พวกเขาจัดงานเลี้ยงต้อนรับ พี่ใหญ่ลู่คอไม่แข็งนักจึงอาศัยตอนที่สติยังครบถ้วนอยู่นำข้อความจากน้องหญิงของตนเองถ่ายทอดให้กับพี่ภรรยา
“พี่ใหญ่ เสี่ยวหมี่น้องข้าบอกว่าพรุ่งนี้อยากจะเชิญท่านไปที่บ้าน นางมีเื่การค้าจะเจรจากับท่าน”
“ได้ พรุ่งนี้ข้าจะไปอย่างแน่นอน”
พี่ใหญ่ลู่ยังคิดจะพูดอะไรต่ออีก แต่ก็ถูกญาติผู้น้องผู้ชายสองคนของบ้านสกุลเฉินลากไปดื่มสุรา ไม่นานเขาก็ต้องยอมแพ้...
เรือนกระจกของสกุลลู่ถูกสร้างขึ้นมาเป็หลังแรก นับๆ ดูตอนนี้ก็สิบวันแล้ว เสี่ยวหมี่สั่งให้ซูอีจุดไฟที่เตา โปรยเมล็ดไว้แล้วปล่อยให้มันงอกในเรือนกระจก ตอนนี้สามวันหลังจากโรยเมล็ด ต้นกล้าเล็กๆ ก็งอกขึ้นมา ถึงแม้จะมีใบแค่สองสามใบแต่พวกมันต่างพากันประชันขันแข่งชูช่ออย่างไม่ยอมแพ้ แลดูภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เป็ความหวังแรกแห่งฤดูหนาว
ยามที่พระอาทิตย์เจิดจ้าที่สุดของวัน หน้าต่างทุกบานถูกเปิดออก แสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามาแต่ลมหนาวถูกกั้นเอาไว้ด้านนอก ภายในเรือนกระจกทั้งสว่างไสวและอบอุ่น ไม่ต่างอะไรกับฤดูใบไม้ผลิ
เสี่ยวหมี่ให้ซูอีช่วยย้ายโต๊ะ เฝิงเจี่ยนนั่งอ่านตำราอยู่ฝั่งตรงข้าม ส่วนนางกำลังเขียนจดหมายหาพี่สามและตรวจสอบบัญชี เฉินเยว่เซียนตัดสินใจติดตามพี่ใหญ่ลู่ลงใต้ไปดูแลโรงทำแป้ง นางจึงไม่สอดมือเข้ามายุ่งกับบัญชีของครอบครัวมากนัก เสี่ยวหมี่จึงจำเป็ต้องจัดการเองต่อไป
ยามนี้นางเพิ่งเขียนจดหมายเสร็จ เงยหน้าขึ้นมาก็เห็นว่าเฝิงเจี่ยนกำลังมองนางอยู่อย่างเหม่อลอย จึงหน้าแดงเอ่ยว่า “พี่ใหญ่เฝิง ท่านกำลังคิดอะไรอยู่หรือ”
แววตาของเฝิงเจี่ยนแลดูสับสนเล็กน้อย สุดท้ายก็เอ่ยว่า “อีกไม่กี่วัน ข้าจะต้องเดินทางกลับเมืองหลวงแล้ว”
เสี่ยวหมี่กำลังฝนหมึกอยู่ เมื่อได้ยินคำนี้ก็เผลอปล่อยแท่งหมึกร่วงลงไปในถาด น้ำหมึกกระเซ็นขึ้นมาเปรอะเปื้อนแขนเสื้อของนางเป็ด่างดวงก่อนจะค่อยๆ แผ่กระจายเป็วงใหญ่ และดูน่าอนาถยิ่งนัก
“อ้อ ท่านเองก็ออกมานานมากแล้ว สมควรจะกลับไปได้แล้ว”
เสี่ยวหมี่เอ่ยออกมาเรียบๆ หนึ่งประโยค นางหยิบแท่งหมึกขึ้นมาฝนเป็วงกลมเช่นเดิม ราวกับเมื่อครู่คนที่เสียกิริยาไม่ใช่นาง
เฝิงเจี่ยนตัวหดลงเล็กน้อย เขารีบโพล่งออกมาว่า “ข้าจะรีบกลับมา”
เสี่ยวหมี่กลับยิ้มอย่างขมขื่น ก่อนหน้านี้ไปท้องทุ่งหญ้า ครั้งนี้กลับเมืองหลวง ต่อให้นางอยากจะหลอกตัวเองมากเพียงใด แต่ก็รู้ว่าชายที่อยู่ตรงหน้าคนนี้หมู่บ้านเล็กๆ อย่างหมู่บ้านเขาหมีไม่อาจรั้งเอาไว้ได้ เขาอยู่ที่นี่มานานนับปีก็นับว่าไม่ง่ายแล้ว
แต่เขาก็ไม่เคยเล่าเื่ที่ที่เขาจากมา หรือชาติตระกูลของเขาให้ฟัง...
ไม่ว่าจะเพราะไม่เชื่อใจหรือไม่สะดวกจะพูดก็ช่าง อย่างไรเสียก็ถูกกำหนดไว้แล้วว่าสักวันเขาต้องจากไปอยู่ดี
นางไม่อาจขัดขวางได้ ทั้งไม่อยากจะขวาง และไม่คิดจะไต่ถามด้วยซ้ำ เพราะหากได้ยินคำตอบที่ทำให้นางเ็ปคงจะกลายเป็ตอนจบที่ไม่มีความสุขยิ่งกว่าเดิม
“พี่ใหญ่เฝิงทัศนาจรไปทั่วแผ่นดิน เดิมทีก็ไม่ควรหยุดนิ่งอยู่ที่ใดที่หนึ่ง หากวันหน้าผ่านมาทางนี้อีก จะต้องกลับมาพำนักที่หมู่บ้านเขาหมีเราสักวันสองวันนะเ้าคะ วันหน้าหากพวกเรามีโอกาสไปเมืองหลวง หากพี่ใหญ่เฝิงสะดวกก็มาพบกันหน่อย หากไม่สะดวกก็ช่างเถิด”
“ไม่ใช่นะ ข้า...”
เฝิงเจี่ยนขมวดคิ้ว ความห่างเหินจากเสี่ยวหมี่ทำให้เขารู้สึกอึดอัดราวกับมีหินก้อนใหญ่กดทับอยู่บนอก เขามีอะไรมากมายที่อยากจะพูดแต่พูดไม่ได้
ยามนี้เขายังหาต้นสายปลายเหตุของแหขนาดใหญ่ที่กำลังครอบอยู่นั้นไม่เจอ เื่บางเื่หากพูดออกมาจะเป็อันตรายกับสกุลลู่ เป็อันตรายต่อสตรีอันเป็ที่รัก แต่หากไม่พูดออกมา มันจะกลายเป็ดาบแหลมคมที่ทิ่มแทงทำลายความสัมพันธ์กว่าหนึ่งปีระหว่างพวกเขาแทน
“พี่ใหญ่เฝิงจะเดินทางวันไหนก็บอกมานะเ้าคะ ข้าจะจัดเตรียมเสบียงอาหารและอาภรณ์ให้ท่านใช้ระหว่างทาง ตัวท่านเองก็ช่างเถอะ แต่เกาเหรินอายุยังน้อย ท่านลุงหยางเองก็สุขภาพไม่ดี เตรียมของไปให้พร้อมสักหน่อยย่อมดีกว่า”
เสี่ยวหมี่หยิบกระดาษขาวแผ่นหนึ่งออกมา จากนั้นก็เขียนรายการสิ่งของที่จำเป็ ราวกับไม่สนใจเื่ที่เขาจะจากไปแม้แต่น้อย
เฝิงเจี่ยนรู้สึกอึดอัดจนหายใจไม่ออก ตอนที่เขาคิดจะพูดอะไรต่อไปนั้น เกาเหรินกลับโผล่มาะโว่า “เสี่ยวหมี่ พี่ชายคนโตสกุลเฉินมา เขาบอกว่ามาหาเ้า”
“ได้ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”
เสี่ยวหมี่ลุกขึ้น นางเก็บโต๊ะอย่างง่ายๆ ก่อนจะเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าเกาเหรินช่วยเขาจัดผมเปียบนศีรษะ เอ่ยว่า “เ้าคิดเอาไว้ว่าอยากกินอะไรบ้าง ข้าจะช่วยจัดเตรียมให้ เ้าจะได้เอาไว้รองท้องระหว่างทาง”
“ระหว่างทาง?” เกาเหรินมองเสี่ยวหมี่เดินผ่านประตูออกไป จากนั้นหันไปมองเ้านายที่สีหน้าไม่ดีนัก “ท่านบอกเสี่ยวหมี่หรือว่าเราจะจากไป”
เฝิงเจี่ยนไม่ตอบ ทำให้เกาเหรินะเิลงทันที “ท่านต้องบอกนางแล้วแน่ๆ ท่านทำให้เสี่ยวหมี่เสียใจ ถ้าจะไปท่านก็ไปคนเดียว ท่านทิ้งเสี่ยวหมี่ไปเช่นนี้ นางต้อง...”
ปัง!
เฝิงเจี่ยนตบโต๊ะ เสียงดังจนทำเอาซูอีที่อยู่ด้านนอกต้องชะโงกหน้าเข้ามามอง
เกาเหรินกัดฟันถลึงตา แล้วสะบัดหน้าหนีออกไปทันที
เหลือเพียงเฝิงเจี่ยนอยู่เพียงผู้เดียว มือเขายังไม่ทันหายชา ผู้เฒ่าหยางก็โผล่เข้ามา วางเงินสองร้อยตำลึงลงบนโต๊ะ
“นายน้อย แม่นางเสี่ยวหมี่วานให้ข้านำเงินนี้มาให้ท่าน นายน้อย้าใช้เงินหรือขอรับ?”
เฝิงเจี่ยนหลับตาลงทันที...
…
“เสี่ยวหมี่ วันมะรืนนี้ข้าจะเดินทางกลับเมืองหลวง ถึงตอนนั้นข้าจะนำตุ๊กตากลับไปด้วย ส่วนเงินจะฝากขบวนพ่อค้ากลับมา ไม่รู้ว่าครั้งนี้เ้ามีสิ่งใดจะกำชับเพิ่มเติมอีกหรือไม่?”
ก่อนจะขึ้นเขา เฉินซิ่นไปนั่งพักที่เรือนถิ่นสราญอยู่ครู่หนึ่ง เห็นว่าน้องสาวนั่งทำงานเย็บปักอยู่ในบ้าน ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขและเงียบสงบ ก็วางใจแล้วจริงๆ ทำให้เขายิ่งซาบซึ้งใจต่อสกุลลู่เป็อย่างมาก จึงยิ่งรู้สึกสนิทชิดเชื้อกับเสี่ยวหมี่ เห็นนางเป็น้องหญิงแท้ๆ ของตนเองก็ไม่ปาน
หากเป็เมื่อก่อนเสี่ยวหมี่คงยิ้มแย้มรีบเอ่ยตอบรับ แต่ยามนี้นางกลับถือกาน้ำชาไว้ในมือทว่าสติล่องลอยไปไกล
เห็นว่าน้ำชาล้นออกมาจากถ้วยจนเลอะเต็มโต๊ะ เฉินซิ่นจึงรีบเตือนว่า “เสี่ยวหมี่ เสี่ยวหมี่ น้ำชาล้นออกมาแล้ว”
“อา ข้า...” เสี่ยวหมี่ดึงสติกลับมาได้ นางหงุดหงิดใจยิ่งนัก ดีที่สาวใช้ชิงอวี้และชิงฮัวมือไม้คล่องแคล่วรีบใช้ผ้าเนื้อหนามาซับให้ แล้วเปลี่ยนนำถ้วยชาชุดใหม่เข้ามา
“เสี่ยวหมี่ ่นี้เ้ายุ่งมากจนไม่ได้พักผ่อนหรือ วันพรุ่งนี้ข้าค่อยมาใหม่ดีหรือไม่ อย่างไรเสียในเมืองกับที่นี่ก็ไม่ได้ไกลกันมาก”
เฉินซิ่นทำการค้าอยู่ไกลบ้านมานาน เขาจึงเชี่ยวชาญการอ่านสีหน้าคนเป็อย่างยิ่ง ครั้นเห็นว่าเสี่ยวหมี่มีสีหน้าไม่ถูกต้องนัก จึงรีบเอ่ยขอตัวทันที
แต่เสี่ยวหมี่กลับยิ้มขื่นรั้งเขาไว้ “พี่ใหญ่เฉิน ท่านนั่งลงก่อนเถิดเ้าค่ะ ข้าเพียงแค่ใจลอยเล็กน้อย พวกเราคุยเื่การค้ากันก่อน”
“ได้ เ้าว่ามา”
เฉินซิ่นสาดสายตาไปนอกประตู เห็นเฝิงเจี่ยนเดินก้าวเท้าเข้ามาในเรือน เขาชะงักเท้าเล็กน้อยก่อนจะเดินไปยังเรือนพักฝั่งตะวันออก เฉินซิ่นก็เหมือนจะเดาออกแล้วว่าเหตุใดเสี่ยวหมี่จึงมีท่าทีเช่นนั้น
เสี่ยวหมี่นั่งหันหลังให้ประตูจึงไม่ทันเห็น นางตัดสินใจวางกาน้ำชาลง แสดงท่าทางบอกให้ชิงฮัวเป็คนรินน้ำชาให้นาง เมื่อดื่มชาเสร็จแล้ว ถึงได้เอ่ยขึ้นว่า “พี่ใหญ่เฉิน ข้าคิดจะเปิดร้านค้าที่เมืองหลวง ถ้าเป็ไปได้อยากจะเปิดโรงเตี๊ยมเพื่อขายอาหารจานใหม่นานาชนิดที่ไม่เคยมีใครขายมาก่อน วัตถุดิบใช้ผักที่ปลูกเองและเฟิ่นเถียวที่ทำเอง หากว่าดูแลจัดการได้ดีคาดว่าคงจะทำกำไรได้เป็กอบเป็กำ แต่พวกเราไม่มีคนที่พอจะสนิทสนมอยู่ที่เมืองหลวงจึงยังไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม วันนี้ที่เชิญท่านมาก็เพื่อจะถามว่า เ้านายที่พี่ชายสังกัดอยู่นั้นพอจะเป็หุ้นส่วนที่น่าเชื่อถือได้หรือไม่”
เฉินซิ่นสืบทอดความเฉลียวฉลาดมาจากบิดา ทั้งยังมีพร์ในการทำการค้า ไม่เช่นนั้นก็คงไม่ออกไปเติบโตทำการค้าอย่างโดดเดี่ยวอยู่ที่เมืองหลวงได้ เมื่อได้ยินเสี่ยวหมี่พูดเช่นนี้เขาก็ชอบใจทันที ถามต่อว่า “น้องหญิงคิดจะทำอาหารจานใหม่อะไรบ้าง ในเมืองหลวงมีโรงเตี๊ยมมากมายเป็ดอกเห็ด แม้แต่อาหารจากดินแดนตะวันตกก็ยังมีขายที่เมืองหลวง หรือว่าน้องหญิงมีของแปลกใหม่ยิ่งกว่านั้นอีกหรือ”
เสี่ยวหมี่ได้ยินเขาเรียกนางอย่างสนิทชิดเชื้อ ก็ยิ้มเอ่ยว่า “พี่ใหญ่เฉินวางใจ ตอนนี้ผักที่บ้านเราปลูกไว้ยังเล็กนัก และของอื่นๆ ก็ยังจัดเตรียมไม่เรียบร้อย วันพรุ่งนี้...ไม่สิ วันมะรืน ขอเชิญพี่ชายมาเป็แขกที่บ้านเรา ข้าจะทำอาหารแปลกใหม่ให้ท่านชิม ถึงตอนนั้นท่านก็จะรู้เองเ้าค่ะ”
“ได้ ของว่างที่ข้าได้ชิมที่เรือนของเยว่เซียนเมื่อครู่นี้ก็รสชาติอร่อยมาก ได้ยินว่าเป็ฝีมือเ้า ฝีมือน้องหญิงดีเช่นนี้ ต่อให้จะเปิดโรงเตี๊ยมที่เมืองหลวงไม่ได้ แต่อย่างน้อยเปิดร้านของว่างก็คงโด่งดังไม่น้อย”
เฉินซิ่นชมออกมาจากใจจริง ทำเอาเสี่ยวหมี่อดยิ้มกว้างไม่ได้ “เช่นนั้นข้าจะเตรียมเผื่อไว้สักสองกล่อง วันมะรืนจะได้ให้ท่านพี่เอาไปกินรองท้องระหว่างเดินทางกลับ”
“เช่นนั้นข้าก็ไม่เกรงใจแล้ว”
เฉินซิ่นประสานมือคารวะขอบคุณ จากนั้นก็ขบคิดเล็กน้อยแล้วเอ่ยว่า “ไม่ขอปิดบังน้องหญิง หลานชายของเ้านายข้าคนนั้นเป็สหายร่วมเรียนกับองค์รัชทายาท อยู่ที่เมืองหลวง ไม่กล้าพูดว่าไม่มีใครกล้ารังแก แต่อย่างน้อยก็ไม่ต้องกลัวใคร อีกทั้งยังมีคุณธรรมน้ำใจงาม สามารถร่วมมือด้วยได้ แต่ก็ต้องรอให้ข้ากลับไปปรึกษาดูเสียก่อน ยามนี้จะตอบตกลงเลยก็คงไม่ได้...”
“พี่ชาย ท่านไม่ต้องกังวล เหตุผลเหล่านี้ข้าล้วนเข้าใจดี”
เสี่ยวหมี่สนทนากับเฉินซิ่นต่ออีกสองสามประโยค เฉินซิ่นก็ลุกขึ้นขอตัว
เสี่ยวหมี่ไปส่งเขาที่หน้าประตู พอดีเห็นเสี่ยวเตาเดินผ่านไปเสี่ยวหมี่จึงะโเรียก “พี่เสี่ยวเตา ตอนนี้ท่านยุ่งอยู่หรือไม่เ้าคะ? หากว่าไม่ยุ่งก็จะได้เข้าเมืองไปพร้อมพี่ใหญ่เฉิน ประการที่หนึ่งเพื่อไปดูทำเลร้านค้าที่ท่านลุงเฉินช่วยเลือกไว้ให้ ประการที่สองจะฝากท่านซื้อเนื้อหมูกลับมาให้ข้าหน่อยเ้าค่ะ ถ้ามีกระดูกหมูก็ช่วยซื้อกลับมาให้มากหน่อย ยังมีไส้แกะ...”
เสี่ยวเตาได้ยินแล้วก็นึกแปลกใจ เอ่ยว่า “น้องหญิง เ้าไม่ไปดูร้านหรือ ให้ข้าไปดูคนเดียวจะได้อย่างไร อีกอย่าง ไม่กี่วันก่อนท่านลุงกัวไม่ใช่ว่าเพิ่งเอาหมูไปให้ตัวหนึ่งหรือ เหตุใดจะซื้อเนื้อหมูอีก?”
เสี่ยวหมี่หงุดหงิดรำคาญใจ นางต้องพยายามอย่างมากที่จะกดความหงุดหงิดนี้ลงไปก่อนจะอธิบายว่า “วันหน้าร้านค้านี้จะให้ท่านเป็คนจัดการ ท่านเห็นว่าดีก็นับว่าใช้ได้แล้ว ส่วนเนื้อหมู ข้ามีเื่ต้องใช้มัน รีบไปรีบกลับนะเ้าคะ ข้ารอใช้อยู่”
เฉินซิ่นเห็นว่าเสี่ยวเตาถูกตอกกลับเสียจนหน้าแดงน้อยๆ ก็รีบช่วยพูดเพื่อคลายความกระอักกระอ่วนให้เขา “น้องเสี่ยวเตาเ้ายังไม่รู้อะไร เสี่ยวหมี่คิดจะเปิดโรงเตี๊ยมแห่งใหม่ ของพวกนี้เกรงว่าคงจะซื้อมาเตรียมไว้ทำอาหารจานใหม่ ไป เรารีบเข้าเมืองกันเถอะ ร้านที่เลือกไว้ข้าเองก็รู้จัก เดี๋ยวข้าพาเ้าไปเอง”
“ได้ ขอบคุณพี่ใหญ่เฉิน”
เสี่ยวเตาได้ยินก็ยินดี ไม่ถามอะไรมากมาย เขาะโขึ้นรถม้าเข้าเมืองไปพร้อมเฉินซิ่น
เสี่ยวหมี่พ่นลมหายใจออกมา แอบเคาะศีรษะตัวเองเบาๆ แล้วจึงหมุนกายกลับเรือนไป
เกาเหรินเดินออกมาจากเรือนพักฝั่งตะวันออกด้วยสีหน้าดำทะมึน เสี่ยวหมี่พยายามอย่างยิ่งที่จะฉีกยิ้มทักทายว่า “เกาเหริน ข้าจะเตรียมทำอาหารเย็นแล้ว เ้าอยากกินอะไร รีบบอกมาเร็วเข้า”
“ไม่กิน”
เกาเหรินกลับปฏิเสธอย่างไม่น่าเชื่อ แล้วะโขึ้นหลังคาไปทันที เพียงไม่นานก็หายไปไม่เห็นเงา
เสี่ยวหมี่ถอนใจ ยิ้มขมขื่น “เกรงว่าคงจะถูกตำหนิมาละสิ”
พูดจบ นางก็พยายามเรียกความสดใสกลับมา ยิ้มเอ่ยกับท่านป้าเจียงในห้องครัวว่า “ก่อนหน้านี้คนที่บ้านยุ่งกันหลายเื่ จึงไม่ได้กินของดีๆ มานานแล้ว เราต้องทำอาหารเยอะๆ บำรุงพวกเขาหน่อย คืนนี้ทำผัดผักสักแปดจานก็แล้วกัน บวกปลาผัดเปรี้ยวหวาน น้ำแกงตุ๋นกระดูกหมู...”
นางพูดพลางพับแขนเสื้อเดินเข้าไปหาท่านป้าเจียงในห้องครัว เพียงไม่นานก็มีควันหอมๆ พวยพุ่งออกมาจากห้องครัว
ลมเหนือช่วยพัดพามันให้ล่องลอยไปไกล จนไปดึงดูด ‘จะกละ’ ที่อยู่ตามจุดต่างๆ ในหมู่บ้าน...