บทที่ 9 อารามพิภพอสุราและจุติเขี้ยวทองคำ
คณะเดินทางของรัญจวนก้าวผ่านม่านหมอกสีเืที่หนาทึบที่สุดมาได้ด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความหวังและแรงกดดันจากอำนาจพญาั์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกย่างก้าว นิลกาล เสือดำมีปีกที่แบกพระอาจารย์คงไว้บนหลังส่งเสียงขู่คำรามในลำคอเบาๆ แววตาของมันฉายแววความยำเกรงต่อสถานที่เบื้องหน้าประดุจสัตว์ป่าที่กำลังเดินเข้าสู่เขตศักดิ์สิทธิ์ของเทพเ้า
ทันทีที่พวกนางก้าวพ้นรอยต่อสุดท้ายของป่าหิมพานต์ชั้นใน บรรยากาศรอบด้านก็พลันพลิกผันประดุจก้าวข้ามจากนรกขุมที่ลึกที่สุดขึ้นสู่สรวง์ชั้นดาวดึงส์ในพริบตา!
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้เหล่านางสิบสองถึงกับหยุดหายใจไปชั่วขณะ เมรีถึงกับขยี้ตาตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อยืนยันว่านี่ไม่ใช่ภาพลวงตาจากอาคมป่าหิมพานต์ ท้องฟ้าเหนือหุบเขาแห่งนี้หาใช่สีครามธรรมดา ทว่ามันเป็สีม่วงอำพันสลับกับสีทองอร่ามที่ดูราวกับมีรัศมีดาราหมุนวนอยู่ตลอดเวลา แสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมานั้นนุ่มนวลและเย็นตาประดุจแสงจันทร์วันเพ็ญ ทว่ากลับให้ความอบอุ่นและพลังชีวิตที่เปี่ยมล้น
"นี่มัน... สรวง์ชั้นทิพย์วิมานหรืออย่างไรกันเ้าคะนายหญิง?"
เมรีพึมพำเสียงพร่า แววตาเนตรอสูรของนางสั่นระริกเมื่อเห็นกระแสพลังงานสีขาวบริสุทธิ์เข้มข้นหมุนวนคลอเคลียอยู่ทั่วหุบเขาประดุจม่านไหมทิพย์ที่คอยปกป้องดินแดนแห่งนี้ไว้จากความโสมมภายนอก
เบื้องหน้าคือหุบเขาขนาดมหึมาที่ถูกโอบล้อมด้วยหน้าผาสูงชันเสียดฟ้า ทว่าหน้าผาเ่าั้หาใช่หินผาสีหม่นทึบ แต่มันคือผลึกอัญมณีเจ็ดประการที่สลักเสลาด้วยลายอักขระธรรมชาติ สะท้อนแสงทิพย์จนเกิดเป็รุ้งนิรันดร์พาดผ่านยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะสีเงินยวง บนยอดผาเ่าั้มีสายน้ำตกสีทองอำพันไหลรินลงมาประดุจธารทองคำเหลวที่ตกลงมาจากฟากฟ้า เสียงน้ำตกที่กระทบโขดหินใสดุจแก้วดังกังวานเป็ท่วงทำนองมโหรีทิพย์ที่ช่วยขับกล่อมดวงิญญาให้หลุดพ้นจากความโศกเศร้า
พรรณไม้ในหุบเขาแห่งนี้ล้วนเป็พฤกษาทิพย์ที่สูญสิ้นไปจากโลกมนุษย์นับหมื่นปี ต้นไม้ั์ที่มีลำต้นเป็เงินยวงบริสุทธิ์ส่องประกายเย็นตา แผ่กิ่งก้านสาขาที่ประดับด้วยใบมรกตเรืองแสงและผลไม้แก้วสารพัดนึกที่ส่งกลิ่นหอมหวลชวนเคลิบเคลิ้ม ดอกบัวอสุราขนาดั์หลากสีสันผลิบานอยู่เหนือน้ำใสที่ลอยเด่นอยู่กลางอากาศด้วยอำนาจปราณ สัตว์เทพตัวเล็กๆ อย่างนกการเวกปีกทองและกินรีจำแลงต่างพากันโบยบินอย่างเริงร่า กลิ่นไอของปราณโลกที่บริสุทธิ์ที่สุดซึมซาบเข้าสู่ทุกอณูขุมขนของคณะเดินทาง พลิกฟื้นร่างกายที่บอบช้ำให้กลับมาสมบูรณ์พร้อมในชั่วอึดใจ
"ไม่ใช่์..."
รัญจวนเอ่ยด้วยสุรเสียงที่สั่นไหวเล็กน้อย ความทรงจำของวรัญณีในร่างนี้กำลังร่ำไห้ด้วยความโหยหา
"แต่นี่คือ หุบเขาอสุรามาตุภูมิที่แท้จริงของเผ่าพันธุ์พญาั์ปฐมกาล ดินแดนที่มนุษย์เอื้อมไม่ถึง และเป็ที่ที่ข้าเคยหันหลังให้เพื่อไปสู่เศษดินในเมืองศิขรินทร์"
พระอาจารย์คงที่นั่งอยู่บนหลังนิลกาลค่อยๆ พยุงกายขึ้นมองทัศนียภาพเบื้องหน้า แววตาของท่านเต็มไปด้วยความตกตะลึง
"ในตำราโบราณกล่าวไว้ว่าหุบเขาอสุราคือใจกลางของปราณโลก ข้าเคยนึกว่าเป็เพียงนิทานหลอกเด็ก ไม่นึกเลยว่าจะมีสถานที่ที่อุดมสมบูรณ์และเปี่ยมด้วยทิพยอำนาจขนาดนี้อยู่จริง"
รัญจวนกวาดสายตามองไปที่ใจกลางหุบเขา ที่นั่นปรากฏวิหารโบราณขนาดั์ที่สลักเสลาจากหินนิลกาลและทองคำแท้ ตั้งตระหง่านอยู่บนแท่นหินลอยฟ้าที่มีรากไม้ทองคำขนาดใหญ่ยึดโยงไว้กับพื้นดิน วิหารนั้นคืออารามพิภพอสุราฐานที่มั่นที่นางตั้งใจจะใช้เป็จุดเริ่มต้นของการล้างบางบัลลังก์ศิขรินทร์
"เดินต่อไป... เราจะไปที่อารามพิธีกรรม"
รัญจวนออกคำสั่ง นางลงจากหลังม้าแล้วก้าวเดินนำหน้าคณะด้วยท่วงท่าที่องอาจประดุจราชินีที่กำลังหวนคืนสู่บัลลังก์ทิพย์
ยิ่งเข้าใกล้ใจกลางหุบเขา พลังกดดันิญญายิ่งรุนแรงขึ้น เหล่านางสิบสองเริ่มรู้สึกอึดอัดอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้ไม่ใช่ความเ็ป แต่มันคือการขัดเกลาปราณในร่างให้บริสุทธิ์ขึ้น รัญจวนหยุดนิ่งอยู่หน้าบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์กลางอาราม น้ำในบ่อเป็สีชาดข้นคล้ายโลหิตทว่าใสสะอาดและส่งกลิ่นหอมของกฤษณาป่าที่อบอวลไปทั่วชั้นบรรยากาศ
ในวินาทีนั้นเอง สายเืพญาั์ในกายของรัญจวนเริ่มตอบรับกับพลังงานปฐมกาลที่สถิตอยู่ในหุบเขา ร่างกายของนางเริ่มเปล่งแสงสีแดงเข้มสลับทองออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ รัญจวนทรุดกายลงนั่งชันเข่าข้างบ่อน้ำ ความทรงจำอันเ็ปเมื่อหลายปีก่อนฉายชัดขึ้นมา...
ภาพของวรัญณีในวัยเยาว์ที่ยอมใช้มนตรามืดกรีดหักเขี้ยวอสุรีและเล็บมารของตนเองทิ้ง เพื่อให้ใบหน้าและมือของนางดูเหมือนมนุษย์ธรรมดาที่สุด เพียงเพราะชัยเสนเคยบอกว่าเขาหวาดกลัวเขี้ยวที่ดูดุดันและเล็บที่แหลมคมนั่น นางยอมแลกเกียรติยศและพลังสูงสุดของเผ่าพันธุ์เพื่อแลกกับความรักลวงตาที่ท้ายที่สุดก็กลับมาทิ่มแทงนางจนตาย
"วรัญณี เ้าคนเขลา"
รัญจวนพึมพำพลางจุ่มมือลงในบ่อน้ำสีชาด
"เ้าหันหลังให้ธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ เพื่อไปเป็เบี้ยล่างในคอกมนุษย์ แต่วันนี้ รัญจวนคนนี้จะเรียกทุกอย่างคืนมาให้เ้าเอง!"
เปรี้ยง!!!
ทันทีที่นางประกาศกร้าว บังเกิดสายฟ้าสีทองฟาดลงมากลางอารามพิภพ แผ่นดินสั่นะเืเลื่อนลั่นประดุจเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ มวลน้ำในบ่อศักดิ์สิทธิ์ม้วนตัวขึ้นเป็เกลียวพายุห่อหุ้มร่างกายของรัญจวนไว้ภายใน เหล่านางสิบสองและขุนพลอสูรต่างถูกแรงลมมหาศาลผลักให้ถอยกรูดไปรอบทิศทาง
"นายหญิง!!!"
เมรีกรีดร้องด้วยความกังวล ทว่ากาฬทมิฬกลับกางแขนขวางไว้ แววตาของขุนพลั์วาวโรจน์ด้วยความเทิดทูน
"อย่าเข้าไป! นี่คือการจุติใหม่... นายหญิงกำลังปลดผนึกพลังอสุราบริสุทธิ์ขั้นที่หนึ่ง!"
ภายในวงล้อมของพรรณรังสีสีแดงทอง รัญจวนรู้สึกได้ถึงความเ็ปที่แสนสาหัสประดุจร่างกายถูกฉีกออกเป็หมื่นชิ้น กระดูกทุกส่วนในร่างกายส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดจากการขยายขนาดและปรับเปลี่ยนโครงสร้าง ปราณอสูรที่เคยถูกผนึกไว้ในระดับลึกที่สุดะเิออกมาประดุจูเาไฟที่ตื่นจากการหลับใหล
"อ๊าาาาาาาาา!!!"
เสียงร้องคำรามของรัญจวนดังสนั่นกึกก้องไปทั่วหุบเขา ทว่านั่นไม่ใช่เสียงกรีดร้องของสตรีผู้อ่อนแอ แต่มันคือเสียงกัมปนาทของจอมราชันย์ที่กำลังทวงคืนอำนาจ!
ที่ริมฝีปากบางเฉียบ... บังเกิดความร้อนรุ่มราวกับถูกไฟแผดเผา เหงือกของนางขยายตัวออกพร้อมกับเสียง กรึ่ก ที่บาดลึกเข้าไปในประสาท ทันใดนั้น เขี้ยวคู่สวยที่เคยถูกหักทำลายจนเหลือเพียงรากหินปูนหม่นๆ พลันงอกเงยออกมาใหม่ด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า! มันไม่ใช่เขี้ยวสีขาวมุกธรรมดา ทว่ามันคือเขี้ยวที่หล่อหลอมจากปราณทองคำบริสุทธิ์ ส่องประกายวาววับล้อแสงอาทิตย์ทิพย์ เรียวยาวและโค้งมนอย่างทรงพลังประดุจอาวุธเทพเ้าที่จุติลงมาประดับบนใบหน้าที่งดงามปานล่มเมือง
ในเวลาเดียวกัน ปลายนิ้วเรียวขาวของนางก็เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลง เล็บที่เคยสั้นกุดกลับงอกยาวออกมาเป็สีนิลกาฬสลับลายเส้นสีทองประดุจเพชรน้ำหนึ่ง ความแหลมคมของมันเพียงแค่ััอากาศก็เกิดเสียงหวีดหวิว พละกำลังมหาศาลไหลเวียนลงสู่ปลายนิ้วที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกสิ่งให้เป็ชิ้นๆ
รัศมีอสูรสีชาดที่แผ่ออกมาในวินาทีนั้นรุนแรงเสียจนพรรณไม้รอบด้านต่างน้อมกิ่งก้านลงหมอบราบ เหล่านางสิบสองต่างทรุดกายลงคุกเข่าอย่างไม่อาจต้านทานแรงกดดันได้ พวกนางรู้สึกได้ถึงความศักดิ์สิทธิ์ที่ปนเปมากับความน่าเกรงขาม
เมื่อพายุพลังงานสงบลง รัญจวนยืนตระหง่านอยู่ใจกลางอาราม ทัศนียภาพรอบกายพลันนิ่งสนิทราวกับทุกสรรพสิ่งจงใจหยุดหายใจเพื่อรอชมการจุติครั้งยิ่งใหญ่ รูปลักษณ์ของนางเปลี่ยนไปจนยากจะเชื่อสายตา... ความงามที่เคยมีอยู่อย่างจำกัดในฐานะมเหสีมนุษย์ บัดนี้ถูกพรากไปและแทนที่ด้วยความวิจิตรตระการตาที่ไม่มีอยู่จริงบนโลกมนุษย์!
ผิวพรรณของนางที่เคยนวลลออ บัดนี้กลับผุดผ่องสว่างไสวขึ้นจนดูคล้ายกับหยกหิมะสลักที่ซ่อนแสงเรืองรองไว้ภายใน ทุกตารางนิ้วเรียบเนียนละเอียดประดุจพื้นผิวมุกทิพย์ที่ชุ่มชื่นอยู่ตลอดเวลา แววตาคู่สวยบัดนี้มีมิติความลึกประดุจจักรวาลอันไกลโพ้น ั์ตาสีม่วงเข้มถูกโอบล้อมด้วยวงแหวนปราณทองคำที่หมุนวนช้าๆ ส่องประกายระยิบระยับประดุจดารานับล้านดวง ดูลึกลับ น่าค้นหา และแฝงด้วยทิพยอำนาจที่รุนแรงจนใครที่เผลอสบตาเป็ต้องตกอยู่ในภวังค์แห่งความลุ่มหลงจนลืมสิ้นลมหายใจ
เส้นผมสีนิลที่เคยยาวถึงกลางหลัง บัดนี้กลับยืดยาวสยายลงมาประดุจม่านไหมสีดำสนิทที่ทอด้วยแสงรัตติกาล มันพริ้วไหวไปตามกระแสลมปราณดูราวกับมีชีวิต กลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้์ที่ไม่มีชื่อเรียกแผ่กระจายออกมาจากวรกายของนาง ทุกท่วงท่าการขยับตัวช่างอ่อนช้อยทว่าทรงพลังอย่างประหลาด
นางเผยอรอยยิ้มเพียงบางเบา เผยให้เห็นเขี้ยวทองคำบริสุทธิ์ที่งอกออกมาใหม่ประดุจเครื่องประดับชั้นสูงที่ช่วยเสริมให้ใบหน้าที่งดงามปานล่มเมืองนั้นดูพิลาสล้ำและดุดันในคราวเดียวกัน เป็ความงามที่โเี้ ความงามที่ปลุกปั่นความปรารถนาและศรัทธาขึ้นพร้อมกันอย่างที่มนุษย์ทั่วไปไม่อาจต้านทานได้
"ความสมบูรณ์แบบ มันรู้สึกแบบนี้นี่เอง"
รัญจวนลองสะบัดมือเบาๆ ปลายนิ้วเล็บมารสีทองกรีดผ่านอากาศจนเกิดรอยแยกจางๆ
"น้อมรับการกลับมาขององค์จักรพรรดินีอสูร!"
กาฬทมิฬ, อัคนี และพสุธา ทรุดกายลงหมอบกราบ เสียงของพวกเขาสั่นเครือด้วยความปิติที่ได้เห็นนายเหนือหัวหวนคืนสู่พลังปฐมกาลอีกครั้ง
รัญจวนเดินเข้าไปหาเหล่านางสิบสองที่ยังคงนั่งสั่นเทิ้มด้วยความเกรงบารมี นางยื่นมือที่ประดับด้วยเล็บมารสีทองไปเชยคางเมรีขึ้นอย่างนุ่มนวล
"ไม่ต้องหวาดกลัว พลังนี้มีไว้เพื่อคุ้มครองพวกเ้า และมีไว้เพื่อบดขยี้ศัตรูของเรา"
นางหันไปมองหน้าผาอัญมณีเบื้องหน้า
"ที่นี่คือบ้าน และจากที่นี่ ข้าจะสร้างกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่โลกเคยเห็นมา ข้าจะสอนให้พวกเ้าใช้เนตรอสูรสังหารผสานกับวิทยาการจารชนที่ข้ามี และเมื่อถึงวันนั้น ทั่วทั้งใต้หล้าจะต้องจดจำชื่อของวรัญณีในฐานะผู้กำหนดชะตากรรมของสรรพสิ่ง!"
ในขณะที่เสียงของรัญจวนประกาศก้อง ท้องฟ้าเหนือหุบเขาอสุราก็พลันแปรเปลี่ยนเป็สีแดงทองสว่างไสว ฝูงวิหคเทพและสัตว์หิมพานต์ต่างพากันกู่ร้องรับสัญญาณการตื่นขึ้นของราชินีผู้ครองปฐี
รัญจวนมองดูเขี้ยวและเล็บใหม่ของนางด้วยสายตาที่เย็นเยียบและมาดมั่น แผนการขั้นต่อไปเริ่มก่อตัวขึ้นในสมองระดับจารชนปี 2099 ของนาง... การสร้างอาณาจักรต้องใช้เงินทอง ทรัพยากร และที่สำคัญที่สุดคือกำลังคน
"พระอาจารย์คง..." นางหันไปหาชายชราที่บัดนี้ดูมีกำลังขึ้นมาก
"ข้า้าให้ท่านเตรียมโอสถที่สามารถปลุกพลังอสูรที่แฝงในสายเืมนุษย์ให้แก่ผู้ติดตามของข้า ส่วนขุนพลทั้งสาม จงไปรวบรวมเหล่าอสูรที่ถูกทอดทิ้งตามป่าเขาและถ้ำลึก บอกพวกมันว่า ราชินีของพวกเขากลับมาแล้ว ใครที่จงรักภักดีจะมีชีวิตที่รุ่งโรจน์ แต่ใครที่ขวางทาง... จะมีเพียงความตายที่รออยู่!"
"รับบัญชา!!!"
เสียงขานรับดังกึกก้องประดุจเสียงกัมปนาทที่สั่นะเืไปถึงวังหลวงศิขรินทร์ ลางสังหรณ์แห่งความพินาศเริ่มก่อตัวขึ้นเหนือบัลลังก์ของชัยเสน ขณะที่ในหุบเขาอสุรายุคสมัยของพญาั์จารชนสาวได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็ทางการแล้ว!
*****
