับมาแข็งแรงประดุจชายฉกรรจ์ ค่อยๆ ก้าวเดินเข้ามาหานาง แววตาของหมอเทวดาผู้ผ่านโลกมามากมองดูแผนผังบนศิลาด้วยความทึ่ง
"วิจิตรพิสดารนัก ค่ายกลของท่านไม่เพียงแต่ใช้ความได้เปรียบของหุบเขา แต่ยังซ่อนกับดักที่คาดเดาไม่ได้ไว้ในทุกย่างก้าว แม้แต่ปรมาจารย์พิชัยาแห่งศิขรินทร์ก็คงไม่อาจตีความแผนผังนี้แตก"
พระอาจารย์คงเอ่ยชมด้วยความนับถือ
รัญจวนปรายตาขึ้นมอง ั์ตาสีม่วงเข้มที่มีวงแหวนทองคำล้อมรอบทอประกายลึกลับ
"แม้ตอนนี้ชัยเสนจะสิ้นไร้ขุมทรัพย์คลังหลวง แต่มันยังคงกุมกำลังพลทหารนับแสนนายไว้ในมือ กำลังรบที่บ้าบิ่นไร้สมองพุ่งเข้าชนก็เป็ได้แค่เป้าซ้อมยิง พระอาจารย์ หากเราจะบดขยี้ชัยเสนและจันทรเทวีท่ามกลางวงล้อมของกองทัพมหึมา เราต้องมีมากกว่ากรงเล็บและเขี้ยว เราต้องมีสมองที่เหนือกว่าพวกมัน"
พระอาจารย์คงพยักหน้าช้าๆ ลูบเคราสีดอกเลาของตน
"นายหญิงกล่าวได้ถูกต้องนัก พลังของเผ่าอสูรนั้นไร้เทียมทาน แต่สิ่งที่มนุษย์ใช้กดขี่พวกท่านมาตลอดคือเล่ห์เหลี่ยมและสติปัญญาหากเรา้าสร้างอาณาจักรที่ยั่งยืน เราจำต้องมีผู้ที่มีความรู้วิชาการขั้นสูงมาร่วมทัพ ไม่ใช่แค่นักรบ แต่ต้องเป็ปราชญ์ ผู้สร้างค่ายกล และยอดคนผู้ถูกแคว้นโสมมนั่นทอดทิ้ง ข้าพอจะรู้จักยอดฝีมือเร้นกายอยู่บ้าง หากท่าน้า ข้าจะ..."
ฟึ่บ!
คำพูดของพระอาจารย์คงยังไม่ทันจบประโยค สัญชาตญาณอสูรที่ผสานกับไหวพริบจารชนของรัญจวนก็พลันร้องเตือนภัยระดับสูงสุด!
ขนอ่อนที่ต้นคอของนางลุกชัน บรรยากาศรอบอารามที่เคยสงบนิ่งพลันบิดเบี้ยว รัญจวนไม่ได้หันไปมอง แต่นางตบฝ่ามือลงบนแท่นบัลลังก์ พลิกตัวเตะพระอาจารย์คงให้ล้มกลิ้งหลบไปด้านข้างอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเบี่ยงศีรษะของตนเองหลบในเสี้ยววินาที!
เปรี้ยง!!!
ลูกศรโลหะสีเงินยวงขนาดยาวกว่าปกติเจาะทะลวงฝ่าม่านอากาศด้วยความเร็วที่เหนือกว่าเสียง มันไม่ได้พุ่งมาตรงๆ ทว่ามันโค้งอ้อมเสาศิลาประดุจมีชีวิต พุ่งเฉียดแก้มของรัญจวนไปเพียงเส้นผมกั้น! ก่อนจะปักทะลุพนักพิงบัลลังก์ศิลาทองคำจนแหลกละเอียดเป็ผุยผง!
หากนางตอบสนองช้ากว่านี้เพียงเสี้ยวของเสี้ยววินาที ศีรษะของนางคงะเิหายไปแล้ว!
"กรี๊ดดด! เกิดอะไรขึ้น!"
เหล่านางสิบสองที่กำลังจัดเตรียมที่พักพากันแตกตื่น
"ทุกคนหมอบลง! เข้าที่กำบัง! อย่าเสนอหน้าออกมาเด็ดขาด!"
รัญจวนตวาดลั่น เสียงของนางเด็ดขาดและเยือกเย็นประดุจผู้บัญชาการทหารในสนามรบ
นิลกาล เสือดำมีปีกคำรามก้อง มันกางปีกเตรียมพุ่งขึ้นฟ้าเพื่อหาตัวผู้ลอบโจมตี ทว่ารัญจวนกลับยกมือห้ามไว้
"อย่าขยับนิลกาล! ศรเมื่อครู่ไร้ซึ่งเสียงแหวกอากาศ ไร้กลิ่นอายปราณ และถูกคำนวณทิศทางลมมาอย่างแม่นยำเพื่อเจาะทะลุเกราะอสูรโดยเฉพาะ คนที่ยิงศรนี้ ไม่ใช่นักรบธรรมดา แต่มันคือสไนเปอร์ระดับพระกาฬ"
นางลุกขึ้นยืนตระหง่านอย่างช้าๆ ไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัวบนใบหน้างดงามปานเทพธิดานั้น มีเพียงรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมที่มุมปาก ั์ตาสีทองม่วงกวาดมองข้ามลานอารามไปยังยอดผาผลึกอัญมณีที่อยู่ห่างออกไปเกือบห้าร้อยเมตร
บนยอดผานั้น ปรากฏร่างของบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งยืนตระหง่านท้าทายแสงอาทิตย์ทิพย์ รูปร่างของเขาสูงโปร่งทว่าอัดแน่นไปด้วยมัดกล้าม สวมชุดเกราะอ่อนที่ถักทอจากเกล็ดัดำช่วยพรางตัวในเงามืด ใบหน้าหล่อเหลาคมคายทว่าเ็าไร้อารมณ์ ในมือของเขาถือหน้าไม้กลพญายมอาวุธโบราณที่ซับซ้อนและมีกลไกสลับซับซ้อนที่สุดในใต้หล้า
เขาคือขุนวรปราชญ์พยัคฆ์ซ่อนเล็บแห่งแคว้นศิขรินทร์!
ขุนวรปราชญ์ไม่ใช่แม่ทัพที่บัญชาการทหารนับหมื่น แต่เขาคือนักล่าค่าหัวและปรมาจารย์ด้านค่ายกลอาวุธที่อันตรายที่สุด เขาถูกจันทรเทวีว่าจ้างด้วยทองคำครึ่งท้องพระคลังที่เหลืออยู่ เพื่อรับภารกิจเดียว... ตามแกะรอยและสังหารวรัญณีให้สิ้นซากก่อนที่นางจะฟื้นฟูพลังได้สำเร็จ!
"หลบศรทะลวงิญญาของข้าได้ในระยะประชิด ไม่เบาเลยนี่ อดีตมเหสี"
เสียงของขุนวรปราชญ์ดังกังวานผ่านวิชาขยายเสียงสะท้อนไปทั่วหุบเขา
เขาไม่ได้บุกเข้ามาอย่างโง่เขลา ทว่าเขากลับใช้่เวลาที่ขุนพลั์ทั้งสามไม่อยู่ ลอบฝ่าเขตแดนหิมพานต์เข้ามาด้วยศิลาพรางปราณและใช้เวลาเกือบชั่วยามในการวางค่ายกลข่ายแมงมุมมรณะไว้รอบอารามพิภพ เส้นลวดอาคมที่บางเฉียบจนมองไม่เห็นนับพันเส้นถูกขึงตึงไว้กลางอากาศและตามพื้นดิน หากใครก้าวพลาดเพียงก้าวเดียว ร่างจะถูกตัดขาดเป็ชิ้นๆ ทันที!
"ขุนวรปราชญ์..."
พระอาจารย์คงกัดฟันกรอด
"นายหญิงระวัง! ชายผู้นี้คืออัจฉริยะด้านค่ายกลอาวุธที่หาตัวจับยากที่สุดในแคว้น เขาคือผู้สร้างกับดักที่สังหารพญานาคราชมาแล้วนับไม่ถ้วน! รอบตัวเราตอนนี้เต็มไปด้วยเส้นลวดสังหาร อย่าได้ขยับเขยื้อนเด็ดขาด!"
"วรัญณี..."
ขุนวรปราชญ์เหยียดยิ้มหยันที่มุมปาก ท่วงท่าของเขาเต็มไปด้วยความจองหองและถือดี มือแกร่งประทับหน้าไม้กลขึ้นเล็งอีกครั้งอย่างเชื่องช้าทว่าคุกคาม บรรจุศระเิเพลิงสามดอกซ้อนลงในรางส่งด้วยเสียงดังกริ๊กที่ชวนขนลุก
"ข้าเป็คนคุยง่ายนะ อดีตมเหสี…พระนางจันทรเทวีจ่ายข้ามาแพงลิบลิ่วเพื่อแลกกับหัวสวยๆ ของเ้า"
เขาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง สายตากวาดมองรูปลักษณ์ใหม่ของนางั้แ่หัวจรดเท้าด้วยแววตาเหยียดหยาม
"ต่อให้เ้าจะงดงามหยดย้อยปานเทพธิดา หรือแผ่รัศมีเป็ตัวประหลาดน่ากลัวแค่ไหน มันก็ไม่มีประโยชน์อันใดหรอกนะ ในสายตาของขุนวรปราชญ์ผู้นี้ เ้ามันก็แค่เหยื่อชั้นกระจอกที่ติดกับดักข่ายแมงมุมของข้าจนดิ้นไม่หลุดแล้วเท่านั้น!"
เขากระดกนิ้วเตรียมสับไกหน้าไม้พลางหัวเราะในลำคออย่างผู้ชนะ
"จงคุกเข่าลงแล้วอ้อนวอนข้าสิ เผื่อข้าจะใจดีมอบความตายที่ไร้ความเ็ปให้... อ้อ หรือจะร้องไห้คร่ำครวญแบบที่เ้าเคยทำตอนถูกชัยเสนทิ้งดีล่ะ? ข้าอนุญาตให้สั่งเสียได้หนึ่งประโยคนะ!"
เหล่านางสิบสองกอดกันแน่นด้วยความหวาดกลัว คำพูดหยามิ่และกลิ่นอายมรณะที่โอบล้อมรอบอารามทำให้พวกนางแทบสิ้นสติ แม้แต่เสือเทพอย่างนิลกาลยังไม่กล้าขยับตัวเมื่อััได้ถึงกลไกสังหารที่ซ่อนอยู่
ทว่า... แทนที่จะโกรธเกรี้ยวหรือหวาดกลัว รัญจวนกลับะเิเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง!
เสียงหัวเราะของนางไม่ได้เจือปนความโกรธ แต่มันคือความพึงพอใจอย่างที่สุดประดุจนักหมากรุกที่ได้เจอคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อ!
"ล็อคเป้าข้าอย่างนั้นหรือ? ขุนวรปราชญ์"
รัญจวนเชิดหน้าขึ้น แววตาสีทองม่วงวาวโรจน์
"ในยุคสมัยที่ข้าจากมา การลอบสังหารระดับนี้เขาเรียกว่า การตั้งรับแบบอนุบาล เท่านั้นแหละ!"
ฟึ่บ!
สิ้นเสียงคำราม ร่างของรัญจวนก็พลันหายไปจากคลองจักษุของขุนวรปราชญ์!
"อะไรกัน!"
ขุนวรปราชญ์เบิกตากว้าง เขาคำนวณมาแล้วว่าด้วยลวดอาคมที่ขึงไว้ถี่ขนาดนี้ แม้แต่มดสักตัวก็ไม่อาจรอดไปได้ แต่นางกลับเคลื่อนที่หายไปอย่างไร้ร่องรอย!
ในสมองของจารชนสาวปี 2099 ภาพทุกอย่างรอบตัวกำลังเคลื่อนไหวช้าลงประดุจถูกหยุดเวลา ดวงตาอสูรของนางมองทะลุเห็นเส้นลวดอาคมสีเงินที่ขึงตึงอยู่กลางอากาศทุกเส้นอย่างชัดเจน สมองประมวลผลระยะห่าง องศา และช่องโหว่ของค่ายกลในระดับมิลลิเมตร!
รัญจวนไม่ได้ใช้พลังเวทมนตร์ทำลายค่ายกล แต่นางใช้ทักษะยิมนาสติกจารชนผสานปราณอสูร!
นางทิ้งตัวสไลด์ราบไปกับพื้นหินด้วยความเร็วแสง ลอดผ่านช่องว่างของลวดสังหารเส้นที่หนึ่ง ะโตีลังกาม้วนตัวกลางอากาศ 720 องศา หลบข่ายแมงมุมเส้นที่สองและสามอย่างพลิ้วไหวประดุจริบบิ้นผ้าไหมที่ร่ายรำท่ามกลางพายุเข็ม!
"ยิง!"
ขุนวรปราชญ์ใจหายวาบ เขารีบสับไกหน้าไม้กล ศระเิเพลิงสามดอกพุ่งฉีกอากาศเข้าหารัญจวนที่กำลังลอยตัวอยู่กลางอากาศ ซึ่งในทางทฤษฎีคือจุดที่ไร้ทางหนี!
ทว่ารัญจวนกลับกระตุกยิ้ม เล็บมารสีทองที่เพิ่งจุติใหม่พลันเปล่งประกาย นางไม่ได้หลบศร แต่นางตวัดปลายนิ้วเข้าปะทะกับลูกศรโลหะตรงๆ!
แกร๊ง! แกร๊ง! แกร๊ง!
เสียงโลหะปะทะกันดังสนั่น เล็บอสุรีของนางแข็งแกร่งและแม่นยำยิ่งกว่าดาบเพชร นางปัดศระเิเพลิงทั้งสามดอกให้เปลี่ยนวิถีพุ่งกลับไปกระแทกเข้ากับจุดตัดของเส้นลวดอาคมที่ขุนวรปราชญ์ขึงไว้พอดี!
บึ้มมมม!!!
แรงะเิทำให้ค่ายกลข่ายแมงมุมมรณะที่ขุนวรปราชญ์ภูมิใจนักหนาพังทลายลงในพริบตา!
"เป็ไปไม่ได้! นางคำนวณวิถีสะท้อนกลับเพื่อทำลายศูนย์กลางค่ายกลของข้าได้ในเสี้ยววินาทีเนี่ยนะ!"
ขุนวรปราชญ์เหงื่อกาฬแตกพลั่ก ความเยือกเย็นของเขามลายหายไปสิ้น เขาเพิ่งตระหนักว่าสตรีเบื้องหน้าไม่ใช่เพียงปีศาจที่มีพละกำลัง แต่มีมันสมองระดับปีศาจยิ่งกว่า!
เมื่อค่ายกลพังทลาย รัญจวนถีบตัวทะยานขึ้นสู่หน้าผาสูงชันด้วยพละกำลังพญาั์ นางไต่หน้าผาผลึกอัญมณีขึ้นมาด้วยความเร็วดุจแมงมุมั์ ขุนวรปราชญ์พยายามจะถอยร่นไปยังจุดซุ่มยิงสำรองที่เขาเตรียมไว้เพื่อลอบจู่โจมซ้ำ
แต่ทันทีที่เขาะโถอยหลังไปหยุดที่ชะง่อนหินสำรอง...
"ช้าไปสามวิฯ นะพ่อรูปหล่อ"
เสียงกระซิบเย็นะเืดังขึ้นจากด้านหลัง!
ขุนวรปราชญ์สะดุ้งสุดตัว เขาหันขวับกลับไปหมายจะชักมีดสั้น ทว่ามือที่แข็งแกร่งประดุจคีมเหล็กของรัญจวนกลับบีบเข้าที่ข้อมือของเขาจนได้ยินเสียงกระดูกลั่น กร๊อบ! มีดสั้นร่วงหล่นลงพื้น ก่อนที่รัญจวนจะใช้เท้าเตะกวาดขาของเขาจนเสียหลักล้มลงคุกเข่ากระแทกพื้นอย่างแรง!
เพียงแค่ชั่วอึดใจเดียวของการปะทะ รัญจวนยืนตระหง่านอยู่เื้ัของเขา เล็บมารสีทองสว่างไสวที่แหลมคมประดุจใบมีดจ่อแนบชิดอยู่ที่เส้นเืใหญ่บริเวณลำคอของขุนวรปราชญ์ เพียงแค่นางขยับนิ้วแม้แต่มิลลิเมตรเดียว หัวของเขาก็จะหลุดออกจากบ่าทันที!
ทุกอย่างเงียบกริบ มีเพียงเสียงหอบหายใจของยอดนักล่าที่บัดนี้กลายเป็เพียงลูกไก่ในกำมือของนางมาร
"เ้า... เ้าอ่านการเคลื่อนไหวของข้าออกทั้งหมดได้อย่างไร?"
ขุนวรปราชญ์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงและยอมรับความพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง
"จุดซุ่มยิงสำรองนี้ข้าพรางไว้ด้วยมนต์บังตา ไม่มีใครหน้าไหนรู้ได้!"
รัญจวนโน้มใบหน้าที่งดงามไร้ที่ติลงมาใกล้หูของเขา กลิ่นหอมทิพย์จากวรกายของนางทำให้นักล่าหนุ่มถึงกับใจเต้นผิดจังหวะ
"ค่ายกลของเ้าน่ะยอดเยี่ยม ขุนวรปราชญ์ แต่ยุทธวิธีของเ้ามันเก่าเกินไป"
รัญจวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันเบาๆ
"เ้าคำนวณทิศทางลม ความเร็ว และระยะทางได้แม่นยำ แต่เ้าลืมคำนวณสิ่งสำคัญที่สุดไปอย่างหนึ่ง"
"อะไร...?"
******
