พอมาถึงบริษัทฉางหง คังอิงก็พบว่าชื่อของสือเจียงหย่วนเป็ดั่งป้ายทองคำจริงๆ ผู้จัดการซุนของบริษัทฉางหง พอได้ยินชื่อของสือเจียงหย่วนก็ต้อนรับพวกเขาอย่างกระตือรือร้นเป็ทวีคูณ
คังอิงจึงรีบเข้าเื่การขอเป็ตัวแทนจำหน่ายทันที ส่วนสือเจียงหย่วนก็นอนหลับสนิทอยู่บนโซฟาในห้องทำงานของผู้จัดการอย่างสบายใจ
คังอิงนึกถึงคำพูดที่ว่าไม่ต้องพักผ่อนของสือเจียงหย่วนเมื่อสักครู่ ดูท่าเขาคงคาดการณ์เอาไว้แล้วว่าระหว่างการเจรจา เขาน่าจะนอนหลับได้
เมื่อคังอิงเจรจาเื่เงื่อนไขการเป็ตัวแทนจำหน่ายกับผู้จัดการซุนของบริษัทฉางหงเรียบร้อย เธอหันกลับไปเห็นว่าสือเจียงหย่วนหลับสนิทมาก จึงไม่ได้ยื่นสัญญาให้เขาดู แถมยังเซ็นสัญญาด้วยตัวเองไปเลย
เพราะเงื่อนไขการเป็ตัวแทนจำหน่ายไม่ต่างจากบริษัทไห่โซงตี้มากนัก เธอคิดว่าถึงสือเจียงหย่วนจะเห็น เขาก็คงดูผ่านๆ เท่านั้น ไม่สู้ให้เขานอนนอนหลับต่ออย่างสบายใจดีกว่า
พอเซ็นสัญญากับทางบริษัทฉางหงเรียบร้อย สือเจียงหย่วนก็หลับไปได้สองชั่วโมงกว่าๆ คังอิงจึงปลุกเขาแล้วบอกว่า “ตื่นได้แล้ว เซ็นสัญญาเสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ”
สือเจียงหย่วนลืมตาขึ้นมา เห็นคังอิงกำลังโบกสัญญาอยู่ตรงหน้า
เป็ไปตามที่คังอิงคาดการณ์เอาไว้ สือเจียงหย่วนเหลือบมองนาฬิกาข้อมือของตนแล้วบอกว่า “ถ้าตกลงกันได้แล้วก็ไปกันเถอะ”
ผู้จัดการซุนบอกอย่างกระตือรือร้น “ไม่ต้องรีบหรอกครับ ไม่ต้องรีบ พวกคุณอยู่กินข้าวเย็นด้วยกันก่อนเถอะ เดี๋ยวผมเลี้ยงเอง”
อีกคนแล้วที่อยากเลี้ยงข้าว
คังอิงคิดในใจ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมใครๆ ก็อยากจะเลี้ยงข้าวพวกเธอทั้งนั้น?
“ยังพอมีเวลา พวกเราต้องไปคุยธุระที่บริษัทอื่นอีกครับ” ไม่นึกว่าสือเจียงหย่วนจะพูดอย่างไม่ใส่ใจ “เอาไว้คราวหน้าถ้ามีเวลาว่าง ค่อยนัดกินมื้อเย็นกันอีกที หรือไม่ก็รอให้คุณไปที่อำเภอหลี่ว์ แล้วพวกเราจะเลี้ยงคุณเอง”
เมื่อผู้จัดการซุนได้ยินว่าพวกเขามีธุระ เลยไม่อาจรั้งพวกเขาเอาไว้ได้ เขาจึงเอ่ยอย่างกระตือรือร้นว่า “พอพวกคุณคุยธุระเสร็จแล้ว โทรหาผมนะครับ พวกเรามากินข้าวกัน”
ผู้จัดการซุนยื่นนามบัตรของเขาให้สือเจียงหย่วนกับคังอิงอย่างนอบน้อม
สือเจียงหย่วนรับนามบัตรมา พอเห็นคังอิงมีท่าทางขัดเขินเล็กน้อยก็รู้สึกเห็นใจขึ้นมา เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่บอกกับผู้จัดการซุนว่า “ตกลงครับ เดี๋ยวติดต่อกันอีกทีนะครับ”
คังอิงกับสือเจียงหย่วนถูกผู้จัดการซุนที่แสนขมีขมันไปส่งถึงชั้นล่าง
สือเจียงหย่วนไม่ได้พาคังอิงไปยังบริษัทว่านเป่าหลงทันที แต่กลับพาเธอขับรถวนอยู่บนถนน คังอิงจึงเอ่ยถามขึ้น “ไม่ใช่ว่าเราจะไปหาบริษัทว่านเป่าหลงหรอกหรือ? คุณจะพาฉันไปไหนกันคะ?”
สือเจียงหย่วนตอบ “พาคุณไปทำนามบัตรน่ะ อีกอย่างแถวนี้มีร้านขายเพจเจอร์ ร้านนี้มีเพจเจอร์ให้เลือกเยอะมาก คุณเลือกอันที่ชอบก็แล้วกัน”
คังอิงไม่คิดว่าสือเจียงหย่วนจะเป็คนใส่ใจขนาดนี้ เมื่อสักครู่ตอนที่ผู้จัดการเฉากับผู้จัดการซุนยื่นนามบัตรให้เธอ เธอไม่มีนามบัตรให้พวกเขา ทำให้รู้สึกกระอักกระอ่วนใจเล็กน้อย
ในยุคนี้ นามบัตรเป็สัญลักษณ์ของสถานะและฐานะ หากคนอื่นให้เธอ เธอไม่ให้พวกเขากลับ ก็ดูเสียมารยาทไปหน่อย
สือเจียงหย่วนพาคังอิงมาถึงร้านขายเพจเจอร์ขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ร้านนี้มีพื้นที่กว้างขวางกว่าสองร้อยตารางเมตร ในร้านมีลูกค้าไม่มากไม่น้อย แต่ลูกค้าที่เดินเข้ามาในร้าน ต่างก็เป็คนที่ตั้งใจจะซื้อเพจเจอร์ทั้งนั้น
คังอิงมองดูเพจเจอร์ต่างๆ ทั้งยี่ห้อโมโตโรล่า ยี่ห้อสตาร์แทค และยังมียี่ห้ออื่นๆ ที่เธอไม่รู้จัก คังอิงเห็นว่าเพจเจอร์ยี่ห้อโมโตโรล่ามีขนาดเล็ก พกพาสะดวก เธอจึงบอกว่าจะซื้อยี่ห้อนั้น
ทว่าสือเจียงหย่วนกลับไม่เห็นด้วย เขาพูดว่า “ซื้อแบบที่แสดงผลภาษาจีนเถอะครับ จะได้ติดต่อกันได้สะดวก”
คังอิงครุ่นคิดแล้วก็เห็นด้วย การทำธุรกิจนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการได้รับข้อมูลที่รวดเร็ว อีกอย่างเธอไม่เหมือนผู้ชายที่ชอบห้อยเพจเจอร์เอาไว้ที่เข็มขัด เมื่อใส่เพจเจอร์เอาไว้ในกระเป๋า ก็ไม่จำเป็ต้องสนใจขนาดแล้ว
สมาร์ตโฟนในยุคหลังๆ มีขนาดถึง 6.5 นิ้ว ใหญ่ขนาดนั้นยังสามารถถือเอาไว้ในมือได้ ส่วนเพจเจอร์นั้นมีขนาดเล็กมาก
ดังนั้น คังอิงจึงตอบตกลง เธอจะซื้อแบบที่แสดงผลภาษาจีน
“แบบที่แสดงผลภาษาจีนนี้ราคาหกพันกว่าหยวนนะครับ” พนักงานขายแนะนำกับสือเจียงหย่วนอย่างลุกลี้ลุกลน
แพงขนาดนี้สามารถซื้อสมาร์ตโฟนดีๆ ได้เครื่องหนึ่งเลยนะ แต่ว่าสมาร์ตโฟนนั้นมีฟังก์ชันมากมาย จนพูดได้ว่าตอบโจทย์ทุกความ้าในชีวิตของคนเราเลยทีเดียว
ไม่ว่าจะเป็การเล่นอินเทอร์เน็ต ซื้อขายหุ้น โอนเงิน ซื้อกองทุน หรือเรียนรู้สิ่งต่างๆ และความบันเทิงต่างๆ เพียงแค่มีสมาร์ตโฟนเครื่องเดียวก็เหมือนมีโลกทั้งใบ
สมาร์ตโฟนราคาหกพันกว่าหยวนก็ต้องเป็แบรนด์ดังๆ แต่ตอนนี้เงินจำนวนนี้กลับสามารถซื้อได้แค่เพจเจอร์ที่มีฟังก์ชันรับส่งข้อความเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น เงินหกพันหยวนในปัจจุบันกับหกพันหยวนในอนาคตไม่อาจเทียบกันได้
ถึงแม้ว่า ‘เศรษฐีหมื่นหยวน’ จะไม่ได้เป็คำที่ดูหรูหราอีกต่อไปแล้ว เพราะตอนนี้ถูกแทนที่ด้วย ‘เศรษฐีแสนหยวน’ ‘เศรษฐีล้านหยวน’ แต่ชาวบ้านทั่วไปต้องใช้เวลาหลายปีเพื่อเก็บเงินถึงหมื่นหยวน แถมยังต้องประหยัดมัธยัสถ์มากอีกด้วย
คังอิงรู้สึกว่ามันแพงมาก เธอบอกสือเจียงหย่วนว่า “อย่าเลยค่ะ แพงขนาดนี้ ซื้อเพจเจอร์แบบตัวเลขธรรมดาก็พอ”
ทว่าสือเจียงหย่วนกลับหยิบเอาบัตรธนาคารใบหนึ่งออกมาแล้วบอกว่า “รูดบัตรเลย”
พนักงานรับบัตรไปแล้วรูดบัตรของสือเจียงหย่วนทันที
คังอิงเห็นว่าบัตรที่เขารูดคือบัตรเดบิต ไม่ใช่บัตรเครดิต ดูท่าการใช้บัตรเครดิตในตอนนี้คงยังไม่แพร่หลาย ขนาดสือเจียงหย่วนยังไม่มีบัตรเครดิตเลย
เมื่อเห็นว่าสือเจียงหย่วนรูดบัตรซื้อเพจเจอร์แบบที่แสดงผลภาษาจีนแล้ว คังอิงก็ไม่ได้พูดอะไรอีก
คิดไม่ถึงว่าหลังจากที่สือเจียงหย่วนรูดบัตรซื้อเพจเจอร์เครื่องหนึ่งแล้ว เขาก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันไปบอกกับพนักงานว่า “ขอแบบเดียวกันอีกเครื่อง”
พนักงานรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็มีความสุขมากเช่นกัน วันนี้เจอลูกค้ารายใหญ่เลยทีเดียว เขาซื้อเพจเจอร์ราคาแพงที่สุดของร้านไปถึงสองเครื่อง
“นี่ครับ เครื่องนี้ของคุณ ส่วนเครื่องนี้ของผม นี่เป็เบอร์ติดต่อของผม จำให้ดีนะครับ ถ้ามีเื่อะไรก็ติดต่อผมได้ทางนี้เลย”
หลังจากที่ซื้อเพจเจอร์ให้คังอิงแล้ว สือเจียงหย่วนก็ไม่รู้ว่าทำไมในใจเขาร้อนรนขึ้นมา เขารู้สึกว่าต่อจากนี้ไปเขาสามารถติดต่อคังอิงได้อย่างสะดวก แต่ถ้าหากคังอิงอยากติดต่อเขาแล้วติดต่อไม่ได้ เธอจะไม่อยากติดต่อเขาอีกหรือเปล่า
พอคิดแบบนี้ สือเจียงหย่วนก็เลยตัดสินใจรูดบัตรซื้อเพจเจอร์อีกเครื่องให้กับตัวเอง
คังอิงไม่รู้ว่าเมื่อก่อนสือเจียงหย่วนเป็คนที่เกลียดเพจเจอร์มาก เขาไม่อยากให้คนอื่นๆ สามารถติดต่อเขาได้ตลอดเวลา เพราะมันทำให้เขารู้สึกอึดอัด แต่ตอนนี้จู่ๆ เขากลับเปลี่ยนความคิดไปอย่างสิ้นเชิง แม้แต่ตัวสือเจียงหย่วนเองก็ไม่รู้ว่าเป็เพราะอะไร
คังอิงแค่รู้สึกว่าการที่มีเบอร์เพจเจอร์ของสือเจียงหย่วนจะทำให้เธอติดต่อเขาได้สะดวกขึ้น เธอจึงพยักหน้ารับแล้วจดเบอร์เพจเจอร์ของสือเจียงหย่วนเอาไว้
พอทั้งสองคนเดินออกมาจากร้านเพจเจอร์ สือเจียงหย่วนก็พาเธอไปยังร้านรับทำสิ่งพิมพ์ที่อยู่ข้างๆ คังอิงถามขึ้นว่า “จะทำนามบัตรงั้นเหรอ?”
สือเจียงหย่วนพยักหน้ารับ
พอเข้ามาในร้านรับทำสิ่งพิมพ์ สือเจียงหย่วนก็บอกให้พนักงานทำนามบัตรยี่สิบใบ โดยระบุว่า คังอิง ผู้จัดการทั่วไปของห้างสรรพสินค้ามิตรภาพ อำเภอหลี่ว์ ที่อยู่ก็คือห้างสรรพสินค้ามิตรภาพ พร้อมกับเบอร์เพจเจอร์ จากนั้นเขาก็ยื่นกระดาษใบนี้ให้กับพนักงาน
พนักงานสอบถามคังอิงว่าเธอชอบฟอนต์แบบไหน แล้วก็หยิบฟอนต์หลายแบบออกมาให้เธอเลือก คังอิงครุ่นคิดแล้วนึกถึงนามบัตรที่เธอออกแบบเองในชาติที่แล้ว เธอจึงขอให้พนักงานแก้ไขสองสามจุด จนกระทั่งนามบัตรเหมือนกับนามบัตรในชาติที่แล้วทุกประการ เธอจึงรู้สึกพอใจ
สือเจียงหย่วนจ่ายเงินมัดจำแล้วค่อยพาคังอิงออกจากร้าน
พอขึ้นรถ สือเจียงหย่วนก็กล่าวว่า “ห้างของพวกเราต้องออกแบบโลโก้ด้วย คุณลองคิดเื่นี้ดูก็แล้วกัน วันนี้ผมเลยให้เขาทำนามบัตรแค่นิดเดียวก่อน เพราะต่อไปต้องพิมพ์โลโก้ของห้างพวกเราลงไปด้วย”
คังอิงพยักหน้า เธอเข้าใจ
ทันใดนั้น ในใจของเธอก็คิดแผนซุกซนขึ้นมา เธออยากเอาโลโก้บริษัทของเธอในชาติที่แล้วมาใช้ แล้วก็ไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่สำนักงานบริหารการพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมก่อน
พอคิดถึงเื่ที่ตนเองกำลังจะก่อตั้งบริษัทที่เหมือนกับบริษัทในชาติก่อน คังอิงก็อดที่จะยิ้มไม่ได้ อย่างน้อยๆ ธุรกิจที่เธอทำในชาติที่แล้วก็ประสบความสำเร็จ นี่ถือเป็ลางดี เธอเชื่อว่าธุรกิจที่เธอทำในตอนนี้ก็จะประสบความสำเร็จเช่นกัน
