เฉียงจื่อได้ยินก็รีบนำเื่ความองอาจกับความยากแท้หยั่งถึงของจ้าวจือชิงมาคุยให้ลั่วจิ่งเฉินฟัง
ลั่วจิ่งเฉินยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกว่าไม่ใช่แบบนั้น เื่แบบนี้มิใช่วิถีของจ้าวจือชิง จากความเข้าใจของเขาที่มีต่อจ้าวจือชิง เกรงว่าคนผู้นี้มีแต่จะใช้ท่อนไม้บีบบังคับให้พวกเขาจำนน ั้แ่เมื่อใดที่เขารู้จักใช้กลยุทธ์ทางใจ
เวลานี้จู่ๆ ลั่วจิ่งเฉินก็ตระหนักได้ว่าตลอดที่ผ่านมาเขาอคติกับจ้าวจือชิงจนทำให้ประเมินจ้าวจือชิงต่ำไป หากจ้าวจือชิงไม่หลักแหลมจริง จะสามารถอยู่ในบ้านสกุลลั่วโดยไม่มีสถานะมานานเช่นนี้ได้อย่างไร ไม่เพียงเท่านั้น แล้วยังสามารถกุมใจทุกคนได้สำเร็จอีกด้วย
ตอนนี้กระทั่งคนในค่ายโจรเลี่ยหยาง อ้อ ไม่สิ ค่ายอันหยาง ยังนับถือเขาถึงเพียงนี้
ชีเหนียงรับฟังอยู่ด้านข้าง ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกว่าการวินิจฉัยจ้าวจือชิงของตาเฒ่าหลิงก่อนหน้านี้เกิดความผิดพลาดหรือไม่? คนผู้นี้ที่สติไม่ดี แต่ตรงกันข้ามคือดูปกติยิ่งกว่าผู้ใด
“คือว่า เหตุใดถึงบอกว่าพวกเ้าจะใช้ชีวิตภายใต้การชี้แนะจากข้า?” ชีเหนียงมองเฉียงจื่อ สายตาของคนผู้นี้ต่างจากสายตาดุร้ายของสมาชิกค่ายโจรเลี่ยหยางก่อนหน้านี้ สายตาของเขามีแต่เส้นทางแห่งอนาคต ท่าทางแฝงด้วยความสงบร่มเย็น
เฉียงจื่อเห็นนางถาม ก็รีบขยับมาจากทางลั่วจิ่งเฉิน
“ลั่วฮูหยินคงไม่ทราบว่าคนของค่ายอันหยางเราล้วนนับถือท่านอย่างมาก ท่านเป็สตรีแต่เลี้ยงดูทั้งครอบครัว แล้วยังทำการค้าโรงชานมไปไกลถึงเมืองหลวง ช่างเยี่ยมยอดนัก!”เฉียงจื่อพูดขณะที่ชูนิ้วโป้งตั้งขึ้นมาด้วย จากนั้นค่อยอธิบายต่อ “ก่อนหน้านี้ค่ายของเราอยู่อย่างไม่สงบมาโดยตลอด ภายใต้การนำของนายท่านจ้าวตอนนี้ เรากลับตัวกลับใจใหม่และไม่ทำเื่ขาดศีลธรรมเ่าั้อีกแล้ว”
“เพียงแต่ชั่วชีวิตของพวกเราก็ทำแต่งานแบบนี้ ตอนนี้หยุดทำกะทันหัน จึงไม่รู้ว่าควรทำอะไรจึงจะดี” คำพูดของเฉียงจื่อนำพามาซึ่งเสียงเห็นด้วยของคนอื่นๆ ที่อยู่ด้านหลัง แต่ละคนมีสีหน้ากังวลใจ ที่สำคัญคือ ท่ามกลางฝูงชน กลับเป็เงาของสิงเหล่าซื่ออยู่ด้วย
“ใช่แล้ว พวกข้าอยากเรียนรู้การเป็คนดี แต่กลับไม่รู้ว่าควรดำรงชีพอย่างไร”
แน่นอนว่ามีคนช่วยเฉียงจื่อพูดอีกแรง เพียงเพื่อให้เฉียงจื่อพูดประโยคที่เหลือ
“โชคดีที่นายท่านจ้าวคือคนมีวิสัยทัศน์ ก่อนจากไป จึงชี้แนะทางสว่างให้แก่นายท่านสี่ของเรา” ขณะพูดเฉียงจื่อก็ให้นายท่านสี่ที่หลบอยู่ด้านหลังผู้คนเดินมาด้านหน้า “เื่นี้คงต้องให้นายท่านสี่เป็คนเล่า เพราะถึงอย่างไร นายท่านจ้าวพูดไว้ว่าอย่างไร พวกข้าเองก็ไม่ทราบ”
ไม่ง่ายดายเลยกว่าจะได้คุยกับลั่วชีเหนียง สิงเหล่าซื่อย่อมอดทนรอไม่ไหวและพุ่งขึ้นไปข้างหน้า
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว นี่คือความเห็นที่พี่จ้าวบอกกับพวกเราก่อนจากไป” ใบหน้ามีรอยย่นของสิงเหล่าซื่อเค้นรอยยิ้มออกมา คงเพราะความจริงใจ รอยยิ้มครั้งนี้จึงไม่ได้น่ากลัวเท่าครั้งที่แล้ว
เมื่อเห็นชีเหนียงไม่พูดจา สิงเหล่าซื่อจึงตัดสินใจพูดออกไปโดยไม่อ้ำอึ้งอีก คนในค่ายอยู่ว่างมาหลายวัน ขืนเป็เช่นนี้ต่อไป ทุกคนคงต้องอดอยากแน่
เพราะก่อนจ้าวจือชิงจากไป ดื้อดึงจะให้พวกเขานำสมบัติข้าวของที่ได้มาอย่างไม่ถูกต้องในหลายปีมานี้ไปบริจาคให้แก่วัดหรือชาวบ้านที่ยากจน กระทั่งคืนให้กับเ้าทุกข์เดิม ส่งผลให้ตอนนี้สเบียงของพวกเขาร่อยหรอลงทุกวัน หลายวันมานี้เริ่มมีคนบ่นหิวแล้ว
“พี่จ้าวบอกไว้ว่า ลั่วฮูหยินก็คือวีรสตรีของเรา จะต้องนำพาค่ายอันหยางของเราพลิกวิกฤติเป็โอกาสได้แน่” ขณะพูด สิงเหล่าซื่อก็คุกเข่าดังตุบ จากนั้นง้างมือขึ้นตบหน้าตนเองซ้ายทีขวาที ขณะตบก็สำนึกเสียใจ
“เพราะข้า สิงเหล่าซื่อ มีตาหามีแววไม่ ถึงได้ถูกหัวใจที่ครอบงำติดตามสือเลี่ยหยางทำเื่ต่ำช้ายิ่งกว่าสุนัข ไม่ว่าลั่วฮูหยินจะลงโทษข้าอย่างไร ข้า สิงเหล่าซื่อ ก็จะไม่โกรธแค้นเคืองโกรธ” หลังจากตบไปไม่กี่ที มุมปากของเขาก็มีรอยเืซึมออกมา เห็นได้ว่าใช้เรี่ยวแรงมากเพียงใด
“เพียงแต่ลั่วฮูหยิน ค่ายอันหยางไม่ได้มีแค่คนบาปหนักอย่างข้า พวกเขาส่วนมากล้วนเป็คนที่เคยถูกสือเลี่ยหยางหลอกลวงและขู่เข็ญให้ขึ้นเขามา พวกข้าอดตายเป็กรรมที่สมควรได้รับ เพียงแต่พวกเขานั้นบริสุทธิ์!” สิงเหล่าซื่อชี้ไปทางคนด้านหลังและวิงวอน “พวกเขาไม่มีบ้านให้กลับ ออกจากค่ายอันหยางก็ไม่รู้ว่าควรไปไหน ตอนนี้พวกข้ากลับตัวกลับใจ ก็เพราะ้าเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ค่ายอันหยางกับพวกเขา”
“เพียงแต่พวกข้าไม่มีประสบการณ์ในการดำรงชีพ กลัวเพียงว่าจะเดินผิดเส้นทางอีกครั้ง ขอลั่วฮูหยินได้โปรดชี้แนะพวกข้าด้วยเถอะ!”
สิงเหล่าซื่อก้มแนบกับพื้นและคำนับชีเหนียงอย่างเป็พิธีรีตอง สมาชิกค่ายอันหยางก็คุกเข่าตามสิงเหล่าซื่อ ส่วนผู้มาใหม่ในค่ายเห็นภาพนี้ ก็พากันคุกเข่าเช่นกัน
“ขอลั่วฮูหยินได้โปรดชี้แนะพวกข้าด้วยเถอะ!”
“ขอลั่วฮูหยินได้โปรดชี้แนะพวกข้าด้วยเถอะ!”
“……”
เสียงอ้อนวอนดังสะท้อนอยู่บนหุบเขาอยู่นานโดยไม่หยุดพัก ชีเหนียงมองดูพวกเขาและทำใจไม่ลง คนเราย่อมทำผิดพลาดนับครั้งไม่ถ้วน แต่ที่ยากคือการรู้ผิดและแก้ไขความผิด เมื่อกลับใจย่อมเห็นความหวัง ไม่ว่าจะเฉียงจื่อหรือสิงเหล่าซื่อ ชีเหนียงเห็นถึงความสำนึกผิดและเสียใจจากสายตาของพวกเขาได้อย่างแท้จริง
หลังจากไตร่ตรองอยู่นานสักพัก ในที่สุดชีเหนียงก็ตัดสินใจแน่วแน่
“เงยหน้าขึ้น!” ความระแวงบนใบหน้าชีเหนียงแปรเปลี่ยนเป็ความขึงขัง นางจ้องมองสิงเหล่าซื่ออย่างจริงจัง “มองหน้าข้า แล้วตอบคำถามข้า เ้าแน่ใจว่าต่อไปพวกเ้าจะวางมือจากการทำชั่วแล้วจริงๆ?”
สิงเหล่าซื่อเห็นนางถามเช่นนี้ ฉับพลันก็ชูสองมือขึ้นสาบาน “ข้า สิงเหล่าซื่อ หากพูดปด ขอให้ฟ้าผ่า ไม่ได้ตายดี!”
“ดี!” ชีเหนียงตอบรับอย่างหนักแน่น “เช่นนั้นเ้าจะรับประกันได้อย่างไรว่าคนของค่ายอันหยางจะไม่ทำตัวเหมือนค่ายโจรเลี่ยหยาง?”
คำพูดนี้ทำให้สิงเหล่าซื่อไม่รู้ควรตอบอย่างไรดี ความคิดแวบแรกของเขาเมื่อครู่ก็คือ ผู้ใดกล้าละเมิดกฎและทำชั่ว จะต้องถูกจับฉีกร่างเป็แปดชิ้นและให้เขาตายอย่างไร้ที่ฝัง
มองดูสายตากระจ่างแจ้งของชีเหนียง สิงเหล่าซื่อรู้สึกว่าการเผชิญหน้ากับนางนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าเวลาเผชิญหน้าจ้าวจือชิงเสียอีก จนหน้าผากถึงขั้นมีเม็ดเหงื่อซึมออกมาให้เห็น
สิงเหล่าซื่อกัดฟันเดิมพัน “พูดตามตรง เมื่อครู่พอท่านถามเช่นนี้ สิ่งที่ข้าคิดในใจก็คือหากใครทำลายความสงบที่ได้มาอย่างยากเย็นนี้ ข้าสิงเหล่าซื่อจะจับมันหั่นเป็แปดชิ้นและป้อนสุนัข”
แล้วเขาก็หัวเราะดังลั่น “เพียงแต่ไม่นานนัก ข้าก็ตระหนักได้ถึงคำถามของลั่วฮูหยิน ลึกลงไปในกระดูกของข้านั้น ยังคงมีความคิดและการกระทำเยี่ยงโจร พอเกิดปัญหา สิ่งแรกที่คิดได้ก็คือการลงโทษและเข่นฆ่า ไม่เคยคิดวิธีอื่นมาก่อน อันที่จริง ดั่งที่ลั่วฮูหยินกล่าวมา หัวใจของคนยากจะฝืนบังคับ ในเมื่อวันนี้ข้าบังคับพวกเขาให้เปลี่ยนความวิถีชีวิตความเคยชิน แต่หากเวลาผ่านไป พวกเขาทนสิ่งล่อลวงภายในใจไม่ได้ เมื่อรับรู้ถึงปัญหาในตัวเอง ก็จะยังคงเดินบนเส้นทางเก่าอยู่ดี”
ขณะพูด เขาก็รู้สึกเหมือนมีเสียงกริ้งดังขึ้นในใจ โซ่ที่พันธนาการตัวเขาอยู่ได้หายไปในทันใด เขารู้สึกถึงความแ่เบาในร่างกาย
เขาลุกขึ้นและหัวเราะร่า “ฮ่าๆ ข้าเข้าใจ! ฮ่าๆๆ ในที่สุดข้าก็เข้าใจแล้ว!”
เขามองชีเหนียงด้วยแววตาลุกโชน จากนั้นหันไปหาสมาชิกค่ายอันหยางทุกคน “นับจากวันนี้ไป หากมีใจคิดเป็คนดี อยากใช้ชีวิตสงบสุขที่ค่ายอันหยางต่อ เช่นนั้นก็อยู่ต่อ ส่วนผู้ใดที่ไม่อยากใช้ชีวิตลำบากในค่ายอันหยาง ข้าสิงเหล่าซื่อก็ไม่ฝืนใจกัน แล้วยังจะมอบเงินค่าสร้างตัวเพื่อให้เขาไปค้นหาชีวิตใหม่อีกด้วย!”
-----