คุณหมอกล่าว มะลิเข้าใจ รู้ว่าโรคหัวใจนั้นอันตรายนัก ด้วยหลายครั้งที่ศักดาเคยเป็แบบนี้ เขามักจะมีอาการจุกแน่นที่หน้าอกด้านซ้าย แต่ก็ไม่คิดว่าครั้งนี้จะรุนแรงถึงชีวิต
มะลิรับรู้มาตลอดว่าสามีป่วยด้วยโรคหัวใจ และมักจะมีอาการจุกแน่นในลักษณะนี้บ่อยๆ ซึ่งก็อยู่ระหว่างการรักษาตัว ทว่าศักดาก็ไม่ใส่ใจดูแลตัวเองอย่างที่ควรจะเป็ ทำราวกับไม่รักชีวิต ทั้งเหล้าและบุหรี่ที่หมอกำชับให้เลิกโดยเด็ดขาด เขาก็ไม่เชื่อฟัง
“หมอต้องขอตัวก่อนนะครับ”
แพทย์ผู้ทำการผ่าตัดกล่าวแล้วเดินจากไป
“ศักดา… ขอให้เธอไปสู่สุคติ”
เจมส์รำพึงเสียงเศร้า น้ำตาคลอ หลับตาอธิษฐานให้ดวงิญญาของลูกชายไปยังที่ดีๆ อดน้ำตาไหลไม่ได้ แม้รู้ดีว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็เื่ของสังสารวัฎ เป็ธรรมดาโลก ไม่มีมนุษย์คนไหนหนีพ้น ทว่าเมื่อมันเกิดขึ้นกับตนใกล้ตัว ก็ยากที่เจมส์จะทำใจยอมรับ นึกสงสารศักดาที่ต้องมาเสียชีวิตก่อนเวลาอันควร ทั้งที่อายุเพิ่งยี่สิบห้าปีเท่านั้น
งานศพของศักดาจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย เจมส์เป็คนจัดการให้ทั้งหมด เพราะว่าทุกวันนี้มะลิไม่มีญาติที่ไหน พ่อแม่ของหล่อนตายหมดแล้ว เมื่อไม่มีศักดา มะลิก็เหลือตัวคนเดียว
อีกสัปดาห์ต่อมา
ที่สหรัฐอเมริกา ภายหลังจากเลิกงาน เมื่อกลับมาถึงบ้าน เจมส์ทรุดร่างลงนั่งเงียบๆ เพียงลำพัง บนเก้าอี้ไม้สีขาวที่ระเบียงหน้าบ้าน
เขานั่งนิ่งอยู่นาน ในความมืดและเงียบ ไม่รู้เลยว่าปล่อยให้เวลาผ่านไปนานเท่าไร กระทั่งเสียงดังของเก้าอี้อันเกิดจากการขยับตัวโดยที่ไม่รู้ตัว ช่วยฉุดเจมส์ออกมาจากภวังค์ เขากำลังครุ่นคิดถึงแต่ผู้หญิงที่ชื่อ ‘มะลิ’
เจมส์ลุกขึ้นจากเก้าอี้โยก เดินมาที่ตู้เย็น เปิดเบียร์แล้วยกขึ้นดื่มทั้งขวด ก่อนจะก้าวเข้าไปในห้องนอน ทิ้งร่างกำยำลงบนเตียงกว้าง พยายามบังคับเปลือกตาให้หลับ หากก็ไม่ง่ายที่จะหลับ ด้วยจู่ๆ ภาพใบหน้าแสนสวยของผู้หญิงที่ชื่อ ‘มะลิ’ ก็ผุดวาบเข้ามาในความคิด
ช่างน่าแปลก… หลังจากที่เจมส์ได้เจอหล่อนที่เมืองไทย ถึงวันนี้… เขาก็ยังคิดถึงมะลิเรื่อยมา
อีกสามเดือนต่อมา
เสียงเรียกเข้า แผดลั่นมาจากโทรศัพท์มือถือของมะลิที่วางไว้บนพนักหัวเตียง หญิงสาวเอื้อมมือคว้ามาดู หัวคิ้วชิดเข้าหากันด้วยความสงสัย เมื่อชื่อเ้าของเบอร์ที่หล่อนแอบบันทึกชื่อเอาไว้ว่า ‘พ่อผัวสุดหล่อ’ ปรากฏขึ้นที่หน้าจอ
“สวัสดีค่ะ… ”
มะลิกรอกเสียงไปตามสาย
“สวัสดี… นี่ฉันเองนะ พ่อเลี้ยงของศักดา ยังจำได้ไหม”
คนต้นสายกรอกเสียงมาทักทาย
“จำได้ค่ะ… ”
น้ำเสียงบอกความตื่นเต้น นับจากวันที่ได้เจอหน้ากัน มะลิไม่เคยลืมผู้ชายที่ชื่อ ‘เจมส์’ คนนี้ แม้ว่าหลังจากงานศพของศักดา หล่อนกับเจมส์ก็ไม่เคยได้คุยกันอีกเลย
“เธอเป็ไงบ้าง… สบายดีไหม”
น้ำเสียงของเจมส์บอกความห่วงใย
“เรื่อยๆ ค่ะ… หนูกำลังตัดสินใจว่าจะกลับไปอยู่บ้านที่ต่างจังหวัด”
มะลิบอก
“อ้าว… ทำไมล่ะ”
“โรงงานกำลังจะปิดตัวค่ะ… ”
มะลิหมายถึงโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมย่านจังหวัดอยุธยาฯ
“เสียใจด้วยนะ… ”
เจมส์กล่าวแล้วนิ่งเงียบไปชั่วขณะ ราวกับว่ากำลังใช้ความคิด ก่อนจะเอ่ยออกมาว่า
“เธอสนใจจะมาทำงานให้ฉันไหม”
เจมส์อยากช่วย
“งาน… เอ่อ… งานอะไรคะ”
มะลิดีใจ
“เกริ่นให้ฟังนะ… ตอนนี้ฉันมีบ้าน มีไร่อ้อยหลายร้อยไร่อยู่ที่เมืองกาญจน์… บ้านที่ฉันซื้อทิ้งเอาไว้ ตอนนี้ไม่มีคนดูแล ถ้าตกลงฉันจะจ่ายเงินเดือนให้… เธอพักอยู่ที่นั่นได้เลย บ้านฉันหลังใหญ่ มีหลายห้อง”
จากนั้นเจมส์ก็เล่าให้ฟังว่าทุกวันนี้เขาจ้างสองสามีภรรยาให้ช่วยดูแลงานในไร่อ้อย ‘ลุงสม’ รับหน้าที่ดูแลคนงานในไร่ และ ‘ป้าศรี’ ซึ่งเป็เมียลุงสมช่วยดูแลบ้านไม้สักหลังใหญ่ที่เจมส์ซื้อเอาไว้ ด้วยเขาวางแผนเอาไว้ว่าปั้นปลายชีวิตเขาจะลาออกจากงานราชการแล้วกลับมาใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางธรรมชาติป่าเขาในจังหวัดกาญจนบุรี
“สนใจค่ะ”
มะลิตอบแบบไม่ต้องคิด ไม่รู้อะไรดลใจ เหมือนมีแรงดึงดูดอันประหลาดที่มองไม่เห็น ทำให้หล่อนรีบรับปากทันที
อีกสัปดาห์ต่อมา
เจมส์เดินทางมาเมืองไทย แวะมารับมะลิที่บ้านเช่าใกล้นิคมอุตสาหกรรม ช่างบังเอิญที่มะลิจะต้องย้ายออกในวันนี้พอดี เจมส์มาช่วยขนของแล้วพากันเดินทางไปส่งหล่อนยังไร่อ้อยของเขา
