เซบาสเตียนอ้าปากค้าง ใจนพูดไม่ออก คาดไม่ถึงว่าเด็กหญิงจะวิ่งเข้ามาในจังหวะสำคัญแบบนี้ เขาหันไปมองหน้าชาร์ลส์กับโจเซฟที่ยืนอึ้งอยู่เช่นกัน
"เอ็มม่า! เธอเข้ามาได้ยังไง" โจเซฟถามเสียงตะกุกตะกัก
เอ็มม่าตอบ น้ำตาคลอเบ้า "หนูอยากมาหาพ่อ..."
ชาร์ลส์รู้สึกเวทนาเด็กน้อย แต่สงสารก็ส่วนสงสาร การที่เอ็มม่าตัดสินใจหุนหันแบบนี้อันตรายอย่างมาก เขาหันไปสบตากับโจเซฟและเซบาสเตียนอย่างกังวล แผนการทั้งหมดที่วางไว้กลายเป็อันพังทลายเพราะเหตุการณ์ไม่คาดคิดนี้
ชาร์ลส์มองเอ็มม่าด้วยสายตาเข้มงวด เขาเข้าใจความรู้สึกของเธอดี แต่การกระทำครั้งนี้ช่างประมาทเสี่ยงเหลือเกิน
"นี่แม่หนู สิ่งที่เธอทำมันอันตรายมากเลยนะ" ชาร์ลส์เอ่ยเสียงจริงจัง แต่พยายามไม่ให้ดุดันจนเกินไป "ฉันเข้าใจว่าเธออยากเจอพ่อ แต่ตอนนี้เขาไม่ใช่พ่อคนเดิมแล้ว มันอันตรายมากถ้าหนูเข้าใกล้เขา"
หยดใสไหลอาบแก้มเอ็มม่า เธอสะอื้นเบาๆ โจเซฟรีบเข้าไปลูบหัวปลอบโยน
"ไม่เป็ไรหรอกหนู พวกพี่จะช่วยพ่อเอง หนูแค่อยู่ข้างหลังพี่ตลอดก็พอ อย่าห่างพี่นะ"
ชาร์ลส์ถอนหายใจ ก่อนจะหันไปหาเซบาสเตียน
"คุณเซบาสเตียน มีทางไหนพาเอ็มม่าออกไปได้บ้างไหม ผมไม่อยากให้เธออยู่ในนี้เลย อันตรายเกินไป"
เซบาสเตียนส่ายหน้า สีหน้าไม่สู้ดีนัก
"ผมน่าจะทำได้ แต่ถ้าต้องทำพิธีปกปิดอีกครั้ง แถมเวลากระชั้นแบบนี้ไม่รู้ว่าจะได้ผลเหมือนเดิมรึเปล่า"
ทั้งสามมองหน้ากัน ชาร์ลส์เป็ฝ่ายพูดขึ้นมา
"งั้นเราคงต้องพาเอ็มม่าไปด้วยกันสินะ ทิ้งเธอไว้คนเดียวก็ไม่ได้ เอาเป็ว่าโจเซฟนายดูแลเอ็มม่าด้วย ฉันกับคุณเซบาสเตียนจะจัดการเอง"
โจเซฟพยักหน้า พร้อมกุมมือเอ็มม่าเอาไว้
เซบาสเตียน หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมา สะบัดมันเต็มแรง ผ้าแปรเปลี่ยนเป็ดาบคมกริบในพริบตา ส่วนโจเซฟเลือกที่จะไม่แปลงอาวุธ เนื่องจากต้องคอยดูแลเอ็มม่าอย่างใกล้ชิด ไม่อย่างนั้นมือข้างหนึ่งจะถือดาบและมืออีกข้างหนึ่งจะถือไม้เท้า ทำให้ลำบากในการปกป้องเด็กสาว ชาร์ลส์ถือปืนลูกโม่อย่างมั่นคง เขาหายใจเข้าลึก ตั้งสมาธิ เตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ที่จะมาถึง
"จับกลุ่มกันไว้" เซบาสเตียนพูดเสียงเข้ม "ศัตรูมีแค่ตัวเดียว ถ้าแยกกันมีแต่จะเสี่ยงเปล่าๆ"
ชาร์ลส์เป็คนก้าวนำไป โจเซฟกุมมือเอ็มม่าเดินตาม ส่วนเซบาสเตียนเดินถือดาบปิดท้าย
ระหว่างที่เดินสำรวจ โจเซฟค่อยๆ ยกมือปิดตาเอ็มม่าเอาไว้ กันไม่ให้เธอต้องเห็นภาพอันโหดร้ายของศพที่ถูกฆ่าตายอย่างทารุณ โดยเฉพาะซากร่างของครอบครัวเธอเองที่ถูกฉีกเป็ชิ้นๆ มือของโจเซฟััได้ถึงสายน้ำอุ่นๆ ที่ไหลอาบแก้มเด็กน้อย เขาได้แต่ส่งสายตาเห็นใจให้กับชะตากรรมอันเลวร้ายของเธอ
สำหรับโจเซฟและเซบาสเตียนแล้ว ฉากสยองขวัญและโศกนาฏกรรมเช่นนี้เป็เื่ที่พวกเขาคุ้นชินอยู่แล้ว ในโลกของเื่เหนือธรรมชาติ เหตุการณ์ร้ายแรงอันเนื่องมาจากพลังที่มนุษย์ยังไม่อาจเข้าใจได้ถ่องแท้มักเกิดขึ้นเป็ระยะๆ
นั่นจึงเป็ที่มาของหน่วยงานอย่างกรมปราบปรามและป้องกันภัยเหนือธรรมชาติที่พวกเขาสังกัด เพื่อเฝ้าระวัง จัดการ และยับยั้งไม่ให้เื่ร้ายลุกลามบานปลายมากไปกว่าที่เป็อยู่
แต่สำหรับชาร์ลส์ ผู้เพิ่งเข้าร่วมกรมได้ไม่นาน ภาพที่เห็นตรงหน้ากลับยังสร้างความตะลึงพรึงเพริดให้เป็อย่างมาก แม้ในฐานะนักสืบ เขาเคยเผชิญความตายและศพมาบ้าง แต่ไม่เคยพบเจออะไรโหดร้ายและเละเทะขนาดนี้มาก่อนเลย ความคิดคำถามผุดขึ้นในหัว เกี่ยวกับพลังที่เขาได้มานี้เอง เขา โจเซฟ และช่างไม้คนนั้น ต่างก็เป็ผู้ยกระดับตัวตนเหมือนกัน แต่ที่แตกต่าง คือเขากับโจเซฟยังไม่ถูกพลังเข้าครอบงำจิตใจ ชาร์ลส์เริ่มตระหนักแล้วว่า การยกระดับตัวตน การละทิ้งความเป็มนุษย์เพื่อแลกกับพลังพิเศษนั้น ผลเสียมันช่างใหญ่หลวงแบบนี้นี่เอง มันไม่มีทางปลอดภัยเลย...
เสียงสะอื้นแปลกๆ ดังลอดออกมาจากหลังร้าน มันเป็เสียงประหลาดที่ผสมผสานระหว่างเสียงคนกับสัตว์ป่า แต่นั่นก็เพียงพอให้เอ็มม่าจำได้ว่าเป็เสียงของพ่อตัวเอง เธอพึมพำออกมาเบาๆ ว่า "พ่อ..."
โจเซฟได้ยินเสียงพึมพำของเอ็มม่า เขาจึงหันมาถามเด็กหญิงด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่จริงจัง
"เอ็มม่า ตรงหลังร้านที่มีเสียงดังออกมานั่น เป็ห้องอะไร?"
เอ็มม่ากลืนน้ำลาย เธอตอบเสียงสั่นเครือ น้ำตายังคงไหลอาบแก้ม "มัน...มันเป็ห้องทำงานของพ่อค่ะ ที่พ่อใช้แกะสลักไม้ประจำ พ่อชอบอยู่ที่นั่นนานๆ เวลาทำงาน"
โจเซฟพยักหน้า เขาลูบหัวเด็กหญิงเบาๆ เพื่อปลอบประโลม
"ขอบคุณ ที่บอกนะ" แล้วจึงหันไปบอกสมาชิกที่เหลือ "งั้นเราไปที่ห้องนั้นกันเถอะ คนที่เราตามหาน่าจะอยู่ที่นั่น"
ชาร์ลส์และเซบาสเตียนพยักหน้าเห็นด้วย พร้อมกำปืนแน่นและกุมดาบในมือให้มั่น
"โจเซฟ ฝากดูแลเอ็มม่าด้วยนะ อย่าให้เธอเข้าใกล้จุดอันตราย" เซบาสเตียนย้ำ ก่อนจะเดินนำไปข้างหน้า
ชาร์ลส์เดินตามติดๆ ส่วนโจเซฟประคองเอ็มม่าเอาไว้ เขากระซิบกับเด็กหญิงเบาๆ
"อยู่ใกล้ๆ ไว้ ถ้ามีอะไร พี่จะปกป้องเธอเอง ไม่ต้องห่างจากพี่เด็ดขาด"
เอ็มม่าพยักหน้ารับ เธอยังสะอื้นเบาๆ แต่พยายามกลั้นเสียงร้องไห้เอาไว้
ทุกคนต่างรู้ดีว่ากำลังเผชิญหน้ากับอันตรายใหญ่ หัวใจของพวกเขาเต้นรัวเร็วขึ้นทุกที เมื่อย่างก้าวเข้าใกล้ห้องทำงานของเจมส์มากขึ้นเรื่อยๆ
เสียงคำรามประหลาดลอดออกมาจากในห้อง มันฟังดูเหมือนสัตว์ร้ายาเ็ มีทั้งแง่ความดุร้ายและความเ็ปผสมปนเปอยู่ในนั้น
ชาร์ลส์กลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก พยายามสะกดความกลัวและความหวาดหวั่น เขาหันไปทางโจเซฟและเซบาสเตียน
"พวกคุณพร้อมหรือยัง?"
ทั้งสองพยักหน้า สีหน้าแน่วแน่เด็ดเดี่ยว
"งั้นเราไปกันเลย"
พูดจบ ชาร์ลส์ก็เตรียมปืนขึ้นมาประกบไหล่ เดินเข้าไปในห้องนั้นโดยไม่ลังเล
ภายในห้องทำงานของเจมส์เต็มไปด้วยเครื่องมือแกะสลักไม้วางระเกะระกะ เศษไม้และขี้เลื่อยกระจายอยู่ทั่วพื้น บนโต๊ะทำงานมีชิ้นงานแกะสลักที่ยังไม่เสร็จวางอยู่ กลิ่นไม้และน้ำมันชักเงาลอยอวลในอากาศ ผนังห้องประดับด้วยผลงานแกะสลักมากมาย แต่ละชิ้นสะท้อนถึงฝีมือและความตั้งใจของช่างผู้รักในงานศิลปะ
ชายผู้หนึ่งกำลังนั่งอยู่ด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย หันหลังให้กับประตูทางเข้า เสียงของเขาผสมปนเปกันระหว่างมนุษย์และสัตว์ร้าย ร่างกายบิดเบี้ยวผิดรูป
เจมส์พยายามอย่างสุดกำลังที่จะคงสติเอาไว้ไม่ให้สัญชาตญาณอำมหิตเข้าครอบงำ
แม้ร่างของเขาจะเต็มไปด้วยาแที่ได้รับจากความพยายามฆ่าตัวตาย แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ความกระหายในกายลดลงเลย กลับยิ่งเพิ่มพูนความบ้าคลั่งในจิตใจ เจมส์จึงได้แต่ยอมจำนนต่ออำนาจอันชั่วร้าย ทุกครั้งที่ต่อสู้ เขายิ่งกลายเป็อสุรกาย สุดท้ายจึงได้แต่มานั่งรอคอย...รอให้ใครสักคนปลิดชีพเขาให้จบสิ้น
ด้านหลังประตู ชาร์ลส์เดินนำหน้าเข้ามา ตามด้วยโจเซฟที่ประคองเอ็มม่า และเซบาสเตียนที่เดินถือดาบเป็คนสุดท้าย พวกเขาพยายามย่างก้าวเงียบๆ ไม่ให้ศัตรูรู้ตัว แต่เหมือนเจมส์จะััได้ถึงสิ่งมีชีวิตที่กำลังเข้าใกล้ จึงเอ่ยปากอ้อนวอนขึ้นมา
"ได้โปรด...ฆ่าฉันซะ..."
ชาร์ลส์รีบเล็งปืนไปยังศีรษะของเจมส์ทันที เตรียมพร้อมยิงเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายขอร้องมาแบบนั้น เจมส์คิดว่าตนไม่จำเป็ต้องทรมานต่อไปแล้ว ถึงจะเสียดายที่ไม่ได้เจอหน้าลูกสาวเป็ครั้งสุดท้าย แต่อย่างน้อยเธอก็จะปลอดภัยจากเขา… จากสัตว์ประหลาด
ทว่าพลังในกายกลับไม่ยอมให้เขาปล่อยวาง ไม่ยอมให้เขายอมแพ้ต่อความตายเฉยๆ มันร้องคำรามในจิตใจ ยามเมื่อเจมส์ปล่อยวางจึงเป็โอกาสของมัน มันปลุกความคลุ้มคลั่งให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง ร่างกายของเจมส์เริ่มบิดเบี้ยวอย่างควบคุมไม่ได้ กล้ามเนื้อตึงเครียด เหมือนสัตว์ร้ายที่พร้อมจะกระโจนเข้าใส่ผู้บุกรุก
แต่ก่อนที่ชาร์ลส์จะได้ยิง เจมส์ก็หันขวับมาเห็นเอ็มม่าที่ยืนอยู่ข้างหลังโจเซฟ สายตาของเธอเต็มไปด้วยความอาลัยและหวาดกลัว ภาพนั้นทำให้เศษเสี้ยวมนุษยธรรมสุดท้ายในใจเจมส์ฟื้นคืนขึ้นมา
เขากลับมาเป็พ่อของเธออีกครั้ง ไม่ใช่ปีศาจที่กระหายและบ้าคลั่ง
รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าอันแหลกเหลวของเจมส์ ในวินาทีที่ชาร์ลส์ปล่อยพลังทำให้เขาเผลอไปชั่วขณะ เป็จังหวะเดียวกับที่นิ้วของชาร์ลส์บีบไกปืนลั่นออกไป
ปัง!
ะุนัดเดียวเจาะกลางหัวเจมส์ ร่างของเขาฟุบลงพร้อมกับรอยยิ้มสุดท้าย ตะเกียงชีวิตมอดลง ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของเอ็มม่า สายตาของเจมส์จ้องมองเด็กหญิง เหมือนจะฝากฝังคำอวยพรและคำอโหสิกรรมครั้งสุดท้าย
เขาหวังเพียงเธอเติบโตเป็หญิงแกร่ง ก้าวพ้นผ่านโศกนาฏกรรมในวันนี้ไปได้… และเขาก็ขอโทษจากใจจริง… สำหรับทุกอย่างที่เกิดขึ้น
แม้ชีวิตลูกสาวจะปลอดภัยแล้ว แต่เหตุการณ์นี้จะยังคงเป็แผลใจตราบนาน ชาร์ลส์ โจเซฟ และเซบาสเตียน ต่างก็รู้ดีว่าพวกเขาทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่แล้ว แต่ความขมขื่นยังคงแผ่ซ่าน… ความขมขื่นที่จะหลอกหลอนพวกเขาไปอีกนาน
ทุกอย่างจบลง ศัตรูตรงหน้าล้มลงอย่างง่ายดาย เพียงเพราะแววตาอาลัยของเด็กสาวคนหนึ่ง ร่างของเจมส์นอนนิ่งสงบ ในวินาทีสุดท้ายก่อนปลิดชีพ ชาร์ลส์ััได้ถึงความเป็มนุษย์ที่หวนคืนมาในดวงตาของชายผู้นั้น
ชาร์ลส์จ้องมองเอ็มม่า นึกถึงคำสอนของโจเซฟเมื่อครั้งที่เขาเพิ่งได้รับพลัง
—-
"ในสถานการณ์เลวร้าย สิ่งเดียวที่จะช่วยนายได้คือ ความเข้มแข็งของจิตใจ จงหาสิ่งยึดเหนี่ยวเอาไว้เสมอ ไม่ว่ามันจะเป็อะไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับตัวนาย"
—-
ความเข้มแข็งทางจิตใจและสิ่งยึดเหนี่ยว… กุญแจสำคัญของการต่อสู้กับพลังที่กลืนกินผู้ ่สุดท้ายของชีวิต เจมส์มีสติกลับมาได้เพราะมีลูกสาวเป็สิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ มันทำให้ความเป็มนุษย์ในตัวเขาฟื้นคืน แม้จะเพียงชั่วครู่สุดท้าย
เซบาสเตียนรีบเข้าไปหาร่างของเจมส์ เขาคุกเข่าลงข้างๆ ศพ ก่อนจะเริ่มสวดคาถาบริกรรมเบาๆ
"อีนา ชามู อิลุมมา, นูร์มา อูเชลู. เอรเซตู ชูลูกูมา, เซรู นับทารู!"
ดวงแสงระยิบระยับราวหมู่ดาวยามคํ่าคืนปรากฏขึ้นเหนือร่างไร้ิญญา บางสิ่งหลุดลอยออกมาจากร่างของเจมส์ มันดูคล้ายหยดน้ำเล็กๆ ที่กำลังบิดเบี้ยวเปลี่ยนรูปร่างไม่หยุด บางครั้งมันกลมมน บางครั้งก็เป็เหลี่ยมคม ทันใดนั้นมันแยกออกเป็สองส่วน ก่อนจะหลอมรวมเข้าด้วยกันอีกครั้ง
ิญญาของเจมส์ลอยขึ้นไปกลางกลุ่มแสงระยิบระยับ มันห่อหุ้มรวมตัวกันแ่าจนแปรเปลี่ยนเป็ผลึกใสที่ััได้
เซบาสเตียนถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาเอื้อมมือไปหยิบผลึกิญญานั้นมา ก่อนจะเก็บมันใส่กล่องที่พกติดตัวเอาไว้ในกระเป๋า
พิธีกรรมควบแน่นและตกผลึกิญญาเสร็จสิ้นลงแล้ว...
เซบาสเตียนพยักหน้าให้โจเซฟ เป็สัญญาณว่าตอนนี้เอ็มม่าสามารถเข้าไปหาพ่อเธอได้แล้ว
เขาหลีกทางให้เด็กหญิงได้เข้าไปหาร่างอันไร้ลมหายใจ
เด็กหญิงค่อยๆ ก้าวเข้าไปด้วยขาที่สั่นเทา ก่อนจะทรุดตัวลงข้างร่างที่นอนนิ่ง มือน้อยเอื้อมไปััใบหน้าที่เย็นเฉียบ แต่ยังคงความอ่อนโยนในแววตาที่เปิดค้าง รอยยิ้มบางเบาประทับอยู่บนริมฝีปาก ราวกับ้าส่งความรักและขออภัยเป็ครั้งสุดท้าย
"พ่อ..." เสียงครวญไห้แ่เบาหลุดจากริมฝีปากสั่นระริก มือน้อยลูบไล้แก้มที่เคยอบอุ่น ใบหน้าที่เคยบิดเบี้ยวด้วยความทุกข์ทรมานกลับมาสงบนิ่ง กลับมาเป็พ่อที่เธอคุ้นเคย
เอ็มม่าโน้มตัวลงซบอกที่ไร้เสียงหัวใจเต้น สายธาราอุ่นๆ หยดลงบนเสื้อของพ่อ "หนูรักพ่อนะ... อย่าทิ้งหนูไปเลย..."
ชาร์ลส์และโจเซฟยืนก้มหน้านิ่ง ความเศร้าเข้าครอบงำ พวกเขาเห็นภาพความรักระหว่างพ่อลูกที่ถูกพรากจากกันด้วยโชคชะตาอันโหดร้าย เซบาสเตียนกำกล่องใส่ผลึกิญญาในมือแน่น รู้สึกถึงไออุ่นที่แผ่ซ่านออกมา ราวกับิญญาของเจมส์กำลังส่งความรักครั้งสุดท้ายถึงลูกสาว
เสียงครวญไห้ของเอ็มม่าดังก้องในความเงียบ เธอปล่อยให้ความเศร้าโศกทั้งหมดไหลริน หวังว่าหยาดน้ำตาจะช่วยชะล้างความเ็ปในหัวใจให้เบาบางลง แม้จะรู้ดีว่ามันไม่มีวันจางหายไปจริงๆ
ชาร์ลส์ โจเซฟ และเซบาสเตียน ยืนก้มหน้านิ่ง ไว้อาลัยให้แก่ผู้ที่จากไป ทั้งยังเป็ห่วงชะตากรรมของเด็กหญิงผู้เปราะบางที่ต้องมาพบกับโศกนาฏกรรมเช่นนี้
ถึงแม้ภารกิจครั้งนี้จะสำเร็จโดยปราศจากผู้บริสุทธิ์าเ็เพิ่ม แต่พลังอำนาจที่เจมส์ได้รับมานั้นก็ได้พรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเด็กหญิงผู้น่าสงสารเสียแล้ว
ความเงียบงันแผ่ปกคลุมทั่วทั้งห้อง มีเพียงเสียงร้องโศกเศร้าของเอ็มม่าที่ดังสะท้อนกับกำแพง ชาร์ลส์ลอบถอนหายใจ ก่อนจะเดินเข้าไปหาเด็กสาว วางมือลงบนไหล่น้อยๆ อย่างอ่อนโยน
"ไปกันเถอะ… เอ็มม่า"
เพราะไม่ว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็เช่นไร เด็กหญิงจำเป็ต้องก้าวออกไปจากความมืดมิดในวันนี้ ออกไปพบกับแสงสว่างใหม่อีกครั้ง แม้มันจะยากเย็นเพียงใด ชาร์ลส์เชื่อว่า ตราบใดที่ยังมีความหวัง เธอจะสามารถลุกขึ้นยืนและเดินหน้าต่อไปได้อย่างแน่นอน
จากวันนี้ไปเด็กหญิงตัวน้อยจะต้องเติบโตขึ้น แม้คำสอนนั้นคือโศกนาฏกรรมที่เกิดกับครอบครัวของเธอก็ตาม การสูญเสียคนที่รัก เป็ประสบการณ์ที่ครั้งหนึ่งในชีวิต ที่ทุกคนจะต้องเจอ ไม่ว่าจะเป็รูปแบบไหนก็ตาม
