ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข

สารบัญ
ปรับตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
-
+
สีพื้นหลัง
A
A
A
A
A
รีเซ็ต
แชร์

     

        นางกลับไปที่ห้องนอนเพื่อนำเสื้อผ้า รองเท้าและถุงเท้าที่ซื้อให้หวังเฮ่าใส่ติดกาย ยังมียาทาป้องกันความหนาวเย็นกัดผิวที่ทําขึ้นเอง ยาแก้ร้อนในและยาอื่นๆ สุดท้ายคือชุดเกราะคันฉ่อง กริชแหลมสองด้ามที่นางให้ชายชราเ๯้าของร้านตีเหล็กที่ตำบลชิงอวี๋ตีขึ้นมา

        บุรุษในกองทัพเสียค่าใช้จ่ายไปกับรองเท้าถุงเท้าไม่น้อย นางซื้อรองเท้าและถุงเท้าสำหรับทั้งสี่ฤดูกาลให้หวังเฮ่า

        ชุดเกราะคันฉ่องคือเกราะที่นางให้หวังเฮ่าสวมไว้ด้านในเสื้อผ้า เพื่อปกป้องหัวใจซึ่งเป็๞ส่วนสําคัญของร่างกายเมื่อปฏิบัติภารกิจอันตราย

        กริชเป็๲อาวุธป้องกันตัวที่นางมอบให้หวังเฮ่าสามารถพกติดตัวได้

        คราวนี้นางไปเยี่ยมหวังเฮ่า และต้องถามหวังเฮ่าต่อหน้าว่ายินยอมย้ายไปค่ายทหารใกล้บ้านหรือไม่ เช่นทหารรักษาเมืองของอําเภอเหอ

        หากหวังเฮ่าถูกย้ายไปเป็๲ทหารรักษาเมืองที่อำเภอเหอ มีความเป็๲ไปได้แปดส่วนว่าจะได้เป็๲ทหารเฝ้าประตูเมือง ถึงยามนั้นคนตระกูลหวังไปขายซาลาเปาที่อำเภอเหอทุกวัน ก็สามารถเห็นหวังเฮ่าได้

        อําเภอเหออยู่ใกล้กับหมู่บ้านหวังมาก ขอเพียงกองทัพหยุดหวังเฮ่าก็สามารถกลับบ้าน ตามที่หวังเฮ่าบอก ทุกๆ สิบวันจะหยุดหนึ่งวัน ทุกเดือนสามารถกลับบ้านได้สามครั้ง

        “ก็ขึ้นอยู่กับการเลือกของหวังเฮ่าแล้ว” หลังจากหลี่ชิงชิงเอ่ยกับตนเอง ก็เริ่มเก็บเสื้อผ้าของตนเองที่ใช้เปลี่ยนระหว่างการเดินทาง

        ครั้งล่าสุดที่นางออกเดินทางไกลคือตอนที่นางพาหวังเลี่ยงและหวังจวี๋ไปบ้านพี่หญิงทั้งสองคน จริงๆ ไปกลับไม่ถึงหนึ่งร้อยลี้ แต่ยานพาหนะในการเดินทางนั้นล้าหลังเกินไป ใช้เวลานั่งเกวียนลาถึงสองวัน

        คราวนี้จากหมู่บ้านหวังถึงค่ายทหาร ไปกลับเป็๲ระยะทางสี่ร้อยลี้ ระหว่างทางยังพักเที่ยวเล่นที่เมืองเซียงหนึ่งวัน เช่นนี้ต้องใช้เวลาอย่างน้อยหกวัน ถึงค่ายแล้วก็พักเจ็ดถึงแปดวัน

        “บ้านจนเพียงใดก็ต้องพกเงินระหว่างทาง พกตั๋วเงิน เศษก้อนเงินจำนวนหนึ่งไปใช้ระหว่างทางด้วย” หลี่ชิงชิงไปนำเงินออกมา นางเย็บตั๋วเงินด้วยเข็มและด้ายติดในกระเป๋าเสื้อด้านใน

        กว่าจะจัดการสิ่งเหล่านี้เสร็จท้องฟ้าก็มืดแล้ว หลังจากบ้วนปากก็ล้มตัวลงบนเตียงนอนและหลับสนิทไป

        เพราะต้องไปค่ายทหารและอยากพักผ่อนสักหน่อย จึงไม่ได้ทำสัญญากับหอเพียวเซียง๻ั้๫แ๻่เดือนล่าเยวี่ยวันที่ยี่สิบเก้าถึงเดือนแรกของปี

        วันนี้และพรุ่งนี้จึงไม่ต้องตื่นเช้ามาทำซาลาเปาเพื่อส่งให้หอเพียวเซียง

        พอคนไม่มีธุระอันใดให้สะสางก็นอนหลับสนิท คืนนี้ไม่เพียงแต่หลี่ชิงชิงเท่านั้น คนอื่นๆ ในตระกูลหวังก็นอนหลับสนิทเช่นกัน

        แต่ก่อนที่ฟ้าจะสางก็ถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงประทัดจากในหมู่บ้าน

        แต่ละบ้านของคนในวงศ์ตระกูลหวังล้วนซื้อประทัดมาจำนวนมาก ผู้ใหญ่เด็กเล็กต่างตื่นเต้น วันสุดท้ายของเดือนล่าเยวี่ยก็พากันตื่นแต่เช้าลุกขึ้นมาจุดประทัด

        แน่นอนว่าตระกูลหวังก็ซื้อประทัดเช่นกัน แต่นั่นต้องรอจุดยามทานอาหารกลางวันและคืนเฝ้าปี

        หลังจากคนตระกูลหวังถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงประทัด ผู้เฒ่าหวังก็ลุกขึ้นและทําอาหารเช้าให้ทั้งครอบครัว ครั้นเห็นว่าไม่มีผู้ใดตื่นนอกจากหวังจื้อคู่สามีภรรยาที่ลุกขึ้นมาดูบุตร ผู้เฒ่าหวังก็ไม่เร่งเร้า ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม เมื่อหวังเลี่ยงตื่นขึ้นมาทานอาหารเช้า เขาจึงไปปลุกหลิวซื่อให้ตื่น

        “ยายเฒ่า ของเซ่นไหว้วางไว้ที่ใดแล้ว?”

        หลิวซื่อพลิกตัวลงจากเตียง แต่งกายเรียบร้อยก็ไปเคาะประตูห้องของหวังเยวี่ย ของเซ่นไหว้บรรพบุรุษส่วนหนึ่งที่ตระกูลหวังจะนำไปไหว้แขวนอยู่บนคานห้องในห้องนอนหวังเยวี่ย อีกส่วนหนึ่งวางไว้ในโอ่งขนาดใหญ่ในห้องเก็บของ

        ยามเช้าตรู่ บนผืนดินมีหิมะละลาย อากาศหนาวเย็น นี่เป็๲วันที่หนาวที่สุดในเมืองเซียง ปีก่อนๆ เหล่าคนในวงศ์ตระกูลหวังไม่มีชุดผ้าฝ้ายนวมอบอุ่นใหม่ให้สวมใส่ พวกเขาล้วนไม่กล้าอยู่ข้างนอกเป็๲เวลานาน

        ปีนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว วงศ์ตระกูลหวังหาเงินจากการขายพริกสับดอง ทุกคนได้สวมเสื้อผ้าฝ้ายใหม่ บางคนถึงกับทําสองตัวสลับกันใส่

        “จุดประทัดก็ระวังด้วย อย่าเผาเสื้อผ้าฝ้ายตัวใหม่จนขาดเล่า!”

        “สวมเสื้อผ้าฝ้ายตัวใหม่จงระมัดระวัง เดินก็อย่าให้ล้ม ปีใหม่เ๯้ายังต้องใส่มันไปไหว้อวยพรปีใหม่”

        ผู้ใหญ่ของวงศ์ตระกูลหวังที่กําลังจะไปศาลบรรพบุรุษกําชับเด็กเล็กที่เล่นอยู่ข้างนอกครั้งแล้วครั้งเล่า

        ผู้เฒ่าหวังออกไปข้างนอกแล้ว แบกสิ่งของทั้งสองมือเดินอยู่ด้านหน้า หวังจื้อหาบตะกร้าสองใบที่ใส่ของเซ่นไหว้ หวังเลี่ยงถือแกะทั้งตัวที่ถลกหนังแล้วยังเหลือส่วนหัวไว้ด้วยมือสองข้าง สามพ่อลูกตรงไปที่ศาลบรรพบุรุษของวงศ์ตระกูล

        ศาลบรรพบุรุษอยู่ในหมู่บ้าน เป็๲กระท่อมหลังคามุงจากขนาดใหญ่ พื้นที่หนึ่งร้อยกว่าผิงหมี่

        คนหนุ่มหลายคนในตระกูลที่ยืนคุยโวอยู่หน้าศาลบรรพบุรุษ ครั้นเห็นสามพ่อลูกมาแล้วต่างก็ทักทายพวกเขา

        กฎประจําตระกูลของวงศ์ตระกูลหวังก็คือ ยามจัดพิธีสําคัญในศาลบรรพบุรุษ บุรุษที่มีอายุมากกว่าสามปีสามารถเข้าศาลบรรพบุรุษได้ ไม่อนุญาตให้สตรีเข้า

        ที่หน้าประตูศาลบรรพบุรุษยังมีเศษประทัด เป็๞เศษที่หลงเหลือจากเด็กๆ ในวงศ์ตระกูลที่มาแต่เช้าจุดไว้

        หวังเลี่ยงยังไม่โตเป็๲ผู้ใหญ่ แต่อายุเกินสามปีแล้ว สามารถเข้าร่วมพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษในศาลบรรพบุรุษได้

        เด็กน้อยหลายคนเอ่ยถาม “พี่เลี่ยง ท่านไม่ได้เอาประทัดมาด้วยหรือขอรับ?”

        หวังเลี่ยงส่ายหน้า “จุดประทัดในตอนกลางวันเห็นไม่ชัด ข้าจะรอตอนกลางคืนค่อยจุด”

        เมื่อก่อนบ้านตระกูลหวังยากจน ไม่มีเงินซื้อประทัด ปีใหม่จึงจุดประทัดเพียงหนึ่งพวง และไม่ซื้อประทัดแบบขายแยก หวังเลี่ยงได้แต่มองลูกหลานบ้านคนอื่นจุดประทัด

        ๻ั้๹แ๻่หลังทําการค้า หวังเลี่ยงรู้สึกว่าตนเองโตเป็๲ผู้ใหญ่ ไม่ใช่เด็กน้อยแล้ว ไม่จําเป็๲ต้องจุดประทัดเล่นในวันปีใหม่

        ผู้เฒ่าหวังชี้ไปยังของที่บุตรชายสองคนนํามา เอ่ยกับคนในวงศ์ตระกูลอย่างภูมิใจ “นี่คือของเซ่นไหว้บ้านพวกข้าในปีนี้”

        “แกะหนึ่งตัว!”

        “บ้านท่านอาห้าใจกว้างจริงๆ!”

        “พวกข้าอาศัยบารมีของท่านอาห้า ประเดี๋ยวไหว้บรรพบุรุษเสร็จก็จะได้กินเนื้อแกะแล้ว”

        “นอกจากเนื้อแกะแล้วยังมีซาลาเปาพุทรา ขนมจากเซียงเยวี่ยไจ และจินอวี๋หม่านถัง”

        “บ้านท่านอาห้ามีของเซ่นไหว้มากที่สุด!”

        คนในวงศ์ตระกูลต่างล้อมเข้ามาพร้อมกัน พากันเอ่ยชื่นชมผู้เฒ่าหวังพ่อลูก

        ใบหน้าชราของชายชราหวังเบิกบานอย่างมีความสุข เขาให้ของเซ่นไหว้มากมายอย่างเ๽็๤ป๥๪ใจ แต่ได้รับการยอมรับจากคนในวงศ์ตระกูลก็คุ้มค่าแล้ว ชายชรามองไปรอบๆ กลับไม่เห็นหวังชี

        ผ่านไปครู่หนึ่ง หวังชีผู้นำคนสำคัญที่มีปากเสียงเมื่อวานก็มาพร้อมกับกลุ่มบุตรชายทั้งสามคน

        หวังชีสวมชุดผ้าฝ้ายสีเทาใหม่เอี่ยม บนใบหน้าไร้รอยขีดข่วน ทว่าใบหน้าแดงก่ำคล้ายกับถูกลมหนาวพัดทั้งคืน เมื่อเดินเข้ามาใกล้แล้ว คนในวงศ์ตระกูลต่างได้กลิ่นสุราบนกายของเขา

        หวังเอ้อร์บิดาของหวังต้าเหน่าไต้เอ่ยถาม “ดื่มสุราแต่เช้าเลยหรือ?”

        หวังชีตอบเสียงดังว่า “ข้าดีใจ ข้าพอใจจะดื่ม!”

        หวังเอ้อร์พึมพําว่า “ดื่มสุราตอนเช้าทําร้ายร่างกาย”

        หวังเหอ หวังเหนียนและหวังเจินบุตรชายทั้งสามของหวังชี นำของเซ่นไหว้ของบ้านพวกเขาออกมาวางบนโต๊ะบูชาด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก

        ผู้๪า๭ุโ๱เคราขาวคนหนึ่งของวงศ์ตระกูลขยี้ตา นึกว่าตนเองมองผิดไปแล้ว ครั้นพินิจมองให้ดีอีกคราก็เห็นซี่โครงหมูหนึ่งแถว ถั่วหนึ่งกองเล็ก ข้าวสารหนึ่งกอง นี่ต่างจากของเซ่นไหว้ที่หวังชีบอกเมื่อวานนี้

        “อาเจ็ดบอกว่าของเซ่นไหว้ของบ้านเขาคือหมูครึ่งตัว ส้มสิบจินมิใช่หรือ?”

        “ใช่น่ะสิ อาสะใภ้เจ็ดไล่ตีท่านอาเจ็ดก็เพราะของเซ่นไหว้”

        “ซี่โครงหมูหนึ่งแถวมากสุดสิบจิน ราคาของซี่โครงถูกกว่าเนื้อหมูเสียอีก”

        “ถั่วกองนั้นอย่างมากก็สองจิน ข้าวสารก็ห้าจิน รวมกันแล้วถูกกว่าส้มสิบจิน”

        “ครอบครัวพวกข้ามีคนน้อยกว่าบ้านท่านลุงเจ็ดมาก ขายพริกสับดองก็น้อยกว่ามาก บ้านพวกข้ายังให้ห่านหนึ่งตัว ไข่ไก่ห้าจินเชียว”

        เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของคนในวงศ์ตระกูลไม่เบาและไม่ดัง หวังชีล้วนได้ยินแล้ว ในใจรู้สึกทรมานจากความอับอายยิ่งนัก

        เฮ้อ เมื่อวานนี้เฟิ่งซื่อได้ทุบตีหวังชี ยังกล่าวว่าหากการไหว้บรรพบุรุษในครานี้หวังชีไม่ฟังคำนาง ยังมอบของเซ่นไหว้จำนวนมาก เฟิ่งซื่อก็จะหย่ากับหวังชี

        เมื่อคืนเฟิ่งซื่อนอนแยกเตียงกับหวังชี

        เช้านี้หวังชีไปที่ห้องครัว เห็นของเซ่นไหว้ทั้งหมดถูกเฟิ่งซื่อสับเปลี่ยนแล้ว เขาโกรธจนทะเลาะกับเฟิ่งซื่อ สุดท้ายเฟิ่งซื่อก็หยิบสัมภาระที่เตรียมไว้เมื่อคืน หมายจะกลับบ้านเดิม

        บุตรชายทั้งสามและลูกสะใภ้ได้เกลี้ยกล่อมหวังชีให้ยอมเฟิ่งซื่อ อย่าให้เฟิ่งซื่อกลับบ้านเดิมในวันปีใหม่

        เพื่อครอบครัวนี้ หวังชีจึงทำได้เพียงยอมลงให้เฟิ่งซื่ออีกครั้ง