เล่มที่ 5 บทที่ 133 อยากบรรลุขั้นจิงตันหรือไม่
พริบตาที่ลำแสงกระบี่พาดผ่านไป ลูกสมุนทั้งสามก็กลายเป็ศพไปทันที
ไม่นานก็มีเงาดำปรากฏขึ้นมาบริเวณท้ายซอยเปลี่ยวแห่งนี้ และเงาดำนั้นกำลังเดินเข้ามาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ทว่าสองมือกลับว่างเปล่า ทันใดนั้นเปลวไฟซานหยางก็อ่อนกำลังลง เมื่อคนผู้นั้นมาถึง ก็ฉวยเอาเปลวไฟไปบีบเล่นราวกับดินน้ำมัน...
ไม่มีไอสังหารแม้แต่น้อย...
แต่ชายหน้าบากผู้นั้นกลับรู้สึกขนลุกซู่ทันที
เพราะเปลวไฟที่คนผู้นั้นบีบเล่นอยู่ ก็คือเปลวไฟซานหยางที่ตนเองภูมิใจเป็นักเป็หนา...
ตอนที่มองดูอีกฝ่ายกำลังบีบเปลวไฟเล่นอยู่นั้น ชายหน้าบากก็รู้สึกเหมือนชีวิตตนเองกำลังถูกอีกฝ่ายบีบเล่นอยู่เช่นกัน...
“เ้า...” ชายหน้าบากกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ก่อนจะเอ่ยออกมา
“คิดจะทำอะไร?”
“ข้าควรจะเป็ฝ่ายถามมากกว่าหรือเปล่า?” ชั่วขณะที่หลินเฟยกำมือ เปลวไฟซานหยางก็มอดดับไปทันที ก่อนจะเดินไปหยุดตรงหน้าอีกฝ่าย
“ไหนพูดมาสิ สนใจสมบัติอะไรในตัวข้าหรือ?”
“อย่าเข้ามานะ...” ชายหน้าบากเห็นดังนั้นก็ก้าวถอยไปหลายก้าว สายตาที่มองหลินเฟยเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เพราะรู้ดีว่าต่อให้อีกฝ่ายไม่มีสำนักหนุนหลัง ก็สามารถปลิดชีพเขาได้ราวกับบีบเปลวไฟซานหยาง คนผู้นี้ถือว่าเก่งกาจมากทีเดียว...
บัดนี้ด้านนอกซอยก็มีคนอีกคู่หนึ่งปรากฏตัวขึ้น
“มีเื่สนุกให้ดูแล้วสิ” ผู้ที่พูดก็คือช่างหลอมอาวุธอายุน้อยของร้านหลอมอาวุธที่กำลังตามหาหลินเฟยอยู่ อาจเป็เพราะสายตาดีกว่า จึงสามารถมองเห็นได้ไกลกว่าผู้เป็อาจารย์
“ข้าบอกกี่ครั้งแล้ว ว่าเมืองวั่งไห่มีผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ ดังนั้นพอเจอเื่เช่นนี้ต้องหลีกเลี่ยงไว้ก่อน การรบราฆ่าฟันเช่นนี้มีอะไรน่าดูงั้นหรือ?” ชายวัยกลางคนผู้เป็อาจารย์ตอบกลับอย่างไม่สบอารมณ์
“เ้าก็อายุสามสิบกว่าแล้ว ยังทำตัวเป็เด็กๆอยู่ได้ พอเห็นเื่ครึกครื้นก็ถลาเข้าไปยุ่งตลอด ไม่มีมาดของผู้บำเพ็ญแม้แต่น้อย อย่าหาว่าข้าไม่เตือน หากยังไม่ปรับปรุงนิสัยละก็ วันหน้าอาจได้เื่ใส่ตัวแน่ๆ...”
“เดี๋ยวนะ...”
“มาดงมาเดี๋ยวอะไร ข้ายังพูดไม่จบ!”
“คนในซอยนั่น ดูเหมือนจะเป็...”
“เป็อะไร?”
“เป็คนที่ตามหามาหลายวัน...”
“บ้าจริง!” ชายวัยกลางตะลึงขึ้นมาทันที
พอทั้งคู่มาถึงก็เห็นลำแสงกระบี่สายหนึ่งพวยพุ่ง พริบตาต่อมาก็เห็นคนกลายเป็ศพเพิ่มอีกสองศพต่อหน้าต่อตา
ทั้งคู่เห็นดังนั้นก็ชะงักค้างทันที ไม่กล้าเดินหน้าต่อแม้แต่น้อย เอาแต่ส่งสายตาให้กันไปมา ก่อนจะพากันกลืนน้ำลายอย่างยากเย็น ศพทั้งห้าเรียงรายอย่างเป็ระเบียบ ทำให้คนทั้งคู่อดที่จะพึมพำออกมาไม่ได้ว่าคนผู้นี้ช่างโเี้ไม่เบา...
เป็นานกว่าชายวัยกลางคนผู้เป็อาจารย์จึงสามารถรวบรวมความกล้าเอ่ยออกมา
“เอ่อ...ฆ่าจนหนำใจพอหรือยัง?”
“อื้อ พอแล้วล่ะ” หลินเฟยพยักหน้าตอบรับ ชายวัยกลางคนเห็นดังนั้นก็โล่งใจลง หลังจากกระแอมไอเล็กน้อยก็กล่าวแนะนำตัวขึ้นมา
“ข้าแซ่ฟาน มีชื่อว่าซื่อ ส่วนนี่เจียงหลีเป็ศิษย์ข้าเอง ร้านหลอมอาวุธที่เ้าเข้าไปเมื่อหลายวันก่อน เป็ของข้าเอง ปกติเจียงหลีจะเป็คนดูแลอยู่ที่ร้าน แต่เ้านี่มีตาหามีแววไม่ ทำให้ข้าขายหน้าเสียแล้ว...”
“หึหึ ไม่เป็ไรหรอก” หลินเฟยได้ยินดังนั้นก็ส่ายหน้าน้อยๆ ก่อนจะเหลือบตาไปมองศพทั้งห้าที่เรียงรายอยู่บนพื้น
“ดูเหมือนเมืองวั่งไห่จะไม่ปลอดภัยเท่าไหร่...”
“คงจะมาที่นี่ครั้งแรกสินะ ถึงไม่รู้ว่าที่เมืองวั่งไห่มีสำนักเชียนซานตั้งอยู่ ส่วนสำนักกระบี่หลีซานและสำนักโยวิคอยควบคุมดูแลอยู่ประจำทั้งสี่ทิศ มีแค่ทางตะวันออกที่เดียวนี่แหละที่ค่อนข้างวุ่นวาย...”
“หื้อ?” หลินเฟยเลิกคิ้วเล็กน้อย สีหน้างุนงงปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“เื่นี้ต้องโทษสามสำนักใหญ่ เพราะปกติแล้วทั้งสามสำนักต่างก็ควบคุมดูแลเขตของตน ยกเว้นทางตะวันออกแห่งเดียวที่ยังไม่มีใครดูแล จึงเป็เหมือนชิ้นเนื้อชั้นดีที่สามสำนักคอยแย่งชิงกัน พออิทธิพลของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งล่วงล้ำเข้ามา ก็จะถูกอีกสองสำนักสกัดเข้าให้ พอนานวันเข้า ที่นี่จึงเป็สถานที่ที่ไม่มีใครควบคุมดูแลในที่สุด...”
“เป็อย่างนี้นี่เอง...” พอครุ่นคิดตาม หลินเฟยก็รู้สึกว่าทุกอย่างสมเหตุสมผล แม้ทั้งสามสำนักจะมีความแข็งแกร่งต่างกัน ต่อให้เป็สำนักกระบี่หลีซานที่เก่งกาจก็ไม่อาจกดข่มสำนักที่อ่อนแอที่สุดอย่างสำนักเชียนซานได้ เมื่อทั้งสามสำนักกดข่มกันเองเช่นนี้ จึงไม่แปลกที่ทางตะวันออกของเมืองวั่งไห่จะมีสภาพเช่นนี้
“ที่นี่ไม่เหมาะกับการเจรจา ในเมื่อเจอกันแล้ว ไปคุยกันที่ห้องพักข้าไม่ดีกว่าหรือ จะได้ถือโอกาสเจรจาการค้าด้วย” ฟานซื่อได้ยินหลินเฟยพูดตรงใจตนก็รีบตอบตกลงทันที
ไม่นานคนทั้งสามก็ออกจากซอยมุ่งไปทางโรงเตี๊ยม หลังจากถึงห้องแล้ว หลินเฟยก็รินน้ำชาให้ทั้งคนทั้งสอง ก่อนจะนั่งลงแนะนำตัว
“ที่แท้ก็มาจากสำนักเวิ่นเจี้ยนนี่เอง” ฟานซื่อรู้สึกประหลาดใจ จึงเอ่ยปากถามต่อ
“สำนักเวิ่นเจี้ยนอยู่ที่หน้าผาอวิ๋น ไม่ค่อยจะมาที่ทะเลอูไห่กันได้ง่ายๆ ไม่ทราบว่า...”
“พอดีมีเื่นิดหน่อย...”
“อ้อ จริงสิ...” พอเห็นหลินเฟยมีท่าทีลำบากใจ ฟานซื่อก็ไม่เซ้าซี้ต่อ จากนั้นจึงหยิบก้อนหินออกมาวางบนโต๊ะ
“มนต์สะกดเก้าสายบนหินก้อนนี้มันยอดเยี่ยมมาก ช่วยไขข้อข้องใจให้ข้าได้หรือไม่?”
หลินเฟยได้ยินดังนั้นก็ทำเพียงยิ้มน้อยๆออกมา ก่อนจะตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ
“มนต์สะกดพวกนี้เล็กน้อยมาก หากสนใจละก็ ข้าสามารถถ่ายทอดให้ก็ได้ แต่ว่า...”
“แต่ว่าอะไรหรือ?”
“แต่ว่า...” หลินเฟยเหล่มองฟานซื่อชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยต่อ
“ท่านติดอยู่ที่ขั้นมิ่งหุนมาสามร้อยปีแล้วสินะ ไม่อยากบรรลุขั้นจิงตันบ้างหรือ?”
เมื่อสิ้นเสียงหลินเฟย ฟานซื่อก็ชะงักทันที
เพราะคิดไม่ถึงว่าศิษย์สำนักเวิ่นเจี้ยนที่ดูอายุน้อยคนนี้ จะสามารถมองเพียงปราดเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าเขาติดอยู่ขั้นมิ่งหุนมาสามร้อยปีแล้ว ยังไม่อาจบรรลุขั้นจิงตันได้เสียที
แถมตอนนี้ยังย้อนถามอีกว่าอยากบรรลุจิงตันไหม
‘นี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน?’
‘หรือจะมีวิธีดีๆช่วยให้บรรลุขั้นจิงตัน?’
‘จะเป็ไปได้อย่างไร?’
‘ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้อีกฝ่ายมีฝีมือการหลอมไม่ธรรมดาเช่นนี้ล่ะ ดีไม่ดีอาจจะเทียบขั้นปรมาจารย์ได้ด้วยซ้ำ แต่ไม่ว่าจะดูอย่างไรก็มีแค่ขั้นบำเพ็ญมิ่งหุนเท่านั้น แล้วจะมีวิธีช่วยให้บรรลุขั้นจิงตันได้อย่างไร?’
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
