ตอนที่ 2 หยดเืที่ปลายนิ้ว
เสียงหวีดหวิวของสายลมฤดูหนาวที่พัดกรรโชกอยู่ภายนอก ฟังดูคล้ายเสียงกรีดร้องของภูตพรายที่กำลังหิวโหย มันพยายามตะเกียกตะกายผ่านรอยแตกของผนังไม้ผุพังเพื่อเข้ามาคร่าชีวิตคนที่อยู่ภายใน แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าความหนาวเย็นของหิมะ คือความเงียบงันที่ปกคลุมไปทั่ว ตำหนักเย่ว์กวง ความเงียบที่หนักอึ้งจนแทบจะได้ยินเสียงเต้นของหัวใจที่กำลังร้าวราน
ภายในห้องบรรทมที่ทรุดโทรม แสงเทียนเพียงเล่มเดียวบนเชิงเทียนสนิมเขรอะกำลังเต้นระริก มันต่อสู้กับแรงลมที่ลอดเข้ามาอย่างสุดความสามารถ เพื่อยื้อแสงสว่างสุดท้ายให้คงอยู่ หลินอ้ายในร่างของซูเฟยหลินนั่งนิ่งงันอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งที่ขาข้างหนึ่งหักจนต้องใช้ก้อนอิฐหนุนไว้ ร่างกายที่เปียกโชกจากสระน้ำเย็นจัดยังคงสั่นสะท้านเป็ระยะ แต่ดวงตาของนางกลับจ้องมองเปลวเทียนนั้นด้วยความว่างเปล่า
ความหนาวเย็นกัดกินิัจนซีดเผือด เส้นเืสีม่วงจางๆ ปรากฏชัดขึ้นตามท่อนแขนและลำคอ ราวกับรากไม้แห่งความตายที่กำลังแผ่ขยายอาณาเขต
“พระสนมเพคะ... ได้โปรดเปลี่ยนฉลองพระองค์ก่อนเถิดเพคะ”
อาชิงรีบกุลีกุจอเข้ามาพร้อมผ้าฝ้ายเนื้อหยาบที่มีรอยปะชุนนับไม่ถ้วน มันเป็ผ้าห่มผืนสุดท้ายที่พอจะให้ความอบอุ่นได้ นางกำนัลสาวน้ำตาคลอเบ้า มือไม้สั่นเทาขณะพยายามจะปลดชุดเปียกชื้นออกจากร่างของนายหญิง
“หากทรงประชวรไปอีกคน หม่อมฉัน... หม่อมฉันคงมิอาจแบกรับความผิดนี้ได้ หม่อมฉันจะอยู่ต่อไปได้อย่างไรหากไม่มีพระองค์”
หลินอ้ายไม่ได้ตอบรับในทันที นางค่อยๆ ยกมือขึ้นมาขวางอาชิงไว้ สายตาของนางเลื่อนลงมามองมือของตนเอง... มือที่ครั้งหนึ่งคงเคยเนียนนุ่มดุจคุณหนูในห้องหอ แต่บัดนี้ ข้อนิ้วกลับปูดโปน ิัหยาบกร้าน สากระคายราวกับกระดาษทราย และเต็มไปด้วยแผลเล็กๆ จากการถูกความเย็นกัดกินและจากการทำงานหนักเยี่ยงทาส
ความรู้สึกขมขื่นของเ้าของร่างเดิม ซูเฟยหลิน ตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่คอหอย มันคือความน้อยเนื้อต่ำใจที่สะสมมานานปี ความทรงจำของการต้องซักผ้าท่ามกลางแม่น้ำที่จับตัวเป็น้ำแข็ง การต้องขัดพื้นระเบียงจนมือแตกเืซิบ เพียงเพื่อแลกกับเศษอาหารที่พวกโรงครัวโยนมาให้เหมือนให้สุนัข
“ข้าไม่ได้ป่วยเพราะความหนาวหรอก อาชิง...” หลินอ้ายเอ่ยขึ้นในที่สุด เสียงของนางแหบแห้งและสากระคายราวกับเม็ดทรายที่บดสีกัน
“แต่ข้ากำลังป่วยหนัก... ป่วยเพราะความอัปยศที่ข้าต้องแบกรับมาตลอดชีวิตของร่างนี้ต่างหาก”
นางค่อยๆ เอื้อมมือไปหยิบ กระจกกรอบทองเหลืองที่วางอยู่บนโต๊ะ กระจกบานนี้เก่าคร่ำคร่า ขอบของมันบุบเบี้ยวและผิวหน้าก็ฝ้าฟางจนแทบมองไม่เห็นเงาสะท้อน แต่มันคือสมบัติชิ้นเดียวที่ยังเหลืออยู่
ทันทีที่แสงเทียนวูบไหวตกกระทบลงบนผิวหน้าซีกซ้าย ความเป็จริงที่โหดร้ายก็ปรากฏชัดในเงาสะท้อน
หลินอ้ายสูดลมหายใจเข้าลึก... รอยปานสีม่วงคล้ำขนาดใหญ่นั่นดูเหมือนรอยแผลเป็จากขุมนรก มันไม่ได้เรียบเนียนไปกับผิว แต่มีลักษณะขรุขระ บวมนูนในบางจุด และบุ๋มลึกในบางจุด เนื้อเยื่อบริเวณนั้นตายด้าน สีดำอมม่วงไล่เฉดอย่างน่าสยดสยอง ตัดกับผิวหน้าซีกขวาที่ยังคงขาวซีดและงดงามราวกับหยกสลัก
“พระสนม... อย่าทอดพระเนตรเลยเพคะ!” อาชิงร้องเสียงหลง พยายามจะแย่งกระจกออกจากมือ
“อย่าตอกย้ำพระองค์เองเลย หม่อมฉันขอร้อง...”
“ปล่อย...” หลินอ้ายสั่งเสียงเรียบ แต่ทรงพลังจนอาชิงชะงัก
“ต้องดู... ข้าต้องดูให้ชัด! ดูให้รู้ว่าพวกสารเลวพวกนั้นทำอะไรกับข้าบ้าง”
นางสะบัดมืออาชิงออก แล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้กระจกจนลมหายใจอุ่นๆ รดรินบนแผ่นกระจกกรอบทองเหลืองเย็นเฉียบ นิ้วมือที่สั่นเทาค่อยๆ แตะลงบนรอยอัปลักษณ์นั้น ลากไล้ไปตามขอบเขตของความเสียหาย
ในวินาทีนั้น จิติญญาของบิวตี้บล็อกเกอร์และผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณจากโลกอนาคตได้ตื่นขึ้นเต็มตา สมองของนางประมวลผลสิ่งที่เห็นและััได้อย่างแม่นยำและโหดร้าย
‘ผิวชั้นหนังกำพร้าถูกทำลายจนหมดสิ้น... ชั้นหนังแท้เสียหายอย่างรุนแรงจนเกิดพังผืดดึงรั้ง... สีดำคล้ำนี่เกิดจากการสะสมของโลหะหนักใต้ิั ไม่ใช่เม็ดสีเมลานินตามธรรมชาติ’
หลินอ้ายขบกรามแน่นจนเป็สันนูน
“รอยนี่... มันไม่ใช่แค่ความผิดปกติของร่างกาย แต่มันคือหลักฐานของอาชญากรรม มันคือรอยแผลจากการถูกกัดกร่อนด้วยสารหนู (Arsenic) ผสมกับตะกั่ว (Lead) และปรอทในปริมาณเข้มข้นที่สะสมมานานปี... สารพิษพวกนี้ไม่ได้แค่ทำลายผิว แต่มันค่อยๆ ฆ่าเซลล์ประสาทและกัดกินชีวิตของนางไปทีละนิด”
น้ำตาเม็ดโตไหลรินออกจากดวงตาข้างซ้าย ไหลผ่านร่องลึกของรอยแผลเป็ สร้างความแสบร้อนจางๆ ราวกับถูกน้ำกรดราดซ้ำ
‘เ้าของร่างเดิมต้องเ็ปเพียงใด... ที่ต้องทนเห็นความงามของตนเองหลุดลอกออกไปเหมือนเปลือกไม้ที่ถูกไฟเผา และยิ่งพยายามปกปิดด้วยแป้งที่พวกมันให้มา ก็ยิ่งเหมือนเอายาพิษกรอกปากตัวเอง’
ทันใดนั้น ความทรงจำหนึ่งก็พุ่งวาบเข้ามาในหัวราวกับสายฟ้าฟาด...
ภาพเหตุการณ์เมื่อสองปีก่อน ในวันที่หิมะตกหนักเช่นนี้ ซูเฟยหลินผู้โง่เขลาเดินฝ่าพายุหิมะไปที่หน้ากรมวัง เพื่อคุกเข่าอ้อนวอนขอปันส่วน ‘น้ำมันประทินผิว’ และถ่านไม้เพิ่ม เนื่องจากแผลบนหน้าของนางแห้งแตกจนเืไหลซิบเพราะอากาศหนาว
‘ได้โปรดเถิดพี่ชาย... ข้าเจ็บหน้าเหลือเกิน ขอเพียงน้ำมันหมูสักถ้วยก็ได้’ เฟยหลินอ้อนวอนขันทีน้อยหน้าห้อง
แต่สิ่งที่นางได้รับกลับมา ไม่ใช่น้ำมันหรือความเมตตา ขันทีผู้นั้นหัวเราะร่า ก่อนจะไปเรียกนางกำนัลรับใช้ของสนมเฉินออกมา หญิงรับใช้ผู้นั้นถือถังน้ำล้างหน้าที่สกปรกโสโครก เดินตรงมาหานาง
‘อยากได้น้ำมันงั้นหรือ? คนอัปลักษณ์อย่างเ้า เปลืองทรัพยากรของหลวงเปล่าๆ... เอานี่ไป! น้ำล้างหน้าของนายหญิงข้า ถือเป็วาสนาของเ้าแล้วที่ได้รับมัน!’
ซ่า!
น้ำสกปรกที่เย็นจัดถูกสาดใส่หน้าซีกที่มีแผลของเฟยหลินเต็มๆ ความเย็นและความสกปรกแทรกซึมเข้าไปในรอยแตกของิั สร้างความเ็ปเจียนตาย เสียงหัวเราะเยาะหยันของพวกมันยังคงดังก้องอยู่ในหู จนถึงวินาทีนี้...
เพล้ง!
ด้วยความโกรธแค้นที่อัดอั้นจนะเิออกมา หลินอ้ายเผลอกำกระจกกรอบทองเหลืองในมือแน่นจนเกินกำลัง แรงบีบมหาศาลทำให้กระจกเก่าๆ ที่เปราะบางร่วงหล่นกระแทกพื้น แตกกระจายเป็เสี่ยงๆ เสียงดังกังวานบาดหูท่ามกลางความเงียบ
เศษกระจกชิ้นหนึ่งที่แหลมคม กระเด็นตลบกลับมาบาดเข้าที่ปลายนิ้วชี้ของนาง เืสีแดงสดค่อยๆ ไหลซึมออกมา รวมตัวกันเป็หยดกลม ก่อนจะหยดลงบนพื้นไม้
“พระสนม! ทรงาเ็!” อาชิงร้องเสียงหลงด้วยความใ รีบคลานเข้ามาจะดูแผล
“เืไหลแล้ว! ให้หม่อมฉันทำแผลเถิดเพคะ!”
“อย่าเข้ามา!” หลินอ้ายตวาดสั่งเสียงเฉียบขาด
น้ำเสียงนั้นเย็นะเืและทรงอำนาจจนอาชิงต้องชะงักค้างอยู่กับที่ ตัวสั่นงันงกด้วยความกลัวที่ไม่เคยััมาก่อนจากนายหญิงของตน
หลินอ้ายยกมือข้างที่าเ็ขึ้นมาในระดับสายตา นางจ้องมองหยดเืสีแดงฉานที่ปลายนิ้ว... สีแดงที่ตัดกับผิวซีดขาวและความมืดมิดรอบกาย
“เืของข้า... ยังคงเป็สีแดงสดเพียงนี้...” นางพึมพำ มุมปากยกยิ้มหยัน
“เืข้ายังมีความเป็มนุษย์เต็มเปี่ยม... แต่เหตุใดเล่า... เหตุใดใจของคนในวังที่แต่งกายหรูหราพวกนั้น ถึงได้ดำมืดและเน่าเฟะยิ่งกว่าโคลนตมก้นบ่อ!”
นางก้มลงหยิบเศษกระจกชิ้นที่แหลมคมที่สุดขึ้นมาจากพื้น มันสะท้อนเงาของดวงตาข้างเดียวของนาง... ดวงตาที่บัดนี้ไร้ซึ่งความอ่อนแอ แต่กลับลุกโชนไปด้วยเพลิงแห่งโทสะ
“อาชิง... เ้าจำความแค้นที่พวกมันสาดใส่เราได้ไหม?” หลินอ้ายถามโดยไม่หันไปมอง
“จำวันที่พวกมันบุกเข้ามาในห้องนี้ แย่งชิงผ้าห่มผืนหนาผืนเดียวของเราไปในคืนที่หิมะตกหนัก เพียงเพราะสนมเฉินพูดว่า ‘คนอัปลักษณ์ผิวหนาเยี่ยงแรด คงไม่รู้จักหนาวหรอก’ เ้าจำได้หรือไม่?”
อาชิงทรุดลงคุกเข่า ยกมือปิดหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้น ความทรงจำอันโหดร้ายเ่าั้ไม่เคยจางหายไปจากใจ
“หม่อมฉันจำได้เพคะ... ฮือ... หม่อมฉันไม่มีวันลืมวันที่ท่านต้องยอมกินข้าวบูดที่พวกมันเทให้ เพื่อเก็บข้าวดีๆ ไว้ให้หม่อมฉันได้อิ่ม... หม่อมฉันแค้นพวกมันเหลือเกินเพคะ”
หลินอ้ายกำเศษกระจกในมือแน่นขึ้นอีก เล็บจิกเข้าที่อุ้งมือจนเจ็บ แต่ความเจ็บนั้นช่วยตอกย้ำสติ
“ดี... จงจำความเ็ปนั้นไว้” หลินอ้ายขบกรามจนเป็สันนูน
“ความดีงามและความเสียสละของซูเฟยหลินคนเก่า คือเหยื่ออันโอชะที่หล่อเลี้ยงความชั่วช้าของพวกมัน... ซูเฟยหลินคนเก่านางตายไปแล้ว อาชิง... ความอ่อนแอนั้นตายไปพร้อมกับร่างที่จมลงในสระบัว!”
นางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้ร่างกายจะยังโซซัดโซเซ แต่เงาที่ทอดลงบนผนังกลับดูยิ่งใหญ่ราวกับปีศาจร้าย นางเดินตรงไปยังหีบไม้ผุๆ ที่มุมห้อง ซึ่งเก็บข้าวของเครื่องใช้ชิ้นสุดท้ายที่เหลืออยู่
นางคว่ำหีบนั้นลง เททุกสิ่งออกมาบนโต๊ะเครื่องแป้งเสียงดังโครมคราม!
ไม่มีเครื่องประดับทองคำ ไม่มีปิ่นหยก มีเพียง ตลับชาด เก่าๆ ที่แห้งกรังจนแตกร้าว ตลับแป้ง ที่เหลือเพียงผงฝุ่นผสมดิน และ แท่งถ่านไม้ สั้นกุดที่ใช้สำหรับเขียนคิ้วหรือผิงไฟในยามยาก
“นี่คืออาวุธของข้า...”
หลินอ้ายหยิบถ่านไม้ก้อนหนึ่งขึ้นมา มันดำสกปรกเปื้อนมือ แต่นางกลับมองมันราวกับเป็เพชรล้ำค่า นางนำมันวางลงในจานดินเผาบิ่นๆ แล้วใช้ก้อนหินทุบและบดขยี้มันอย่างใจเย็น
ครืด... ครืด...
เสียงบดถ่านดังประสานกับเสียงลมหวีดหวิว ฟังดูคล้ายเสียงบดกระดูกของศัตรู หลินอ้ายออกแรงบดเน้นๆ จนถ่านไม้กลายเป็ผงละเอียดดุจแป้งฝุ่นสีดำสนิท
“พระสนม... จะทรงทำสิ่งใดเพคะ?” อาชิงมองการกระทำนั้นด้วยความไม่เข้าใจและหวาดหวั่น
“ถ่านนั่นสกปรกนัก...”
หลินอ้ายไม่ตอบ นางหยิบตลับชาดสีแดงที่แห้งแข็งขึ้นมา ใช้นิ้วที่เปื้อนเืของตนเองขูดลงไป ผสมเืสดๆ เข้ากับเนื้อชาดแห้งๆ จนมันกลับมามีความชุ่มชื้นและกลายเป็สีแดงก่ำที่ดูอันตราย
นางเงยหน้ามองเงาตัวเองในเศษกระจกที่วางพิงผนังไว้ แววตาของนางเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง มันคือสายตาของศิลปินที่กำลังจะรังสรรค์ผลงานชิ้นเอก... บนผืนผ้าใบที่มีชีวิต
“ข้าจะสร้างหน้ากาก...” หลินอ้ายเอ่ยเสียงต่ำ
“หน้ากากที่งดงามจน์ต้องหลั่งน้ำตา และน่ากลัวจนนรกต้องสั่นะเื”
นางจุ่มปลายนิ้วลงในผงถ่านสีดำ แล้วเริ่มแตะมันลงบนใบหน้า... ตรงจุดที่เป็รอยปานสีม่วงคล้ำที่สุด
“ซู๊ด...”
หลินอ้ายสูดปากด้วยความแสบ ผงถ่านที่ัักับิัที่บอบบางและเสียหาย สร้างความระคายเคืองจนน้ำตาเล็ด แต่นางไม่หยุด นางไม่แม้แต่จะมือสั่น
นางใช้ความรู้เื่ แสงและเงา (Light and Shadow)ของบิวตี้บล็อกเกอร์ ผสมผสานกับเทคนิคการแต่งหน้าเอฟเฟกต์ นางไม่ได้พยายาม กลบ รอยปานให้หายไป เพราะนางรู้ว่าแป้งราคาถูกพวกนี้ทำไม่ได้ แต่นางกำลังใช้รอยปานนั้นเป็ ฐาน ของภาพวาด
นางลากเส้นสีดำทมิฬทับรอยนูนของแผลเป็ เปลี่ยนเส้นสายที่ขรุขระให้กลายเป็ลายเส้นที่วิจิตรบรรจง ปลายถ่านตวัดช้อยเป็รูปทรงของ ปีกผีเสื้อ ขนาดใหญ่ที่กางปีกครอบคลุมใบหน้าซีกซ้าย รอยบุ๋มลึกของแผลถูกถมดำเพื่อสร้างมิติ ส่วนรอยนูนถูกเว้นว่างไว้ให้แสงเทียนตกกระทบ
จากนั้น นางใช้นิ้วนางแตะชาดสีแดงที่ผสมเืของตนเอง แต้มลงไปที่ใจกลางของปีกผีเสื้อ และแต้มเป็จุดเล็กๆ ตามลายปีก ราวกับดวงตาของอสูรกาย
“คนเ่าั้ตัดสินคนด้วยรูปโฉมใช่ไหม? ได้...” หลินอ้ายแสยะยิ้มขณะวาดหางตาให้เฉี่ยวคมขึ้นด้วยผงถ่าน
“ข้าจะให้รูปโฉมที่พวกมันมิอาจลืมไปจนวันตาย”
อาชิงนั่งมองตาค้าง ร่างกายสั่นเทาด้วยความตื่นตะลึง นางเห็นภาพที่ปรากฏตรงหน้า... ใบหน้าซีกขวาของนายหญิงยังคงงดงามหมดจดและดูเปราะบาง แต่ใบหน้าซีกซ้ายบัดนี้ถูกเปลี่ยนให้เป็งานศิลปะที่น่าสะพรึงกลัวและทรงเสน่ห์อย่างประหลาด
ลวดลาย ปีกผีเสื้ออัคคี สีดำทมิฬตัดกับสีแดงเื พาดผ่านดวงตาและแก้ม มันดูราวกับผีเสื้อที่ถูกไฟนรกเผาไหม้แต่ยังคงกระพือปีกอย่างทนงองอาจ ทุกครั้งที่หลินอ้ายขยับหน้า ผีเสื้อตัวนั้นเหมือนมีชีวิตและกำลังขยับปีกตามรอยนูนของแผลเป็
มันคืองามที่มาพร้อมกับความตาย...
หลินอ้ายวางเศษกระจกลง หันกลับมาจ้องตาอาชิง แสงเทียนวูบไหวสะท้อนในดวงตาข้างที่เป็ผีเสื้อ ทำให้ดูเหมือนมีเปลวไฟลุกโชนอยู่ในนั้น
“อาชิง... พรุ่งนี้ในงานตรวจแถวสนมท้ายวัง... เ้าจงคอยดูให้ดี”
นางลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่างที่เปิดแง้มไว้ ลมหนาวพัดปะทะใบหน้า แต่นางไม่รู้สึกหนาวอีกต่อไปแล้ว
“ใครที่เคยหัวเราะเยาะข้า ข้าจะทำให้มันหัวเราะไม่ออก... ใครที่เคยตบหน้าข้า ข้าจะทำให้มันต้องกราบกรานขอชีวิตภายใต้ชายกระโปรงที่เปื้อนโคลนของข้าผืนนี้!”
คำพูดของนางไม่ได้ตวาดก้อง แต่มันเบาหวิวและกรีดลึกเข้าไปในความมืดมิด บาดลึกยิ่งกว่ามีดดาบ อาชิงมองดูแผ่นหลังของเ้านายด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป... สตรีที่ยืนอยู่ตรงหน้ามิใช่พระสนมผู้โชคร้ายและอ่อนแอคนเดิมอีกต่อไป
แต่นางคือ ปิศาจโฉมงาม ที่เพิ่งตื่นขึ้นมาจากกองเถ้าถ่านแห่งความแค้น พร้อมที่จะเผาผลาญทุกคนที่ขวางทาง
หลินอ้ายหันกลับมาที่โต๊ะเครื่องแป้ง นางก้มลงเป่าเทียนเล่มสุดท้าย...
ฟู่ว...
เปลวไฟดับวูบลง ความมืดเข้าปกคลุมห้องจนสนิท เหลือเพียงกลิ่นควันเทียนจางๆ และเสียงลมที่ยังคงพัดวนเวียน คล้ายกับการเริ่มต้นของพายุลูกใหญ่ที่กำลังก่อตัว... พายุที่จะพัดถล่มวังหลังให้ราบเป็หน้ากลองในรุ่งสางของวันพรุ่งนี้!
