“นายท่าน?” หลี่จงเฉวียนขานเรียกอย่างไม่มั่นใจนัก
ต้วนเหลยถิงกระซิบเสียงเบาข้างหูของอีกฝ่าย “ใช่แล้ว ข้าคือซานหลาง”
หลี่จงเฉวียนน้ำตาไหลรินด้วยความดีใจถึงขีดสุด คว้ากอดต้วนเหลยถิงด้วยกายสั่นเทาจนมิอาจเอ่ยสิ่งใดออกแม้แต่ประโยคเดียว
ต้วนเหลยถิงตบบ่าพลางเอ่ยปลอบโยนเขา “ไม่เป็ไรแล้ว วันนี้ข้าซื้อบ้านสวนแห่งนี้แล้ว เอาไว้ข้าจัดแจงธุระทางฝั่งบ้านสวนจนเสร็จเสียก่อน จากนั้นพวกเราค่อยมานั่งสนทนากัน”
กล่าวจบก็กวาดสายตามองทุกคนโดยรอบ พลันเห็นอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาของตนอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนเป็จำนวนไม่น้อย
เมื่อก่อนคนเหล่านี้ล้วนเคยร่วมเป็ร่วมตายกับตน ครั้นเห็นว่ายามนี้สถานการณ์ของพวกเขาน่าสังเวช ดวงตาของต้วนเหลยถิงก็ถึงกับเอ่อคลอด้วยน้ำตาอย่างอดมิได้
คนในกลุ่มที่จำต้วนเหลยถิงได้ เมื่อเห็นท่าทีตอบสนองของหลี่จงเฉวียนก็มั่นใจในสิ่งที่คาดเดาขึ้นอีกหลายส่วน
ทว่าเพราะต้วนเหลยถิงเปลี่ยนโฉมหน้า พวกเขาจึงยังมิอาจมั่นใจได้มากนัก
ต้วนเหลยถิงเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ปรับอารมณ์ของตนให้คงที่แล้วหันไปส่งมือให้เคอโยวหราน
เคอโยวหรานเข้าใจความหมายจึงวางตะกร้าลูกหมาป่าลงด้านข้าง นางเดินไม่กี่ก้าวไปยังข้างกายต้วนเหลยถิงก่อนจะถูกเขาโอบเข้าสู่อ้อมกอด
ต้วนเหลยถิงเอ่ยพลางทอดมองทุกคน “นับแต่นี้เป็ต้นไป ข้ากับภรรยาข้าก็คือเ้าของบ้านสวนแห่งนี้ คำสั่งภรรยาข้าก็คือคำสั่งของข้า จำต้องเคารพนบนอบต่อนางเช่นที่ปฏิบัติต่อข้า”
น้ำเสียงนี้? ผู้ใต้บังคับบัญชาล้วนมั่นใจเต็มร้อยส่วน คนผู้นี้ก็คือนายน้อยของพวกเขาไม่ผิดอย่างแน่นอน
พวกเขาถึงกับน้ำตาหลั่งรินภายในเสี้ยววินาที บ้างร้องไห้จนคุกเข่าลงกับพื้นเพราะหยัดยืนไม่ไหว บางคนถึงขั้นโอบกอดกันพลางเปล่งเสียงร้องไห้โฮออกมา
นึกไม่ถึงว่านายน้อยจะตามหาพวกเขาจนพบ นอกจากนี้นายน้อยที่นิสัยสุขุมเยือกเย็นยังแต่งงานแล้ว ความน่ายินดีบังเกิดขึ้นกะทันหัน พวกเขาดีใจเสียจนไม่รู้ว่าจะสื่อความรู้สึกของตนเองออกมาอย่างไร
ทำได้เพียงใช้เสียงร้องไห้สื่อถึงความดีใจในยามนี้ของพวกเขา
เคอโยวหรานไม่เข้าใจ “พวกเขาเป็อันใดไปเสียแล้วเ้าคะ?”
ต้วนเหลยถิงกอดนางเข้าสู่อ้อมอก เอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าว่า
“โยวหราน ขอบคุณเ้า เ้าช่วยข้าครั้งใหญ่อีกคราแล้ว ในคนกลุ่มนี้มีอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาสกุลต้วนของข้าอยู่สี่ถึงห้าร้อยคน ล้วนแต่เป็สหายร่วมเป็ร่วมตายมาด้วยกัน เพราะครอบครัวของข้าตกทุกข์ได้ยากจึงทำให้พวกเขาต้องพลอยลำบากไปด้วย นึกไม่ถึงว่าพวกเขาจะต้องมามีชีวิตความเป็อยู่เช่นนี้”
เคอโยวหรานพลิกมือโอบกอดต้วนเหลยถิงกลับไป เข้าใจภายในพริบตาว่าเหตุใดทุกคนถึงมีท่าทีเช่นนี้ ที่แท้ต่างฝ่ายต่างจดจำกันได้นี่เอง
นางยอมให้ต้วนเหลยถิงโอบกอดอย่างว่าง่าย เคอโยวหรานรู้ว่าในเวลาเช่นนี้ สามีของนางไม่้าวาจาปลอบโยนใดๆ เขาแค่้าผู้ที่อยู่เคียงข้างเขาอย่างเงียบเชียบเท่านั้น
นึกไม่ถึงว่าการเสนอให้ซื้อบ้านสวนของตนจะได้ผลลัพธ์มหาศาลเช่นนี้ หรือบางทีนี่อาจจะเป็โชคชะตาที่์กำหนดเอาไว้ก็เป็ได้
“นายท่าน ฮูหยิน โฉนดประทับตรากับสิ่งที่พวกท่าน้าได้มาแล้วขอรับ”
เสียงของนายหน้าอู๋ดังขึ้นขัดจังหวะของทุกคน
ต้วนเหลยถิงผละออกจากเคอโยวหราน ชายหนุ่มรับสิ่งของภายในมือนายหน้าอู๋แล้วตั้งใจพิจารณาอย่างละเอียด เมื่อเทียบกับตราประทับทางการแล้วมั่นใจว่าเป็ของจริงและไม่มีสิ่งใดผิดพลาดจึงค่อยส่งให้เคอโยวหราน
ฝากข้าวของไว้กับนางย่อมปลอดภัยกว่าเก็บไว้ภายในมือตน เพราะถึงอย่างไรนางก็มีสมบัติเซียน หากผู้อื่น้าค้นหาสิ่งใดจากนางย่อมหาไม่พบ เพราะสมบัติชิ้นนี้ร้ายกาจกว่าห้องลับตั้งมากโข
เคอโยวหรานรับมาอ่าน ชื่อบนทะเบียนบ้านคือฟ่านอวี้ นางจึงหันไปเหลือบมองนายหน้าอู๋แวบหนึ่ง
นายหน้าอู๋ขยับเข้าใกล้คนทั้งสอง ใช้น้ำเสียงที่มีเพียงพวกเขาสามคนได้ยินเอ่ยว่า
“ฟ่านอวี้ผู้นี้มีตัวตนอยู่จริง บิดาของเขาคือพ่อค้ามั่งคั่งของเจียงหนาน ล่วงลับไปด้วยอาการป่วยหลังจากเดินทางมาค้าขายที่นี่ ส่วนตัวเขาเองถูกอันธพาลดักปล้นจนเสียชีวิตไปแล้วเช่นกันขอรับ
ทางการยังมิได้ยกเลิกทะเบียนของเขาจึงถูกข้านำมาใช้ พวกท่านวางใจเถิด ข้าตามเช็ดล้างจนสะอาดหมดจดแล้ว สืบไม่พบเื่ใดแน่นอนขอรับ”
เคอโยวหรานพยักหน้า เอาโฉนดประทับตรากับทะเบียนบ้านเข้าไปวางไว้ในมิติวิเศษโดยอาศัยการบดบังของชายแขนเสื้อ กระทำการจัดเก็บให้เรียบร้อยเหมาะสม
ต้วนเหลยถิงพลันชี้ไปยังกลุ่มคนที่กำลังหมอบอยู่บนพื้น เอ่ยกับนายหน้าอู๋ว่า “เ้ามาพอดี ตรงนี้มีคนนับร้อย ล้วนแต่ขายออกไปเสียเถิด”
หางตาของนายหน้าอู๋สั่นไหว ให้ตายเถิด ล้วนเป็คนหนุ่มแข็งแรงทั้งสิ้น ทำเช่นไรถึงสามารถเอาชนะคนทั้งหมดนี้ได้กัน?
เขาอดกลืนน้ำลายมิได้และเริ่มมองคนทั้งสองที่อยู่เบื้องหน้าตนอย่างถี่ถ้วนอีกครั้ง ด้วยความสามารถในการแยกแยะฝีมือคนที่สั่งสมมานานปีของเขา พบว่าสองคนนี้คือผู้ซ่อนเร้นความสามารถ มีเพียงต้องสร้างไมตรีเอาไว้ มิอาจหมางใจเป็อันขาด
ครั้นคิดเช่นนี้ นายหน้าอู๋ก็หรี่ดวงตาเรียวเล็กลง ยกยิ้มเสียจนใบหน้ายับย่นแล้วเอ่ยประจบว่า “ขอบังอาจถามนายท่าน เตรียมจะขายออกไปในราคาเท่าใดหรือขอรับ?”
เคอโยวหรานจดจ้องกลุ่มคนที่อยู่บนพื้น จากนั้นเปล่งเสียงหยามเหยียดว่า “ราคาสามตำลึงต่อหนึ่งคน ยกให้เ้าทั้งหมด”
หัวคิ้วของนายหน้าอู๋ขมวดเป็ปม ยกยิ้มพลางเอ่ยว่า “ฮูหยินกล่าววาจาหยอกล้อแล้วกระมังขอรับ? คนหนุ่มเช่นนี้ อย่างน้อยก็ราคาสิบตำลึงต่อหนึ่งคน หากขายสามตำลึงท่านจะขาดทุนครั้งใหญ่นะขอรับ”
เคอโยวหรานโบกมืออย่างไม่แยแส นางเป็ผู้ที่ขาดแคลนเงินทองเสียเมื่อใด? ยามนี้สิ่งที่นางต้องทำโดยเร็วที่สุดคือเก็บกวาดคนเหล่านี้ จะตั้งราคาสูงจนขายไม่ออกไปทำไมกัน?
“ทำตามที่ฮูหยินบอก ขายทั้งหมดในราคาสามตำลึงต่อคนเป็พอ” ต้วนเหลยถิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
เคอโยวหรานนำใบสัญญาซื้อขายตัวทุกฉบับออกมา ภายใต้ความช่วยเหลือของหลี่จงเฉวียน นางพลันเลือกเอาเฉพาะใบสัญญาซื้อขายตัวของทั้งหนึ่งร้อยคนนี้มอบให้นายหน้าอู๋
นายหน้าอู๋เป็คนฉลาดเช่นกัน เมื่อนับใบสัญญาซื้อขายตัวจนรู้จำนวนแน่ชัดแล้ว ภายหลังก็ล้วงหยิบตั๋วแลกเงินออกมาและส่งไปให้เคอโยวหรานด้วยสองมือ
“ฮูหยิน ทั้งหมดหนึ่งร้อยสิบสามคน นี่คือเงินสามร้อยห้าสิบตำลึงขอรับ หากเกินท่านไม่ต้องคืน ครั้งนี้ข้าได้กำไรครั้งใหญ่ ยังต้องขอบพระคุณฮูหยินที่ช่วยอุดหนุนกิจการของข้าขอรับ!”
เคอโยวหรานรับเงินมาโดยไม่นับแล้วเก็บเข้าไปในมิติวิเศษ
ต้วนเหลยถิงเอ่ยกับหลี่จงเฉวียนว่า “นำเชือกมามัดคนเหล่านี้เอาไว้ และหาคนหนุ่มจำนวนหนึ่งมาช่วยนายหน้าอู๋ส่งพวกเขาไปยังโรงนายหน้า”
“ได้เลยขอรับ!” หลี่จงเฉวียนยินดีเป็อย่างยิ่ง
เรียกได้ว่าพวกเขาถูกคนเหล่านี้รังแกจนน่าเวทนาเลยทีเดียว แต่ละวันกินไม่อิ่มห่มไม่อุ่น ทั้งยังมีงานให้ทำไม่หมดไม่สิ้นอีกด้วย
ร่างกายของทุกคนถูกเคี่ยวกรำจนทรุดโทรม ไม่มีเรี่ยวแรงตอบโต้แม้แต่นิด นอกจากนี้ใบสัญญาซื้อขายตัวยังอยู่ในมือของผู้เป็นาย จึงทำได้เพียงยอมให้คนอื่นกลั่นแกล้งรังแกเท่านั้น
ยามนี้ได้พบกับนายน้อยแล้ว ในที่สุดก็อดทนจนถึงจุดสิ้นสุด ได้ขายคนเหล่านี้ออกไปช่างสาแก่ใจจริงๆ
ข้ารับใช้ที่ถูกขายออกไปเป็ครั้งที่สอง ชีวิตความเป็อยู่ในภายหน้าและค่าแรงล้วนสามารถอธิบายได้ด้วยคำว่าน่าเวทนา
เพราะไม่มีเ้านายคนใดที่จะไว้วางใจข้ารับใช้ที่ถูกขายทอดตลาดเป็ครั้งที่สอง พวกเขาทำได้เพียงทำงานหยาบ ใช้ชีวิตต้อยต่ำมากที่สุด ภายหน้าไม่มีคำว่าความหวังให้เอ่ยถึงอีกแล้ว
ครั้นเหล่าชาวสวนผู้เช่ามีโอกาสแก้แค้น กล่าวได้ว่ามือเท้าต่างคล่องแคล่วว่องไวเป็อย่างยิ่ง
ไม่นานนัก คนจำนวนนับร้อยก็ถูกมัดจนกลายเป็ช่อดอกไม้ จากนั้นถูกยัดใส่รถเข็นแต่ละคันแล้วส่งออกไป
ในขณะที่พวกหลี่จงเฉวียนเตรียมจะออกเดินทาง เคอโยวหรานก็หยิบเงินสามพันตำลึงออกมาส่งให้เขาแล้วเอ่ยว่า
“หลังจากส่งไปถึงที่หมาย ให้ใช้เงินเหล่านี้ซื้อเสบียงอาหาร ผ้า เกลือ และเข็มกับด้ายในตัวเมืองมาแบ่งให้ทุกครอบครัวภายในบ้านสวนคนละชุด อย่างน้อยก็ให้พวกเขาได้กินให้อิ่มห่มให้อุ่น หากไม่พอก็มาบอกข้า”
หลี่จงเฉวียนรับเงินมาด้วยมือสั่นเทา “ฮูหยินน้อยสาม นะ...นี่มากเกินไปแล้วขอรับ”
“มากเกินไปหรือ?” เคอโยวหรานส่ายศีรษะพลางเอ่ย “ที่นี่มีสองพันกว่าครัวเรือน แต่ละครอบครัวแบ่งกันแค่หนึ่งตำลึงกว่าเท่านั้น เ้าไปเถิด รีบไปรีบกลับ หากเงินไม่พอใช้ให้มาบอกข้า”
“ขอรับ!” หลี่จงเฉวียนคุกเข่าโขกศีรษะไปทางเคอโยวหรานทั้งน้ำตา นึกไม่ถึงว่านายน้อยสามจะแต่งงานกับฮูหยินน้อยที่ดีขนาดนี้ ในที่สุดชีวิตทุกข์ระทมของพวกเขาก็ถึงคราสิ้นสุดลงเสียที
คำกล่าวเมื่อครู่ของเคอโยวหราน ชาวสวนผู้เช่าล้วนได้ยินกันถ้วนหน้า
แต่ละคนรู้สึกซาบซึ้งจนยากบรรยาย พากันคุกเข่าโขกศีรษะไปทางเคอโยวหรานกับต้วนเหลยถิง ตื้นตันใจเสียจนน้ำตาไหลรินออกมา
